news-report

ปลดล็อกศักยภาพ “สมาคมการค้า” พาไทยเป็นชาติการค้า

ตีพิมพ์2017-03-24

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

ในยุคที่การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างเข้มข้น ประเทศไทยมีความได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของการมีทรัพยากรและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตสินค้าที่หลากหลายชนิดทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม แต่การเป็น “ผู้เก่งผลิต” เพียงอย่างเดียวดังเช่นที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยอีกได้เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้คู่แข่งของไทยสามารถผลิตสินค้าอย่างเราได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า ในขณะเดียวกัน สินค้าเดิมๆ ที่ประเทศไทยผลิตก็เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคน้อยลง

3-24-2017 4-45-02 PM

ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ

การเป็น “ชาติการค้า” หมายถึงประเทศไทยจะต้อง “อัพเกรด” รูปแบบการผลิต การแปรรูป และการส่งออกสินค้าของไทยให้เป็นไปในลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอยางต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ผู้ส่งออกไทยจะต้องรู้จัก “ตลาด” และ “ลูกค้า” มากขึ้นจากเดิมที่เพียงผลิตตามออเดอร์เท่านั้น

หากแต่ว่าการที่ธุรกิจไทยจะตอบสนองต่อการแข่งขัน ความต้องการ และความเสี่ยงภายนอกประเทศได้รวดเร็วมากขึ้นนั้น ผู้ค้าปลายน้ำ จะต้องสามารถส่งผ่านข้อมูลความต้องการของตนไปสู่ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำและผู้แปรรูปกลางน้ำจะต้องมีความสามารถในการผลิตสินค้าได้ตรงตามมาตรฐานและตามปริมาณที่ตลาดต้องการได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

งานวิจัยของทีดีอาร์ไอซึ่งจัดทำให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โครงการการจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางการค้าและยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มภาคีธุรกิจ เสนอว่ากลยุทธ์หลักที่จะทำให้ห่วงโซ่มูลค่าที่มีความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืนนั้นคือการที่ผู้ประกอบการรวมตัวกันเป็น “ภาคีธุรกิจ” เช่นในรูปแบบของ “สมาคมการค้า” ที่มีการทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันและกัน

ปัจจุบันการจดทะเบียนสมาคมการค้าสามารถทำได้อย่างสะดวก บุคคลธรรมดาหรือผู้ประกอบการอย่างน้อย 3 คน สามารถรวมตัวเพื่อขอจดทะเบียนสมาคมการค้าได้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1 พันบาท แต่ความง่ายในการจดทะเบียนเป็นสมาคมก็มีผลเสียทำให้มีการจัดตั้งสมาคมขึ้นมาจำนวนหนึ่งเพียงเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การรับสิทธิโควต้าสลากกินแบ่ง หรือ การได้รับสิทธิในการเสนอชื่อตัวแทนในคณะกรรมการหรือองค์กรบางแห่งเท่านั้น  ส่งผลให้มีสมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์และกิจกรรมในการยกระดับขีดความสามารถของสมาชิกจำนวนไม่มากนัก

ข้อมูลการจดทะเบียนสมาคมการค้าแสดงว่ามีสมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์ในด้านการผลิตสินค้าหรือบริการรวม 818 ราย โดยประมาณครึ่งหนึ่งมีการจดทะเบียนหลังปี พ.ศ. 2549 ร้อยละ 87 ของสมาคมดการค้าดังกล่าวเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการรายสาขาการผลิต ได้แก่ การผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี และ การค้าและบริการ อาทิ การท่องเที่ยวและการโรงแรม และ การขนส่งและโลจิสติกส์ ส่วนที่เหลือเป็นสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมธุรกิจโดยไม่จำแนกสาขาการผลิต ได้แก่ ธุรกิจเอสเอ็มอี  และ การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างชาติ โดยเฉพาะสมาคมการค้าไทย – จีน

