news-report

นักวิจัยทีดีอาร์ไอ เปิดโฉมหน้าคอร์รัปชันไทย 30 ปี 110 เรื่องอื้อฉาว สูญกว่า 9 แสนล้าน

ตีพิมพ์2017-04-26

นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ เผยสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยไม่ได้ดีขึ้น แต่ไม่แย่ลง ขณะที่ผลสำรวจพบคนไทยยังไม่เชื่อมั่นกลไกปราบโกง แนะรัฐเร่งเปิดให้มีการเข้าถึงข้อมูล เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐ ด้านโฉมหน้าคอร์รัปชันไทย พบ 5 หน่วยงานล่อแหลมทุจริตเยอะ ยันทุจริตจัดซื้อจัดจ้างยังนำโด่ง

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2560 ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัล สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) (ACT) จัดเสวนา “ติดตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์”

นายณัชพล ประดิษฐเพชรา นักวิจัย ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย  (Corruption Situation Index:CSI) ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นคนส่วนใหญ่เชื่อว่ารุนแรงน้อยลง แต่สถานการณ์ยังไม่ดีมาก  ขณะที่ทัศนคติและจิตสำนึกของคนในสังคมต่อการทุริตคอร์รัปชั่น พบว่า ความอดทนต่อกากรทุจริตเหลือเพียง 2.27 / 10 ต่ำที่สุดตั้งแต่สำรวจมา  ขณะที่อีก 95% ไม่เห็นด้วยว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องไกลตัวไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองโดยตรง จาก 62% ในปี 2553 และอีก 85% ยินดีมีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นจาก 78% ในปี 2553 ด้านความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นพบว่า องค์กรอิสระ สมาคมภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ภาคประชาชนได้คะแนนปานกลาง 5-6 เต็ม 10

นายณัชพล กล่าวอีกว่า หากดูในดัชนีคอร์รัปชั่นในสายตาของต่างประเทศ อย่างดัชนีที่ทำโดย องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)  ปี 2559 มีการเพิ่มดัชนีที่เกี่ยวกับความหลากหลายของประชาธิปไตย วัดระดับคอร์รัปชั่นในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง เสรีภาพ การเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นและความเห็นฟ้องกันของทุกฝ่าย  ซึ่งไทยมีอันดับตกลงมาอยู่ที่อันดับ 101  โดยมีคะแนนลดลงที่ 35 คะแนน ลดลงจากปี 2558 ที่ 38 คะแนน

ขณะที่ดัชนีความเจริญรุ่งเรือง(LPI)ซึ่งจัดทำโดยสถาบันเลอกาทูม ( Legatum Institue) นายณัชพล กล่าวว่า เป็นการวัดความเจริญที่มากกว่าแค่ GDP โดยเน้นไปที่ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา โอกาสในการประกอบการ รวมไปถึงการปกครอง ซึ่งในปี 2556-2559 ไทยมีคะแนนด้านการปกครองซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมด้านการเมืองและระดับความเป็นประชาธิปไตยลดลงอย่างมากโดยในปี 2559 ได้คะแนนเพียง 41.4  คะแนนจากเต็ม 100  ลดลงจากปี 2556 ได้คะแนน 48.91 คะแนน

ด้าน ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (GCI) ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) โดยหากดูในเสาเหลักที่มีการวัด จะพบว่า ดัชนี GCI มีอัตราที่ดีขึ้น แต่เสาหลักที่เกี่ยวกับคอร์รัปชั่นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นทางการเมือง ความลำเอียงในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ และความสิ้นเปลืองของการใช้จ่ายในภาครัฐในปี 2559-2560 ที่มีคะแนนลดลงจากปี 2556-2557 เหลืออยู่เพียง 2.48 จาก 2.66

