title.gif (3489 bytes)

(หัวจดหมายมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย)

PUB/98/071

 

4 พฤษภาคม 2541


เรื่อง ขอจัดพิมพ์รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ
เรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยได้จัดพิมพ์ "รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ" เสนอโดย
คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ให้กับกระทรวงการคลัง ความทราบอยู่แล้วนั้น

สืบเนื่องจากมีผู้ที่สนใจในรายงานนี้เป็นจำนวนมาก และได้ติดต่อขอซื้อรายงานดังกล่าวจากทางสถาบันฯ โดยทางสถาบันฯ ได้แจ้งให้ทราบว่าจะต้องรอ
นโยบายจากกระทรวงการคลังว่าจะอนุญาตให้สถาบันฯ พิมพ์จำหน่ายรายงานนี้ได้หรือไม่ ทางสถาบันฯ จึงใคร่ขอรับทราบนโยบายจากกระทรวงการคลัง
ในเรื่องนี้ โดยถ้ากระทรวงการคลังอนุมัติให้สถาบันฯ จัดพิมพ์รายงานนี้ สถาบันฯ จะขายปลีกในราคา 150 บาท โดยมีส่วนลด 20% ให้แก่หน่วยราชการ
และส่วนลด 25% ให้แก่ร้านหนังสือที่จัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ของสถาบันฯ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง


ขอแสดงความนับถือ
(นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์)
ประธานสถาบัน

ฝ่ายเอกสารและเผยแพร่
โทร. 718-5460 ต่อ 218


(ครุฑ)







ที่ กค 0100/997
สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
กระทรวงการคลัง
ถนนพระราม 6 กท 10400

 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2541

เรื่อง ขอจัดพิมพ์รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ
เรียน ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
อ้างถึง หนังสือที่ PUB/98/071 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541

ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้ขอทราบนโยบายของกระทรวงการคลังในการอนุญาตให้สถาบันฯ จัดพิมพ์ "รายงานผลการวิเคราะห์และ
วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ" ซึ่งเสนอโดย คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบ
การเงินของประเทศ (ศปร.) เพื่อจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจและได้มาติดต่อขอซื้อรายงานดังกล่าวจากสถาบันฯ เป็นจำนวนมาก ดังความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีบัญชาอนุญาตให้จัดพิมพ์รายงานดังกล่าวได้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

 

ขอแสดงความนับถือ
(นายสุรพล สุประดิษฐ์)
หัวหน้าสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี

ฝ่ายการเมืองและประสานนโยบาย
โทร. 2739021 ต่อ 2431
โทรสาร 2739780



คำนำ

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 นับได้ว่ามีความร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทย ต้นเหตุของวิกฤตในครั้งนี้
แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่มีสาเหตุมาจากภายในประเทศทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เราเป็นผู้สร้างปัญหาให้แก่ตัวเราเอง การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสองสามปีก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น แม้ทางการจะมองเห็นปัญหาแต่ขาดความเด็ดขาดในการกำหนดมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้
ปัญหาเกิดขึ้น และเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ยังขาดความกล้าหาญที่จะใช้มาตรการที่อาจไม่เป็นที่นิยมในทางการเมืองเข้าแก้ปัญหาดังกล่าว มาตรการที่ใช้
ไม่ว่าในกรณีของการแทรกแซงปกป้องค่าของเงินบาท หรือการใช้เงินของกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินจึงเป็นเพียงการซื้อเวลาให้กับตนไป
ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการซื้อเวลาที่มีต้นทุนสูงมากเพราะในที่สุดจะมีผลกระทบกลายเป็นภาระที่หนักของธุรกิจและประชาชน
ทั่วประเทศในอนาคตที่ยาวนาน

ในการเขียนรายงานเสนอกระทรวงการคลังฉบับนี้ คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ
(ศปร.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจง ประกอบด้วย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ตลอดจนพนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้บริหารภาคเอกชนอีกจำนวนหนึ่ง ดังปรากฏรายนามในภาคผนวก
ของรายงานนี้ ศปร. จึงใคร่ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณามาชี้แจงให้ข้อเท็จจริง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง
ในการส่งเอกสารต่างๆ มาให้ ศปร.