สมาคมการค้าส่วนมากจัดตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเพื่อที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกมากกว่าการพัฒนาหรือยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสมาชิกทำให้เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ไม่ได้มีการแบ่งปันข้อมูลหรือประสบการณ์ในเชิงลึกระหว่างกัน ทำให้สมาคมการค้าเหล่านี้ไม่มีทรัพยากรที่จะใช้ในการบริหารจัดการสมาคมอย่างมืออาชีพ  ทำให้ต้องอาศัยสมาชิกที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในการจัดสรรทรัพยากรบุคลากรให้มาช่วยงานของสมาคม  ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาครอบงำสมาคมได้ง่าย  ทำให้ในกรณีที่ผลประโยชน์ระหว่างบริษัทใหญ่กับบริษัทเล็กในสมาคมขัดกัน บริษัทเล็กก็จะออกจากการเป็นสมาชิก ไปตั้งสมาคมของตนเองใหม่ทำให้ขาดเอกภาพในการขับเคลื่อนวาระที่สำคัญของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นๆ   

การที่สมาคมการค้าส่วนมากในประเทศไทยมิได้มีเป้าประสงค์ในด้านการพัฒนาทำให้ภาคีธุรกิจไทยมีลักษณะที่ไม่เอื้อต่อการเป็นชาติการค้าอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการขาดการรวมกลุ่มกันใน “แนวดิ่ง” สมาคมการค้าไทยร้อยละ 90 มีการรวมตัวกันในแนวนอนระหว่างธุรกิจที่ผลิตสินค้าหรือบริการเดียวกัน เช่น การรวมตัวกันเฉพาะผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้แปรรูปสินค้า หรือเฉพาะผู้ค้าและผู้ส่งออก สมาคมการค้าในสาขาการผลิตสินค้าเกษตรร้อยละ 70-80 เป็นการรวมกลุ่มของผู้ผลิตวัตถุดิบ ตัวอย่างเช่นสมาคมประมงซึ่งมีแต่ผู้ประกอบการประมงแต่ไม่มีผู้แปรรูปอาหารทะเลเป็นสมาชิกในสมาคม เป็นต้น  นอกจากนี้แล้ว สมาคมเหล่านี้ยังมีการรวมตัวกันเฉพาะเมือเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้น เช่น เมื่อเจอปัญหาไอยูยู หรือโรคกุ้งตายด่วน

การรวมกลุ่มลักษณะนี้เป็นอุปสรรคไม่ให้เกิดการร่วมมือของธุรกิจคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิตและการค้า การแบ่งปันข้อมูลระหว่างบริษัทผู้ส่งออก เช่น ข้อมูลราคาหรือแนวโน้มความต้องการของตลาดต่างประเทศ ไปสู่ผู้ผลิตวัตถุดิบในประเทศจึงเป็นไปได้ยาก อย่างในกรณีสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งและสมาคมผู้แปรรูปอาหารทะเลที่ไม่สามารถให้ข้อมูลปริมาณการผลิตและความต้องการวัตถุดิบได้ตรงกัน

