banner-songkran-day

ปรับแนวคิดมาตรการ 7 วันอันตรายช่วงสงกรานต์

ตีพิมพ์2017-04-07

ณัชชา โอเจริญ
ณิชมน ทองพัฒน์

ทุกปีเมื่อถึงช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ความต้องการเดินทางจะเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ การเดินทางทางถนน จึงทำให้โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุนั้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยอุบัติเหตุได้คร่าชีวิตคน หลายร้อยราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันราย ในแต่ละปี แม้ภาครัฐจะมีมาตรการในการป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนน โดยการกำหนดช่วง 7 วันอันตรายที่มีความเข้มข้น ขึ้นทุกปีก็ตาม

โดยสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ในปี 2551-2556 ลดลงต่อเนื่อง แต่กลับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 และล่าสุด ปีที่ผ่านมา มีจำนวนอุบัติเหตุ 3,447 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บและ ผู้เสียชีวิต 3,656 และ 442 ราย ตามลำดับ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.9 พันล้านบาท จึง น่าสังเกตว่าการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย ทางถนนของภาครัฐนั้นมาถูกทางแล้วหรือไม่ และมาตรการที่ผ่านมาสามารถจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ มากน้อยเพียงใด

ย้อนสถิติสงกรานต์: ความรุนแรงเพิ่ม สาเหตุหลัก คือเมาแล้วขับและความเร็ว

จากสถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในปี 2559 พบว่า ดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุ (จำนวนผู้เสียชีวิตต่อจำนวนอุบัติเหตุ 100 ครั้ง) ในช่วงสงกรานต์อยู่ที่ 12.8 เพิ่มขึ้นจาก 10.8 ในปี 2557 และ 2558 กล่าวคืออุบัติเหตุทางถนนทุก 100 ครั้ง ในปี 2559 มีคนเสียชีวิต เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน โดยสาเหตุสำคัญในช่วง 7 วันอันตราย มาจากเมาแล้วขับและการใช้ความเร็วเกินกำหนด ซึ่งคิดเป็น 34% และ 33% ของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ความรุนแรงของอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นยังประกอบไปด้วย พฤติกรรมเสี่ยงอย่างการหลับในและการไม่ใช้หมวกและเข็มขัดนิรภัย รวมถึงอันตรายข้างทาง ทั้งต้นไม้ ป้าย และเสาไฟ หากพิจารณาสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละช่วงเวลาของเทศกาล พบว่า การขับขี่เร็ว การตัดหน้ากระชั้นชิด และหลับใน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงการเดินทางไป/กลับต่างจังหวัดหรือช่วงต้นและปลาย ของ 7 วันอันตราย

ขณะที่ช่วงการฉลองเทศกาล คือ ช่วง 12-14 เมษายน เป็นช่วงที่มีการเกิดอุบัติเหตุมากสุด โดยผู้ใช้รถใช้ถนนมักเดินทางระยะใกล้เพื่อไปเฉลิมฉลอง จึงมีผู้ดื่มหรือ เมาแล้วขับจำนวนมาก และกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งยังมีผู้เสียชีวิตในช่วงกลางคืนหรือช่วงเวลา 16.01-20.00 น. มากที่สุด โดยเฉพาะในปี 2559 ซึ่งมีการจัดกิจกรรมมิดไนท์สงกรานต์ในหลายจังหวัด ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 20.01-24.00 และ 00.01-04.00 น.

ในด้านอื่นๆ รถจักรยานยนต์ยังครองแชมป์ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตสูงสุด โดยในปี 2559 มีสัดส่วนคิดเป็น 35% สำหรับจำนวนอุบัติเหตุ และ 65% สำหรับการเสียชีวิต รองลงมาคือรถปิคอัพ ที่มีสัดส่วน 29% และ 16% สำหรับจำนวนอุบัติเหตุและการเสียชีวิต ตามลำดับ โดยถนนของกรมทางหลวงและองค์การบริหารส่วนตำบลหรือหมู่บ้าน มีจำนวนการเสียชีวิตสูงที่สุดซึ่งคิดเป็น 38% และ 36% ตามลำดับ

ปรับมาตรการต้านอุบัติเหตุสงกรานต์: เน้นจัดการความเสี่ยงให้ครอบคลุม ทำงานต่อเนื่องเชิงระบบ

ในปีที่ผ่านๆ มา มาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลยังไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการปลูกฝังจิตสำนึก ด้านความปลอดภัยทาง ถนนยังไม่ได้ผล นอกจากนี้ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเน้นการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง มากกว่าการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนน ในปี 2560 นี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ออกคำสั่งมาตรา 44 (ม.44) ในการช่วยป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งครอบคลุมเรื่องการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง การเพิ่มความปลอดภัยของ รถตู้โดยสารสาธารณะ การลงโทษหากไม่เสียค่าปรับเมื่อได้รับใบสั่ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ม.44 อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เท่าที่ควร หากไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้ง ม.44 ยังขาดมาตรการที่จะช่วยลดความเสี่ยง จากการใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นยานพาหนะที่มี ความเสี่ยงมากที่สุด มาตรการความปลอดภัยทางถนนสำหรับช่วงเทศกาลปีนี้จึงควรเน้นจัดการความเสี่ยงให้ได้อย่างครอบคลุมและเป็นระบบ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุทั้ง 3 ปัจจัย คือ “คน-รถ-ถนน” ปัจจัยด้านคนต้องบังคับใช้กฎหมายที่ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงให้ได้ผลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพฤติกรรมเมาแล้วขับ การขับขี่เร็วเกินกำหนด การใช้รถผิดวิธี และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย

ปัจจัยด้านรถ ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์นิรภัย โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ ส่วนปัจจัยด้านถนนที่ส่งผลอย่างมากต่อความรุนแรงของอุบัติเหตุ หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องลดจุดเสี่ยงให้น้อยที่สุด กำจัดสิ่งกีดขวางข้างทาง และติดตั้งวัสดุที่ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ รัฐจะต้องประชาสัมพันธ์นโยบายต่างๆ ด้วยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะควบคู่กับการดำเนินมาตรการก่อนช่วง 7 วันอันตราย เพื่อให้สาธารณะรับรู้และตระหนักในความสำคัญ พร้อมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลของมาตรการอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม จำนวนอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 5 ของอุบัติเหตุทางถนนทั้งปี การดำเนินมาตรการต่างๆ จึงไม่ควรมุ่งเน้นที่ช่วงเทศกาลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะแก้ไขปัญหาความ ปลอดภัยทางถนนของทุกช่วงเวลาอย่างเป็นระบบ โดยการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยทางถนนโดยเฉพาะ ที่มีหน้าที่ที่รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลกลางสำหรับสถิติอุบัติเหตุทางถนน และตั้งหน่วยสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน เชิงลึก เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์: วาระทีดีอาร์ไอ: ปรับแนวคิดมาตรการ 7 วันอันตรายช่วงสงกรานต์ เมื่อ 6 เมษายน 2560