news-report

‘ดร.สมเกียรติ’ TDRI ชำแหละ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ถึงฮับดิจิทัล

ตีพิมพ์2017-04-03

ปักธงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในทุกภาคส่วน 3 ปีผ่านไป ในสายตานักวิชาการแถวหน้า อย่าง “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีความคิดเห็นและมองปรากฏการณ์ ดังกล่าวนี้อย่างไร อ่านได้ในบรรทัด ถัดจากนี้ไปโดย “ประชาชาติธุรกิจ”

IMG_7074

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ถ่ายภาพโดย: อนุชิต นิ่มตะลุง

ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

คอนเซ็ปต์ 4.0 เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เราอย่า ลดความสำคัญของการมีคอนเซ็ปต์ที่ถูก เพราะในเมืองไทยหลายเรื่องมีคอนเซ็ปต์ที่ผิด การ implement จึงมีปัญหา แต่อย่างน้อย ไทยแลนด์ 4.0 คอนเซ็ปต์ถูกทาง แต่นอกจากคอนเซ็ปต์ในระดับสูงสุดแล้ว งานระดับย่อย ๆ ไม่ไปในทางเดียวกันเลย ราชการยังทำแบบเดิม คือเอาทุกเรื่องที่ตัวเองทำ ไปใส่คำว่า 4.0 เหมือนสมัย AEC แล้วก็ทำแบบเดิมทุกอย่าง

ข้อบกพร่องส่งผลอะไรบ้าง

ทุกเรื่องในไทยจะติดปัญหากลไก ขับเคลื่อนของราชการ เรื่อง 4.0 ก็เหมือนกัน อย่าว่าแต่ประชาชนไม่ค่อยเข้าใจเลย ซึ่งรวมไปถึงนักธุรกิจด้วย นักธุรกิจในกรุงเทพฯอาจจะเข้าใจ แต่เท่าที่ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในต่างจังหวัด นักธุรกิจก็อยากจะรู้ว่ามันคืออะไรกัน ฉะนั้น อย่าเพิ่งพูดกันว่าจะทำอะไร เอาเป็นว่าอธิบายก่อนว่ามันคืออะไร

คนไม่เห็นเป้าหมายว่าต้องการอะไร 

ใช่ และจริง ๆ แล้วการจะไปสู่ 4.0 เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรีฟอร์มด้วย แต่จุดอ่อนคือรัฐบาลหวังว่าจะเกิดโดยไม่ต้องรีฟอร์มอะไรมาก หรือพยายามทำให้เป็นคนละเรื่องกัน หลายเรื่องต้องมีการปฏิรูป แต่รัฐบาลไม่ค่อยจะกล้าทำสักเท่าไร

ง่าย ๆ ถ้าจะไป 4.0 ต้องเปิดเสรีในบางสาขา เช่น อยากให้ไทยเป็นเมดิคอลฮับตามนโยบายเอสเคิร์ฟ แต่เรากำลังขาดหมอขาดพยาบาล ซึ่งจะนำเข้ามาก็ได้ แต่รัฐบาลจะกล้าเปิดเสรีไหม เพราะกระทบกับพยาบาลบางกลุ่ม อย่างการศึกษาจะเป็น 4.0 ก็ต้องปฏิรูปการศึกษาใหม่ มีการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ซึ่งจะกระทบกับครูที่เป็นอยู่ หรือการจะเป็น 4.0 ต้องกระทบกับรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ รัฐบาลกล้าไหม

รัฐต้องเลิกอุปสรรคมากมายที่มีอยู่ เอกชนก็มีข้อเสนอ Regulatory Guillotine เพื่อปฏิรูปทบทวนกฎหมายครั้งใหญ่ เกาหลีใต้เคยมีกฎหมาย 4 หมื่นฉบับ พอใช้วิธีนี้ก็ลดลงไปเหลือแค่ 2 หมื่น ไทยจะกล้าทำหรือไม่ ถ้าจะหวังให้การปฏิรูปทุกคนยังมีความสุขเหมือนเดิม มันจะไม่เกิดขึ้นหรอก ที่สำคัญคือรัฐบาลยังใช้ข้าราชการเป็นตัวนำในการปฏิรูป พยายามปรับโฉม อย่างกระทรวงไอซีที เป็นดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลฯ ไม่ใช่ว่าคอนเซ็ปต์ไม่ดี แต่พอไล่จากระดับนโยบายลงมา implement วิธีคิดต่าง ๆ ไม่ได้ตามไปแนวเดียวกับนโยบายที่วางไว้เลย จึงยัง ไม่ได้เห็นการปฏิรูป