เรื่องที่สอง คือการขาดกลไกกำกับดูแลกันเองของสมาชิกภายในสมาคมซึ่งเกิดจากระบบการเป็นสมาชิกสมาคมแบบสมัครใจ กฎหมายสมาคมการค้าไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จดทะเบียนการค้าต้องเข้าเป็นสมาชิกสมาคมการค้าใดการค้าหนึ่ง ข้อดีคือผู้ประกอบการไม่ต้องถูกบังคับให้ต้องเสียค่าสมาชิกสมาคมการค้าหากไม่เห็นประโยชน์ของการเป็นสมาชิก แต่ก็ทำให้ภาคธุรกิจขาดกลไกกำกับดูแลกันเอง โดยเฉพาะในสาขาธุรกิจที่จำเป็นต้องมีการกำกับหรือควบคุมคุณภาพสินค้าให้ตรงตามเกณฑ์การส่งออก เช่น มาตรฐานความสะอาด สิ่งแวดล้อม การไม่ใช้แรงงานทาส ซึ่งสมาคมไม่สามารถออกบทลงโทษผู้ไม่เข้าเป็นสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องที่สาม คือการขาดสมาคมที่เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในธุรกิจสาขาใดสาขาหนึ่ง จากสาเหตุที่ผลประโยชน์ของสมาชิกมาตรงกันตามที่ได้กล่าวมาแล้ว  จากจำนวนสมาคมที่มีจำนวนมากในบางสาขา เช่น สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีมากกว่า 70 แห่ง หรือ สมาคมชาวสวนหรือชาวไร่ที่มีอยู่เกือบ 40 แห่ง อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวเฉพาะพื้นที่ และมีสมาชิกไม่กี่ราย สมาคมการค้าขนาดเล็กเหล่านี้จึงมีอำนาจต่อรองต่อภาครัฐไม่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาหอการค้าไทยหรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าเหล่านี้มีโอกาสจะเข้าไม่ถึงช่องทางการเสนอความต้องการเชิงนโยบายต่อภาครัฐ หรือข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีทางธุรกิจทันสมัยอย่างรวดเร็ว

จากอุปสรรคที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและภาคธุรกิจจะต้องร่วมกันปลดล็อกศักยภาพของสมาคมการค้าไทยให้สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยอีกส่วนหนึ่ง ตามข้อเสนอดังนี้

หนึ่ง ภาครัฐจะต้องสร้างแรงจูงใจให้สมาคมการค้ารวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาพันธ์  เช่น การยอมรับการเป็นตัวแทนที่เป็นทางการของธุรกิจสาขานั้นๆ ในการเจรจาต่อรองนโยบายกับภาครัฐ ในลักษณะคล้ายกับการทำงานของสภาหอการค้าไทยหรือสภาอุตสาหกรรมฯ หรือ การให้เงินสนับสนุนกิจกรรมของสมาพันธ์ที่มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสมาชิก เช่น การทำวิจัยด้านการตลาดสินค้า หรือการให้การฝึกอบรมทักษาที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก เป็นต้น แต่ทั้งนี้ รัฐจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสมาพันธ์ เช่น จำนวนสมาชิกขั้นต่ำ กิจกรรมที่ให้แก่สมาชิกที่เน้นด้านการพัฒนาในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาในระยะสั้น การจัดเก็บข้อมูลสมาชิกที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายในสาขาธุรกิจนั้นๆ เป็นต้น

สอง รัฐควรพิจารณาถ่ายโอนหน้าที่การรับรองเอกสารบางเรื่องให้เป็นหน้าที่ของสมาคมการค้า เช่น การรับรองเอกสารของผู้ประกอบการที่จะขอวีซ่า การรับรองสัญญาการเป็นตัวแทน หรือการจดทะเบียนนิติบุคคล การถ่ายโอนอำนาจนี้จะช่วยให้รัฐลดภาระการดำเนินงาน เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในกระบวนการรับรองมาตรฐานสินค้า และทำให้สมาชิกเห็นประโยชน์ของเข้าเป็นสมาชิกสมาคมการค้า

สาม รัฐและสมาคมการค้าควรร่วมกันพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกในรายสาขาธุรกิจที่เป็นระบบและสมาชิกสามารถเข้าถึงได้ เช่น บทวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศในรายสินค้า โดยมีสถาบันวิชาการของรัฐ อาทิ สถาบันอาหาร สภาบันสิ่งทอ ฯลฯ เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลเนื่องเนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์จากการซื้อหรือขายสินค้า   ฐานข้อมูลทางธุรกิจนี้จะช่วยให้สมาคมการค้าขนาดเล็กและมีทรัพยากรเงินจำกัดได้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจของสมาชิกมากขึ้น