news-report

“บัตรทอง” ควรเดินไปทางไหน? – ดร.อัมมาร สยามวาลา

ตีพิมพ์2017-05-15

แม้ว่ารัฐบาลยืนยันว่าไม่เคยคิดล้มโครงการระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากคนในวงการสาธารณสุขว่า “บัตรทอง” เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งขาดสภาพคล่อง จึงมีการเสนอแนวทาง “การร่วมจ่าย” เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว

“ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์” ได้รับเกียรติจาก “ดร.อัมมาร สยามวาลา” นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ที่คลุกคลีกับเรื่องนี้ มาอธิบายถึงแนวทางดำเนินการ โดย “ดร.อัมมาร” มองว่า “การร่วมจ่าย” มีได้หลายลักษณะ อย่างสิทธิประกันสังคมก็เป็นการร่วมจ่ายโดยให้ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบรายเดือน แต่บัตรทอง โดยทฤษฎีมีการคุมราคาไม่ให้มีการจ่ายเกิน 30 บาท ทาง สปสช. ค่อนข้างเคร่ง ยาก็ต้องจ่ายยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ถ้าจะเอายานอกบัญชีก็ต้องไม่ใช้บัตรทอง ต้องใช้สิทธิจ่ายเองไปเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะ สปสช.มองว่ายาในบัญชีฯ ครอบคลุมการรักษาทุกโรคหมดแล้ว

5-15-2017 1-20-36 PM

ดร.อัมมาร สยามวาลา

เป็นการจำกัดสิทธิในการได้รับการรักษาหรือไม่

ต้องถามว่าเป็นสิทธิของใคร แน่ใจหรือไม่ว่าเป็นสิทธิของผู้ป่วย การรักษาการสั่งจ่ายยา ผู้ป่วยไม่มีความรู้ หมอจะเป็นผู้กำหนดทุกอย่างว่าจะกินยาอะไร กินเท่าไหร่ สรุปเป็นสิทธิของหมอ ที่มีอำนาจเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ แต่รัฐบาลให้สิทธิในการรักษาพยาบาล ให้สิทธิในการหายป่วยด้วยวิธีที่ดีที่สุด มีค่ามากที่สุด หมายความว่าต่อผลที่ได้รับมีต้นทุนต่ำที่สุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลจ่ายเงินก็มีสิทธิควบคุมค่าใช้จ่าย ให้การรักษาพยาบาลมีต้นทุนน้อยที่สุดเพื่อต้องการช่วยผู้เสียภาษีด้วย

เมื่อต้องการการรักษาที่ดี ถูก ก็กระทบกับการเงินของโรงพยาบาล

ใช่ แต่สปสช.ก็เคร่งเกินไปด้วยเหตุผลมีงบประมาณที่จำกัด เวลาของบประมาณโดนนายกรัฐมนตรีด่าทุกปีอย่างไม่แฟร์ เพราะให้งบแก่กองทุนสวัสดิการข้าราชการเพิ่มขึ้นโดยไม่จำกัด หมอมีสิทธิเต็มที่ในการจะจ่ายยาในหรือยานอกบัญชีก็ได้ แม้ตอนนี้มีการควบคุมมากขึ้น แต่ก็ควบคุมยากเพราะเขียนว่ามีสิทธิ เป็นประเด็นที่ไม่ขาว ไม่ดำ อยู่ที่คุณธรรมของหมอ หมอที่มีคุณธรรมก็เลือกสั่งยาที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ ถ้าเป็นคนไข้จ่ายเองจะดูขีดความสามารถของคนไข้

จริง ๆ บัตรทองปัจจุบันควรเดินไปทางไหน

ตอนนี้บัตรทองของไทยไม่มีการร่วมจ่ายในรูปแบบใด ๆ นอกจาก 30 บาทซึ่งเป็นเกณฑ์สูงสุด นอกจากนั้นห้ามเก็บ แต่ผมเองคิดว่ารัฐบาลอาจจะเปิดทางให้มีการร่วมจ่ายแบบเดียวกับประกันสังคม คือร่วมจ่ายล่วงหน้าสำหรับคนไข้ที่พอมีความสามารถในการจ่ายเอง เพราะคนไข้ 48 ล้านคน ไม่ได้เป็นคนจนทั้งหมด นี่คือสิ่งที่คิดมานาน อาจจะจ่ายเป็นรายปี 1-2 พันบาท ซึ่งตอนนี้รัฐบาลมีการทำฐานข้อมูลประชากรอย่างเป็นระบบมากขึ้น ก็เอาตรงนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และให้คนชั้นกลางที่พอมีกำลังในการจ่ายต้องร่วมจ่ายสมทบ และต้องไม่เป็นการร่วมจ่ายแบบ สมัครใจ แต่ปัญหาคือจะไปเก็บเงินคนเหล่านั้นได้อย่างไร และในกรณีคนที่ไม่มีเงินจริง ๆ ก็ไม่ ต้องจ่าย เพราะเมื่อขึ้นทะเบียนไว้ก็จะได้บัตรทองที่ไม่ต้องจ่าย ส่วนคนที่พอมีเงินก็จะได้บัตรเงิน ซึ่งต้องจ่ายเป็นรายเดือน หรือรายปี

