news-report

จี้ปฏิวัติระบบข้อมูลประเทศ สร้าง ‘คลังข้อมูล’ รับไทยแลนด์ 4.0

ตีพิมพ์2017-03-14

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี 2560 “ฟื้นเศรษฐกิจ -ปฏิรูปรัฐ ด้วยปฏิวัติข้อมูล” โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ”ไทยแลนด์ 4.0″ มีประเด็นดังนี้

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งการจะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้จำเป็นต้องปฏิวัติระบบข้อมูลของประเทศให้เอื้อต่อการสร้างเศรษฐกิจสารสนเทศ ซึ่งรัฐบาลควรปฏิวัติการบริการจัดการระบบข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ โดยต้องยอมเปิดข้อมูลด้านต่างๆ ที่ไม่ส่งผล กระทบกับด้านความมั่นคง และละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะถือว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ประชาชน ภาคธุรกิจ และแวดวงวิชาการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

“ข้อมูลภาครัฐที่จำเป็นต้องเปิดเผยสู่สาธารณะ ได้แก่ ข้อมูลทะเบียนทางธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดของการถือหุ้นของบริษัทต่างๆ ได้ และช่วยให้นักวิจัยสามารถหยิบข้อมูลมาใช้ได้อย่างสะดวก ต่อมาคือข้อมูลทาง สภาพอากาศ รวมถึงตารางเวลาให้บริการขนส่งสาธารณะ ครอบคลุมทั้งรถเมล์ รถไฟ เครื่องบิน ช่วยให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น และข้อมูลด้านที่ดิน ให้รับทราบข้อมูลการถือครองที่ดินเพื่อนำไปพัฒนาให้ตรงกับนโยบายภาครัฐ และช่วยเอกชน ภาคอสังหาริมทรัพย์วางแผนพัฒนาที่ดินได้ สุดท้ายคือข้อมูลด้านผลผลิตทางการเกษตร ราคาพืชผลต่างๆ เพื่อจะได้ช่วยให้เกษตรกรรับทราบ ข้อมูลที่สำคัญของพืชผลในแต่ละฤดูกาล”

ส่วนของภาคเอกชนการจัดทำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งรัฐบาลสามารถผลักดันได้เบื้องต้น เช่น การจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง การทำแผนประหยัดพลังงานภายในองค์กร การวางแผนใช้ทรัพยากรหน่วยงานให้เกิดประโยชน์ และการบริหารจัดการการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่สูญเปล่าในกระบวนการผลิต

โดยที่ผ่านมาทางทีดีอาร์ไอได้มีการศึกษาตัวอย่างของการบริหารจัดการที่ดีขององค์กรขนาดใหญ่5แห่ง เช่น การนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนในการผลิต ตามแนวทางการบริหารจัดการ ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ทำอย่างได้ผลมาแล้ว ซึ่งหากใช้ข้อมูลที่สำคัญมาปรับปรุงเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการเพิ่มขึ้นให้ได้เพียง1ใน5ของ กรณีตัวอย่าง จะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวได้เพิ่มขึ้นปีละ0.82%หรือคิดเป็นเงินกว่า 8.1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเอาเข้ามูลไปต่อยอดสร้างธุรกิจในรูปแบบใหม่สตาร์ทอัพ ให้เกิดขึ้นมาในประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมกับผลักดันให้การใช้ข้อมูล และการเปิดเผยข้อมูลเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะยกระดับเศรษฐกิจยังช่วยพัฒนาสังคมด้วย

นอกจากนี้ภาครัฐจะต้องมีการปฏิรูปการจัดเก็บข้อมูล เช่นสำนักงานสถิติแห่งชาติ ควรกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐให้เป็นรูปแบบเดียวกันให้สามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์ต่อเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆต่อไป และให้มีตัวแทนของภาคส่วนต่างๆร่วมกันจัดเก็บข้อมูลของประเทศให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกันเพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบายของประเทศอย่างถูกต้องแทนการคาดเดา โดยอาจให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงข้อมูล

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าการเปิดเผยข้อมูลของ ภาครัฐทำให้สามารถนำไปสู่การวางแผนนโยบายที่ถูกต้องและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้างของภาครัฐซึ่งพบว่าในปี 2559 แม้ภาครัฐ จะสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างไปได้ประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาทจากการใช้วิธีประมูลแบบ e-bidding มาแทนการประมูลแบบ e-auction ซึ่งทำให้เกิด การแข่งขันด้านราคามากขึ้นจากปี 2558

