banner-jail

‘คนติดคุกซ้ำ’ ปัญหาที่เริ่มรุนแรง และ อาจเรื้อรัง

ตีพิมพ์2017-03-09

ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร

นับตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ ปี 2560 เป็นต้นมา ประเทศไทยยังคงมีข่าวอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง เหมือนที่ผ่านมา ข่าวที่ค่อนข้าง สะเทือนใจ และผู้เขียนอยากกล่าวถึงในที่นี้ มีสองข่าวคือ ข่าวบัณฑิตใหม่จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ถูกฆาตกรรม เนื่องจากไม่ยอม ให้โจรแย่งชิงโทรศัพท์มือถือไปโดยง่าย และข่าวการปาระเบิดของกลุ่มวัยรุ่น ที่เป็นคู่อริกัน แต่พลาดทำให้ชาวบ้านบาดเจ็บ และเสียชีวิต ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทั้งสองข่าวนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น ในสังคมไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ก่อเหตุนั้น ยังมีอายุไม่มาก และผ่านการติดคุกมาแล้วหลายครั้ง
นับวันปัญหาอาชญากรรมจากคน ติดคุกซ้ำมักเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น เรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญของ เมืองไทย สิ่งที่น่ากังวลคือจำนวนคนติดคุกซ้ำ มีแนวโน้มที่อาจเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ เมื่อปี 2559 ระบุว่า ในจำนวนนักโทษเด็ดขาดกว่า 260,000 คนทั่วประเทศ เป็น นักโทษที่ติดคุกซ้ำถึง 24% เพิ่มจาก 21% เมื่อปี 2556 ในแง่ของสัดส่วนอาจดูเพิ่มขึ้น ไม่มาก แต่ในแง่ของจำนวนแล้ว นับว่า ไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่า การก่ออาชญากรรมโดยคนติดคุกซ้ำหนึ่งคน หนึ่งครั้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นมิได้ตกแก่เหยื่อ หรือผู้เสียหายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อเนื่อง ไปยังบุคคลรอบข้างอีกด้วย

เมื่อเกิดอาชญากรรมที่ก่อโดยคนติดคุกซ้ำ ปฏิกิริยาของคนส่วนใหญ่ในสังคมมักเป็นไป ในทางลบ เช่น ก่นด่า สาปแช่ง หรือ ต้องการให้ติดคุกตลอดไป ปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อคนในสังคมต่างต้องการความสงบสุขด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปหรืออเมริกาก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน สิ่งที่น่าคิดตามมาคือ ปัญหา หรือสาเหตุของอาชญากรรมโดยคนติดคุกซ้ำ นั้นแท้จริงแล้วคืออะไร

แน่นอนว่าแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรมของคนติดคุกซ้ำนั้น อาจแตกต่างกันไป ตามแต่สถานการณ์และสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ปัจจัยเบื้องหลัง คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการพิจารณาที่มาที่ไปของคนกลุ่มนี้ คนติดคุกซ้ำส่วนใหญ่ กระทำความผิดในคดียาเสพติด ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ ขณะที่กลุ่มอายุของคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 25-40 ปี ที่สำคัญ คนติดคุกซ้ำจำนวนไม่น้อยเริ่มก่ออาชญากรรมตั้งแต่ในวัยเรียนั่นหมายความว่า เด็กที่ หลุดออกจากระบบการศึกษาและติดคุก (สถานพินิจ) แทบจะหมดอนาคตทันที เด็กที่มีตราบาปเหล่านี้มักไม่ได้รับโอกาสในการกลับเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาปกติ

ขณะเดียวกัน คนติดคุกซ้ำในวัยผู้ใหญ่ก็มักไม่ได้รับโอกาสกลับเข้าสู่สังคม หรือยากที่จะประกอบอาชีพได้เหมือนคนอื่น คนกลุ่มนี้ต้องไปประกอบอาชีพที่ไม่ต้องตรวจสอบประวัติ หรืออาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย หรือขับแท็กซี่ เป็นต้น ที่แย่ไปกว่านั้นคือ หากคนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่สังคมและใช้ชีวิตอย่างปกติไม่ได้ โอกาสที่พวกเขาจะกลับไปติดคุกย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย

ที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ของไทยพยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องคนติดคุกซ้ำ เช่น ให้การศึกษาและสร้างอาชีพแก่นักโทษในเรือนจำ แต่การดำเนินการส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและยังไม่สามารถลดจำนวนหรือสัดส่วนของคนติดคุกซ้ำลงได้ เท่าที่ทราบ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนในสถานศึกษาต่างๆ ความพยายามดังกล่าวถือได้ว่าเดินมาอย่างถูกทาง

ประสบการณ์จากหลายประเทศระบุว่า วิธีการแก้ไขปัญหาคนติดคุกซ้ำที่ดีที่สุด ก็คือป้องกันไม่ให้ติดคุกตั้งแต่ครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดในเรื่องการ บริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบและ ทรัพยากรของทางราชการทำให้เราไม่สามารถ ฝากความหวังได้มากนัก ที่สำคัญ ปัญหาคนติดคุกซ้ำในสังคมไทยเริ่มรุนแรงและอาจเรื้อรังเกินกว่าที่หน่วยงานราชการต่างๆ จะแก้ไขได้ นั่นหมายความว่าสังคมไทยต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ และการร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมทุน จากคนในสังคม เพื่อแก้ไขปัญหา

หลายประเทศพยายามแก้ไขปัญหา คนติดคุกซ้ำด้วยเครื่องมือใหม่ๆ อาทิ ประเทศอังกฤษใช้พันธบัตรเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม (social impact bond) โดยรัฐบาลจะจ่ายผลตอบแก่ผู้ลงทุน/ ผู้ที่สามารถทำให้จำนวนคนติดคุกลดลง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมของนิวซีแลนด์ใช้วิธีการทาง analytics ในการค้นหาเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดคุก และพยายามออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนกลุ่มนี้ติดคุก

ในกรณีของประเทศไทย หลายองค์กรพยายามช่วยแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น กองทุนการศึกษาเพื่ออนาคตเด็กไทย (นำโดยมูลนิธิเพื่อคนไทย) พยายามหาแนวทาง ในการลดจำนวนเด็กนักเรียนที่หลุดออกจาก ระบบกลางคัน บ้านกาญจนาภิเษก โดย คุณทิชา ณ นคร ที่ใช้ความรัก ความเอาใจใส่ และประสบการณ์จากรุ่นพี่เพื่อฟื้นฟูเยียวยา เยาวชนหลงผิด โดยไม่ถูกจองจำในสถานพินิจ

ขณะที่บ้านอบอุ่นใจมีหลักการที่คล้ายกัน ในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ใช้ยาและความรุนแรง ความพยายามเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในอีกจำนวนมากที่ดำเนินการโดยกลุ่มคนหรือองค์กรต่างๆ ในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ เพียงพอจะบรรเทาหรือแก้ปัญหาคนติดคุกซ้ำ ในเมืองไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า คนใน สังคมตระหนักและพร้อมที่จะร่วมแก้ปัญหา เหล่านี้อย่างจริงจังหรือไม่


 

เผยแพร่ครั้งแรกใน คอัมน์วาระทีดีอาร์ไอ: ‘คนติดคุกซ้ำ’ ปัญหาที่เริ่มรุนแรง และ อาจเรื้อรัง เมื่อ 9 มีนาคม 2560