ศปร.หวังว่ารายงานฉบับนี้จะบังเกิดประโยชน์สมกับเจตนารมณ์ของกระทรวงการคลังตามคำสั่งที่ 376/2540 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2540 ที่ให้คณะกรรมการ
ศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ทำการศึกษาวิกฤตทางเศรษฐกิจในครั้งนี้และบันทึก
ความเป็นมาให้ปรากฏ “ทั้งในด้านการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการหรือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง และมีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
มีการนำประสบการณ์และข้อผิดพลาดในกรณีดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดมาตรการเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และมีความโปร่งใสยิ่งขึ้นในอนาคต อันจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ระบบการเงิน
และสถาบันการเงินที่สำคัญของประเทศต่อไป”

 

ศปร.


สารบัญตารางและภาพ

 

ตารางที่ 1 องค์ประกอบของทุนสำรองทางการของไทย ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540
ตารางที่ 2 ดัชนีราคาและมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์
ตารางที่ 3 ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน
ภาพที่ 1 อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2533 ถึงกรกฎาคม 2539
ภาพที่ 2 ดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็นสัดส่วนของรายได้ประชาชาติ ระหว่างปี 2533 ถึง 2539
ภาพที่ 3 ดุลบัญชีชำระเงินด้านทุน
ภาพที่ 4 สัดส่วนหนี้สินต่างประเทศต่อรายได้ประชาชาติ ระหว่างปี 2533 ถึง 2539
ภาพที่ 5 อัตราส่วนของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ต่อเงินฝาก ระหว่างปี 2533 ถึง 2540
ภาพที่ 6
อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร ระหว่างปี 2533 ถึง 2539
ภาพที่ 7 อนุกรมเวลาของดัชนีค่าของเงินบาทที่แท้จริง ระหว่างเดือนมีนาคม 2537 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540
ภาพที่ 8 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศและหนี้สินระยะสั้น ระหว่างปี 2533-2539
ภาพที่ 9 อัตราการเติบโตของการส่งออกรายเดือน ระหว่างเดือน ก.ค. 2538 – มิ.ย. 2540
ภาพที่ 10 การไหลไปมาของเงินผ่าน ธปท. ในการปกป้องค่าเงินบาทโดยใช้ธุรกรรม swap
ภาพที่ 11 แผนภูมิตำแหน่งสำคัญๆ ในการรักษาค่าเงินบาทในธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึง 30 กันยายน 2540
ภาพที่ 12 เงินสำรองทางการและภาระผูกพันล่วงหน้าสิ้นเดือน รายเดือนระหว่าง ก.ค. 39 – มิ.ย. 40
ภาพที่ 13 เงินสำรองทางการและภาระผูกพันล่วงหน้า รายวันระหว่าง พ.ค.-มิ.ย. 40
ภาพที่ 14 โครงสร้างการบริหารจัดการด้านการเงินแยกตามพระราชบัญญัติ
ภาพที่ 15 โครงสร้างตามที่ ศปร. เสนอ


 

สรุปความเห็น/ข้อเสนอแนะของ
คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.)

 

1. ข้อบกพร่องของโครงสร้างระบบการบริหารการเงินอันนำไปสู่วิกฤตการณ์และความไม่มีประสิทธิภาพ
ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทยครั้งนี้ มีจุดเริ่มมาจากการก่อหนี้ของภาคเอกชน แต่การดำเนินนโบายการเงินของรัฐก็มีส่วนทำให้ปัญหาการก่อหนี้บานปลาย
อย่างแทบจะไม่มีขีดจำกัด

ขั้นตอนของความเพลี่ยงพล้ำในการดำเนินนโยบายการเงิน ลำดับได้ดังต่อไปนี้

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเลือกที่จะไม่ให้เปิดตลาดเงินทุนเสรีตั้งแต่ พ.ศ. 2533 แต่ ธปท. ก็เลือกที่จะให้เปิด
    การตัดสินใจให้เปิดครั้งนั้น นับว่าเป็นผลพวงของแนวนโยบายที่เป็นมาโดยต่อเนื่องเป็นระยะยาวนาน และสะท้อนความต้องการ
    ของฝ่ายการเมืองในขณะนั้นอย่างเต็มที่ เมื่อนายวิจิตรเข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการ ก็สานต่อนโยบายนั้นอย่างขะมักเขม้น ถึงขั้นเปิดวิเทศธนกิจ
    ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย
  2. เมื่อ ธปท. เลือกที่จะเปิดตลาดเงินทุนให้เสรีแล้ว ธปท. ก็ควรเลือกที่จะให้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นมากกว่านี้ แต่ ธปท. ก็เลือกที่จะ รักษาช่วง
    (band) อัตราแลกเปลี่ยนที่แคบมากไว้ จะมาเริ่มพิจารณาก็ในเดือนเมษายน 2539 ซึ่งสายไปเสียแล้ว เพราะหลังจากนั้น อีกไม่กี่เดือน
    ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ก็รุนแรงจนทำให้ ธปท. กลัวที่จะดำเนินการใดๆ อีกต่อไป เพราะเกรงว่าจะส่งสัญญาณผิด ให้กับตลาด
  3. เมื่อ ธปท. เลือกที่จะรักษาช่วงอัตราแลกเปลี่ยนที่แคบไว้เช่นนั้น ก็หมายความว่าแนวนโยบายทางด้านอุปสงค์รวมจะต้อง มีความระมัดระวัง
    (conservative) เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในระยะตั้งแต่ พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา นโยบายการคลังเป็นเรื่องของรัฐบาล และรัฐสภาก็จริงอยู่ แต่ ธปท.
    ก็มิได้ผลักดันอย่างจริงจัง ให้รัฐบาลมีนโยบายเกินดุลซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงนั้น ส่วนนโยบายการเงิน ที่ดึงปริมาณเงินในประเทศก็ไร้ผล
    เพราะถูกลบล้างด้วยเงินกู้จาก ต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
  4. เมื่อ ธปท. ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังหรือการเงินได้ ก็ควรจะใช้มาตรการไม่ให้เงินกู้ไหลเข้าประเทศอย่างมากมายเสียตั้งแต่ต้น
    แต่มาตรการที่ประกาศเป็นมาตรการที่อ่อน และนำมาใช้เมื่อสายไปแล้ว คือหลังจากไทยมีหนี้สินระยะสั้นในระดับสูงมากเกินไปเสียแล้ว

2. สรุปความเห็นของ ศปร. ในประเด็นที่ได้รับมอบหมาย

การบริหารการจัดการเงินทุนสำรองระหว่างประเทศตั้งแต่ช่วงที่มีการดำเนินการเพื่อปกป้องค่าเงินบาท
จนนำไปสู่การประกาศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนถึงปัจจุบัน

ศปร. ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าในเรื่องการดำเนินการปกป้องค่าเงินบาทของ ธปท. จนสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศไปจำนวนมากดังกล่าวนั้น
เกิดจากการที่ ธปท. มีจุดยืนที่มุ่งมั่นอยู่กับการรักษานโยบายอัตราแลกเปลี่ยนระบบตะกร้าเงิน เนื่องจากเห็นว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็น
สิ่งที่เหมาะสมอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้ว ธปท. ได้ตระหนักดีถึงความกดดันต่อค่าเงินบาทอันเกิดจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออก
ความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงิน ความตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ อันนำไปสู่การบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่อ
เศรษฐกิจและค่าเงินของไทย แต่ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ธปท. กลับให้ความสำคัญกับมาตรการที่ต้องใช้เวลานานในการดำเนินการก่อน
โดยเริ่มจากการพยายามดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างเข้มงวด การแก้ไขปัญหาสินเชื่อและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาว่า
จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ ในทางตรงกันข้าม หากพิจารณาจากจุดยืนของผู้ซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ
และนักเก็งกำไรนั้น อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวแปรที่เปราะบางที่สุดต่อผลตอบแทนจากการลงทุน และเป็นตัวแปรที่อ่อนไหวที่สุด แต่ด้วยความเชื่อมั่น
ในจุดยืนของตน ธปท. จึงไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนทั้งๆ ที่ ธปท. ได้รับคำเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาโดยตลอด
นอกจากนี้เมื่อสภาพการณ์ขาดความเชื่อมั่นมีความรุนแรงมากขึ้น ธปท. ก็ไม่กล้าที่จะปรับอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากไม่แน่ใจว่าผลที่ตามมาจาก
การเปลี่ยนแปลงจะเป็นผลดีจริงหรือไม่ ซ้ำร้าย วิธีการที่ ธปท. ใช้ในการปกป้องค่าเงินบาท คือการใช้ swap นั้น ทำให้ ธปท. สามารถเลี่ยงขีดจำกัด
ทั้งในด้านตลาดและในด้านกฎหมาย (คือ พ.ร.บ. เงินตรา) ได้ จึงเปิดโอกาสให้ ธปท. ทุ่มเทเงินสำรองอย่างขาดความรอบคอบ
จนในที่สุดเงินทุนสำรองสุทธิลดลงเหลือเพียง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

ในส่วนของผู้ที่มีบทบาทต่อการดำเนินการปกป้องค่าเงินบาทนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายอำนวย วีรวรรณ) และผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. ได้แก่
ผู้ว่าการ (นายเริงชัย มะระกานนท์) รองผู้ว่าการ (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์) ในฐานะผู้จัดการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ช่วยผู้ว่าการ (นายศิริ การเจริญดี)
และผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคาร (นายบัณฑิต นิจถาวร) ต่างก็รับรู้การดำเนินการเกี่ยวกับการปกป้องค่าเงินบาทมาโดยตลอดจากการประชุมหารือต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง แต่ผลการประชุมต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด เนื่องจากในส่วนของผู้ตัดสินใจ คือ นายอำนวย
และนายเริงชัยนั้นขาดการตัดสินใจอย่างเฉียบพลัน กล่าวคือ ในขณะที่นายอำนวยรอให้ทาง ธปท. เสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
นายเริงชัยก็รอให้ที่ประชุมผู้บริหารของ ธปท. มีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องดังกล่าว แต่ในขณะนั้นผู้บริหาร ธปท. ที่เหลือมีแนวความคิดในเรื่องนโยบาย
อัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และเป็นผลให้ผู้ตัดสินใจไม่ได้สั่งดำเนินการในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนี้แต่อย่างใด


กรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด และผลกระทบต่อความมั่นคง

ศปร. มีความเห็นว่า ธปท. ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ควรจะยอมรับความร้ายแรงของสถานการณ์
มาตั้งแต่ต้น และดำเนินการลดทุนและเพิ่มทุนเสียในระยะแรก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร แต่ทาง ธปท. กลับมิได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ธปท. อธิบายว่าการที่ไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในทันที ก็เพื่อให้มีส่วนร่วมในการติดตามหนี้เพื่อลดความเสียหาย และที่ไม่ได้สั่งการลดทุน
ในเวลาต่อมา เนื่องจากไม่ต้องการให้ทางการเสียหาย เนื่องจาก ธปท. ได้ไปชักชวนธนาคารออมสินและกลุ่มผู้ถือหุ้นเอกชนมาซื้อหุ้นธนาคารกรุงเทพฯ
พาณิชย์การไว้ก่อนหน้าแล้ว อีกทั้งในช่วงนั้นธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การเป็นสถาบันการเงินแห่งเดียวที่มีปัญหา จึงต้องการแก้ไขปัญหาอย่างนุ่มนวล
ไม่ให้มีผลกระทบไปยังสถาบันการเงินอื่น

ในประเด็นดังกล่าว ศปร. เห็นว่าทาง ธปท. สามารถสั่งการลดทุนและเพิ่มทุนได้หลายจุด อีกทั้งการไม่เปลี่ยนแปลงผู้บริหารก็ไม่เกิด ประโยชน์อันใด แต่กลับเป็น
มาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้บริหารเดิมมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า แม้ ธปท. จะพบว่าธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การมีปัญหารุนแรง แต่ ธปท.
กลับมิได้สั่งการให้มีการรายงานการตรวจสอบเป็นพิเศษ นอกจากปีละครั้ง การดำเนินการแบบไม่เด็ดขาดดังกล่าว เป็นผลให้ความเสียหายในธนาคารกรุงเทพฯ
พาณิชย์การเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา นอกจากนี้ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ยังมีผลกระทบไปยังภาพพจน์และความน่าเชื่อถือของ
ธปท. อีกด้วย

ในส่วนของผู้ตัดสินใจเรื่องการดำเนินการให้ความช่วยเหลือธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การนั้น ผู้มีบทบาทมากที่สุดในเรื่องการลดทุนเพิ่มทุน และการแก้ปัญหา
ที่ไม่เด็ดขาดก็คือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในช่วงนั้นคือ นายวิจิตร สุพินิจ (ตุลาคม 2533 - มิถุนายน 2539)


การบริหารจัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

ในส่วนของการบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ศปร. เห็นว่าบทบาทของกองทุนฟื้นฟูฯ ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการแยกแยะ
ระหว่างปัญหาสภาพคล่องและปัญหาฐานะการดำเนินงานของสถาบันการเงิน สิ่งนี้เป็นผลให้กองทุนละเลยหน้าที่ในการฟื้นฟูกิจการด้วยการเพิ่มทุนให้เพียงพอ
และไม่เผชิญกับปัญหาหนี้เสียอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งเมื่อให้กู้เงินไปก็ไม่มีการติดตามดูแล การดำเนินงานของสถาบันการเงินในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่
และแม้กระทั่งเมื่อมีการปิดสถาบันการเงินไปแล้ว กองทุนฟื้นฟูฯ ก็ไม่มีบทบาทในการเป็นผู้นำในการหารือกับเจ้าหนี้เพื่อฟื้นฟูกิจการแต่อย่างใด
ในบางครั้งกลับไม่ยอมร่วมเจรจากับเจ้าหนี้อื่นเพื่อแก้ปัญหา อันก่อให้เกิดผลเสียกับทั้งกองทุนฟื้นฟูฯ เจ้าหนี้ และสถาบันการเงินอื่นในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ในส่วนโครงสร้างของกองทุนฟื้นฟูฯ ในปัจจุบันก็มีปัญหาเนื่องจากขาดความอิสระ การตรวจสอบในการประเมินฐานะของสถาบันการเงินก็ต้อง
อาศัยฝ่ายกำกับและตรวจสอบของ ธปท.ดำเนินการต่างๆ คณะกรรมการจัดการกองทุนก็มอบอำนาจให้ประธานกรรมการจัดการกองทุน (ซึ่งก็คือผู้ว่าการ ธปท.)
สามารถดำเนินการได้ก่อนทำให้ยากที่จะมีความเห็นทัดทานนโยบาย ธปท. ได้ ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า ในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา กองทุนฟื้นฟูฯ
เป็นเพียงหน่วยงานที่ทำหน้าที่หาเงินและจ่ายเงินตามนโยบายของทางการเท่านั้น แต่ไม่มีส่วนร่วมในการประเมินและร่วมแก้ปัญหาแต่อย่างใด

ในส่วนของการแก้ปัญหาสถาบันการเงินนี้ ศปร. เห็นว่า ธปท. ในฐานะผู้กำกับสถาบันการเงินและกองทุนฟื้นฟูฯ นั้นขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา
และไม่มีการเตรียมแผนงานเพื่อรองรับในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น เป็นผลให้มาตรการและแนวทางที่ดำเนินการไปมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง
อันนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อ ธปท. เมื่อประกอบกับการขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน จึงเป็นเหตุนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่ผ่านมา