อย่างไรก็ตามยังพบว่าการแข่งขันในการประมูลงานในหลายพื้นที่ยังไม่เกิดการแข่งขันกันมากเท่าที่ควรเนื่องจากมีผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานภาครัฐกระจุกตัวโดยส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ 3 – 5 รายได้งานของภาครัฐไปกว่า 60-80% ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ต่อไป เช่น อาจจะต้องมีการปรับปรุงระยะเวลาในการเปิดให้วิจารณ์ร่าง ทีโออาร์มากขึ้นเพื่อป้องกันการล็อคสเปค หรือขยายระยะเวลาในการยื่นซองประมูลงาน ภาครัฐให้มีระยะเวลานานขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น เป็นต้น

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานบริษัท กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กล่าวว่าข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต เพราะสามารถนำไปใช้สร้างความรู้ และสร้างนวัตกรรมของภาคธุรกิจ ขณะที่ภาครัฐก็ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากในการคิดวางแผนและกำหนดนโยบายต่างๆ

ดังนั้นประเทศไทยควรมีการจัดทำคลังข้อมูลแห่งชาติ (National Data pool) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศที่ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถเข้าไปใช้ข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ร่วมกันเหมือนกับที่ในต่างประเทศมี “บิ๊กดาต้า” เป็นฐานข้อมูลกลาง

คลังข้อมูลแห่งชาติภาครัฐเป็น ผู้วางมาตรฐานในการเปิดเผยข้อมูลให้มีความเป็นสากล โดยหน่วยงานที่ควรเข้ามาเป็น หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการข้อมูลอาจยกระดับอำนาจหน้าที่ของบริษัท ข้อมูลเครดิต แห่งชาติ (จำกัด) หรือ “เครดิตบูโร” ให้เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลกลางในส่วนนี้ ซึ่งหากมีหน่วยงานในลักษณะนี้จะช่วย ยกระดับการเข้าถึงข้อมูล และทำให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยได้และสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพได้

ทั้งนี้การแข่งขันของธุรกิจการเงินในอนาคตจะมีการแข่งขันกันโดยใช้ข้อมูลอย่างรุนแรงมากขึ้น และการแข่งขันในเรื่องข้อมูลไม่ได้จำกัดในต่างประเทศเท่านั้นแต่อาจจะมาจากต่างประเทศ เช่น ในประเทศจีนบางบริษัทสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าที่ขอสินเชื่อได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากของลูกค้าอยู่ในมือ และสามารถพิสูจน์ว่าการให้สินเชื่อมีเอ็นพีแอลที่ต่ำ

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ในไทยเองต้องยอมรับว่าแม้จะมีข้อมูลอยู่มากแต่การนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจต่างๆยังมีข้อจำกัดซึ่งหากในอนาคตธุรกิจการปล่อยสินเชื่อของจีนรุกเข้ามาแข่งขันในไทยด้วยศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหนือกว่าก็จะกลายเป็น คู่แข่งที่สำคัญของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยได้เช่นกัน

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะมีนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ 2.0 ประมาณ 70% และอยู่ในระดับ 3.0 อีกประมาณ 20% ส่วนบริษัทที่ยกระดับไปสู่ 4.0 ได้แล้วมีน้อยมากไม่ถึง 10% ซึ่งช่องว่างก็คือความสามารถในการเอาข้อมูลมาใช้เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตและปรับปรุงอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น

ดังนั้นความท้าทายของอุตสาหกรรม 4.0 คือจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับการผลิตโดยใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยข้อมูลที่ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้คือการใช้อัตรากำลังการผลิต ข้อมูลเรื่องต้นทุนการผลิต การผลิตที่สอดคล้องกับการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ปัญหาสำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องคน เนื่องจากในปัจจุบันแรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรม 4.0 ยังมีน้อยมาก ซึ่งจะต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว จึงจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้


 

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ จี้ปฏิวัติระบบข้อมูลประเทศ สร้าง ‘คลังข้อมูล’ รับไทยแลนด์ 4.0 เมื่อ 14 มีนาคม 2560