เคยมีการเสนออย่างนี้แล้วถูกท้วงติงว่าแบ่งแยก ตีตราว่าเป็นผู้ป่วยอนาถา

ไม่ได้เป็นพวกอนาถา ความจริงแล้วที่ผมฝันถึงคือ เวลาคนไข้เดินเข้าไปสถานพยาบาลที่รับทั้ง 3 กองทุน พอไปที่โต๊ะรับคนไข้ก็จะให้บัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งจะมีข้อมูลอยู่ว่าเป็นคนไข้ว่าอยู่ในระบบไหน จากนั้นส่งไปรักษา โดยที่หมอไม่รู้ว่าคนไข้ใช้สิทธิอะไร เพื่อให้การรักษาอย่างเท่าเทียม

ตอนนี้ สปสช.กำลังแก้ไขกฎหมายและมีการแก้ไขประเด็นนี้อยู่

มันมีอะไรบางมาตราที่รู้สึกว่าไม่เปิดให้มีการร่วมจ่าย หรืออนุญาตให้มีการร่วมจ่าย แต่ไม่ชัดเจน ซึ่งผมยังไม่เห็นร่างกฎหมาย และอยากจะเห็น แต่ผมจะพูดทุกครั้งว่าจะต้องไม่ให้มีการจ่ายข้างเตียง (คนไข้จ่ายเงินเอง) การรักษาพยาบาลไม่เหมือนกับตลาดสินค้าทั่วไป เสรีภาพในการเลือกของผู้ป่วยไม่มี เพราะเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นหมอจะแอบอ้างสิทธิของผู้ป่วยเพื่อใช้อำนาจของตัวเอง ทำให้อาจจะถูกขูดรีดได้ แต่ที่จริงหมอที่มีคุณธรรมมีเยอะมากไม่อย่างนั้นบัตรทองเจ๊งไปนานแล้ว

มีการคุยกันถึงลักษณะการเก็บภาษีเฉพาะหรือไม่

ทุกวันนี้เราใช้เงินภาษีอากรอยู่แล้ว หมอหลายคนอยากให้มีการเก็บภาษีที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่าภาษีนี้ให้เข้าสปสช.เท่านั้น เหมือน กับสสส.ที่ได้เงินจากภาษี เหล้า บุหรี่ เป็นกรณีพิเศษ จริง ๆ อำนาจเงินเป็นส่วนสำคัญมากของอำนาจนักการเมือง นักการเมืองเลยอยากได้อำนาจนั้น ขณะที่ สปสช.ใช้เงินเป็นแสนล้าน ถ้าเอาออกมาแล้วเขาคุมยาก

“ผมคิดว่าสปสช.ต้องเป็นห่วงมากเพราะต้องไปของบประมาณทุกปี เป็นระบบที่สปสช.ไม่ค่อยแฮปปี้ เพราะถูกเขกหัวว่าใช้งบประมาณเปลือง ทั้ง ๆ ที่การใช้เงินแต่ละบาทนั้นสามารถตรวจสอบได้ แต่ข้อเท็จจริงอีกอันหนึ่งที่นักการเมืองทุกคน รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันต้องเข้าใจ ที่ท่านบ่นว่าเงินส่วนนี้จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะว่าคนไทยอายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวมถึงเงินเดือนหมอเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จุดนี้ผลักดันให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี 4-5 %”

ทุกคนมักคิดว่าบัตรทองเป็นโครงการประชานิยม ถ้าเป็นรัฐบาลปกติจะอัด ฉีดเงินเพื่อเรียกคะแนนเสียง

จริง ๆ แล้วรัฐบาล ทหารจะดีกว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น “บิ๊กตู่” บ่นเยอะแต่ให้ ที่บอกว่าไม่มีเงินอยู่ที่รัฐบาลจะเอาไปใช้ทำอะไร ถ้าเลือกใช้ทำอันนั้น ก็ไม่มีใช้ทำอันนี้

ต้องทำให้สำเร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่

ถ้าไม่ทำในรัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้าจะทำลำบาก ถ้าตามเหตุการณ์โดยทั่วไปตอนนี้ คนมีเงินก็ไม่ใช้สิทธิบัตรทองอยู่แล้ว เขาจ่ายเอง อันหนึ่งที่ผมเคยเสนอคือประกันสังคมควรขยายให้ครอบคลุมบุตรและคู่สมรสด้วย แน่นอนว่าจะทำให้คนใช้สิทธิบัตรทองลดลง ซึ่ง สปสช.ไม่อยากให้ลดเพราะได้เงินน้อย

ทั้งนี้ คิดว่าเมืองไทยควรจะภูมิใจที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะเมื่อล้มป่วยลงยังมีหลังพิง จะดีหรือไม่ดีชอบหรือไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วจะเห็นว่าพอพูดร่วมจ่ายก็จะมีเสียงค้านตามมา ดังนั้นคนที่ได้สิทธิต้องตรวจสอบสิทธิของตัวเอง แต่รัฐบาลต้องจัดงบให้พอ เมื่อให้ไม่พอในที่สุดก็ต้องจัดหาเงินเข้ามา แต่ต้องคิดถึงแง่ให้ความปลอดภัยของประชาชนทุกคน จากภัยอันเกิดขึ้นจากการล้มเจ็บป่วยนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤษภาคม 2560 เดลินิวส์ คอลัมน์: ตรวจการบ้าน: 'ร่วมจ่าย'ทางเลือกทางรอดบัตรทอง