3. ข้อเสนอแนะของ ศปร. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบการเงิน

ในการบริหารจัดการระบบการเงินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ศปร. มีความเห็นว่าควรมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการเงินให้เหมาะสม
เพื่อที่จะสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความอิสระ และมีบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจน รวมถึงมีการถ่วงดุลที่เหมาะสม นอกจากนี้
จะต้องมีการให้ความสำคัญกับขั้นตอนและกระบวนการคัดเลือกผู้ที่จะเป็นผู้บริหาร รวมถึงคณะกรรมการขององค์กรนั้นๆ ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ใน
ปัจจุบันเนื่องจากมีผลโดยตรงกับการบริหารงานภายในและวัฒนธรรมขององค์กร

ในส่วนของโครงสร้างนั้น ศปร. เห็นว่าควรมีการแยกธนาคารกลางและการกำกับตรวจสอบดูแลสถาบันการเงินออกจากกัน ซึ่งจะเป็นผลดีในการช่วยลด
การขัดแย้งด้านนโยบายและเป็นการง่ายต่อการสรรหาบุคลากรในระดับบริหาร ทั้งนี้เนื่องจากการหาบุคคลที่มีความสามารถทำงานทั้งสองด้านให้ดีเด่น
คงทำได้ยาก อีกทั้งการแยกความรับผิดชอบที่เด่นชัดทำให้การประเมินผลทำได้ง่าย ในส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ศปร. เห็นว่าควรมีการยกเลิกโดยเร็ว
โดยเฉพาะการรับประกันโดยไม่มีขอบเขต โดยแปลงมาเป็นส่วนงานทางด้านประกันเงินฝาก และรวมเข้ากับส่วนงานด้านกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันประกันเงินฝากในฐานะผู้รับประกัน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบฐานะการเงินของสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพที่ เหมาะส

เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของสถาบันประกันเงินฝาก ดังนั้นการรวม 2 ส่วนงานนี้เข้าด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม

สำหรับทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ศปร. เห็นว่าควรยกเลิกเนื่องจากการทำงานซ้ำซ้อนและหมดความจำเป็น

ในส่วนของงานให้บริการต่อบุคคลอื่นที่อยู่ภายใต้กฏหมายดังเช่นงานกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินนั้น ควรมีการกำหนดเป็นกฎระเบียบ โดยกำหนด
ระยะเวลาการทำงานขององค์กรอย่างชัดเจน นอกจากนี้แล้วควรมีการกำหนดให้ต้องรายงานสรุปเรื่องที่ได้ดำเนินการไปแล้วต่อประชาชนด้วย เพื่อให้เกิด
ความโปร่งใสและความระมัดระวังมากขึ้นในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ศปร. เห็นว่าควรมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารสถาบันทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินของประเทศเป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อให้เกิด
การประสานงานและมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงนโยบายที่ดีที่สุดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

ในส่วนของ ธปท. นั้น ศปร. เห็นว่าควรมีคณะกรรมการ 2 คณะร่วมกันบริหาร กล่าวคือ คณะกรรมการบริหารทำหน้าที่ดูแลการบริหารและการเงินภายใน
และคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการกำหนดมาตรการทางการเงิน ทั้งนี้ในส่วนของ
คณะกรรมการนโยบายการเงินนั้นให้มีบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการจำนวนหนึ่ง สำหรับตำแหน่งผู้ว่าการนั้น ศปร. เห็นว่าควรมีการกำหนดวาระไว้
รวมถึงวิธีการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ว่าการ ทั้งนี้การแต่งตั้งและคัดเลือกให้พิจารณาโดยบุคคลหลายฝ่าย เพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
และมีอิสระในการดำเนินงาน

end1.gif (1019 bytes)