นายณัชพล กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลข้างต้นพอสรุปได้ว่า ในสายตาของต่างประเทศมองว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยยังไม่ดีขึ้น ถึงแม้จะตัดเรื่องประชาธิปไตยออกไป ขณะที่สายตาของคนไทยมองว่า ความรุนแรงของการคอร์รัปชั่นน้อยลงแต่ยังไม่ดีมาก มีการตื่นตัวต่อสถานการณ์คอร์รัปชั่นมากขึ้น แต่ประชาชนยังไม่เชื่อมั่นกลไกต่อต้านการคอร์รัปชั่นต่างๆ มากนัก โดยจุดอ่อนสำคัญคือกระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส และตรวจสอบได้ยาก ขณะที่รัฐบาลจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อถ่วงดุล ตรวจสอบภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจแห่งดุลยพินิจในการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า

นายณัชพล กล่าวด้วยว่า สิ่งที่รัฐต้องรีบทำคือเร่งให้มีการทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่ให้รัฐมนตรีหรืออธิบดีใช้อำนาจแห่งดุลยพินิจโดยไม่มีหลักเกณฑ์ ทั้งยังต้องเร่งปรับระเบียบสำนักนายกฯเรื่องมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการการเมืองให้มีบทลงโทษชัดเจน และปรับปรุงการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณจากการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นการตรวจสอบความคุ้มค่าของโครงการ เพิ่มความโปร่งใสของการทำงานของรัฐบาลเช่น การตรวจสอบให้หน่วยงานราขการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารราชการอย่างเคร่งครัด

ด้านนายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงรายงาน “โฉมหน้าคอร์รัปชันไทย” โดยใช้ฐานข้อมูลการทุจริตจาก ป.ป.ช. หนังสือเมนูคอร์รัปชั่น และจากสำนักข่าวอิศรา สำนักข่าวไทยพับริก้า เป็นต้น  สามารถรวบรวมคดีได้ทั้งหมด 110 คดี ตั้งแต่ปี 2530-ปัจจุบัน เพื่อให้เห็นตัวอย่างการทุจริต โดยลักษณะการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างพบมากเกือบทุกยุค รองลงมาทุจริตการบริหารราชการ เช่น การออกกฎหมายโดยมิชอบ  การเลี่ยงภาษี การขึ้นเงินเดือนตัวเอง จนมาปี 2550-2557 มีการทุจริตเรื่องของการใช้งบประมาณ เช่น ภัยพิบัติ  การแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร

นายธิปไตร กล่าวถึงการทุจริตรายกระทรวง งานวิจัยพบว่า มี 5 หน่วยงานพึงระวังเพราะล่อแหลมต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ กระทรวงการคลัง  ,กระทรวงคมนาคม,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงเกษตรฯ  และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมักมีรัฐวิสาหกิจเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีมูลค่าสูง ขณะที่หลายคดีอื้อฉาว งานวิจัย พบว่า ใช้เวลามากกว่า 10 ปี หลายคดีก็ยังไม่จบจนถึงวันนี้

ทั้งนี้ นายธิปไตร กล่าวด้วยว่า สำหรับการตีคดีทุจริตให้ออกมาเป็นเงินนั้นยากมาก ในต่างประเทศก็ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างตรงไปตรงมา แต่จากงานวิจัยชิ้นนี้ 110 คดีแม้จะไม่สามารถประเมินได้หมด แต่มีประมาณ 71 เรื่องที่เราสามารถเก็บได้ว่า มีงบประมาณเท่าไหร่ โดยสรุป 110 เรื่องอื้อฉาว วงเงินงบประมาณที่ประเทศเสียไป 9.7 แสนล้านบาท  และคดีที่มีมูลค่าเสียหายสูงสุด คือ โครงการจำนำข้าว รองลงมาคือโครงการไทยเข้มแข็ง


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกใน สำนักข่าวอิศรา เมื่อ 26 เมษายน 2560 ในชื่อ  นักวิจัย ทีดีอาร์ไอ เปิดโฉมหน้าคอร์รัปชันไทย 30 ปี 110 เรื่องอื้อฉาว สูญกว่า 9 แสนล้าน