ชูธงสตาร์ตอัพมาก ไม่ได้เป็นนโยบายที่ผิด แต่น้ำหนัก ของประเทศไทยถ้าจะให้ได้ผลเร็วหรือ ได้ผลเยอะ ขึ้นอยู่กับของที่เซ็กซี่น้อยกว่า สตาร์ตอัพเยอะ คืออยู่ที่ productivity แปลว่า คุณยังไม่ต้องไปสู่ธุรกิจใหม่หรือมีโมเดลธุรกิจใหม่ แต่ทำธุรกิจแบบเดิม แบบมีประสิทธิภาพสูง ๆ เอาวิธีแบบลีนตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นมาใช้ในการเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ แค่นี้ก็จะยกระดับประเทศไทยไปได้ไกลมาก แล้วค่อยต่อยอดด้วย สตาร์ตอัพหรือธุรกิจใหม่ก็ได้ แต่ถ้าคุณไปเริ่มต้นด้วยธุรกิจใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเล็ก แล้วธุรกิจส่วนใหญ่ยังทำแบบเดิม ๆ มันก็จะไปไม่ได้

ไม่ปฏิรูปแต่พยายามดันสิ่งใหม่ เป็นลักษณะของรัฐบาลชุดนี้ ที่มองว่าเป็นจุดอ่อน ทั้งที่มีอำนาจอยู่มาก ควรจะต้องกล้าทำในสิ่งที่บางครั้งจะเจ็บปวดบ้าง นัยของการหันไปทำสิ่งใหม่คือ จะไม่แตะ ของเดิม ไม่แก้ปัญหาเดิม โดยหวังว่า จะสร้างสิ่งใหม่เพื่อให้มาแทนของเดิม แต่มันแทนไม่ได้หรอก อย่างในกระทรวงไอซีที ถามว่า CAT กับ TOT จะไปอย่างไรกันต่อ ก็ไม่มีทางไป

ปฏิรูป CAT-TOT ด้วยการตั้งบริษัทใหม่

วิธีที่ดีที่สุดถ้าให้แข่งขันแบบเอกชน เต็มที่โดยไม่ต้องมีรัฐเข้าไปอุ้ม ถ้าเจ๊งก็ปล่อย ถ้าไปไม่ได้แต่ขายกิจการให้ใครไปได้ก็จะดีที่สุด แต่แปลว่ารัฐต้องกล้าที่จะผ่าตัด

วิธีที่ 2 คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องคิดถึงการนำ 2 องค์กรมารวมกัน เพราะการนำมารวมกัน ลำพังก็ต้องมีปัญหาภายใน 2 องค์กรที่มาสู้กันเอง ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมือนกัน แล้วก็จะจบไม่ได้

เคยมีหลายไอเดียดี ๆ ในทางทฤษฎี อย่างจะรวมกระทรวงพาณิชย์กับอุตสาหกรรม ซึ่งถ้าไทยจะเริ่มจากการรวม 2 กระทรวง ก็จะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น เพราะ 2 กระทรวงจะสู้กัน จะแย่งตำแหน่งกัน เหมือนกรณีของ CAT กับ TOT ไอเดียนี้ผมคิดว่าใครที่อยากมีผลงาน กรุณาอย่าทำ

รวมเพื่อไม่ให้ลงทุนซ้ำซ้อนไม่ดี

ปัญหาที่ใหญ่กว่า คือ มีหลายเรื่องที่ทั้ง 2 หน่วยงานไม่ควรต้องทำเยอะไปหมด ง่าย ๆ โครงการอินเทอร์เน็ตที่จะขยายให้เข้าถึงท้องที่ห่างไกล จะเรียกเน็ตประชารัฐหรืออะไรก็แล้วแต่ จริง ๆ มันมี กลไกของกองทุน กสทช.รองรับอยู่แล้ว ทั้ง 2 องค์กรควรเลิกทำ หรือทำโดยใช้เงินจากกองทุนตรงนั้นมาให้ทำ ไม่ใช่ให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณมาให้ ของที่ไม่ต้องทำแล้วมาให้ทำ ไม่ว่าจะเป็น 2 หน่วยงานหรือหน่วยงานเดียว มาทำ ก็ซ้ำซ้อนทั้งนั้น พวกนี้แก้ง่ายกว่าจะเอารวม 2 หน่วยงานอีก

CAT-TOT ยังจำเป็นต้องมี

วิธีของรัฐบาลคือปล่อยทั้ง 2 องค์กรไปเรื่อย ๆ แล้วรอรัฐบาลหน้ามา take over ปัญหา ถึงจุดหนึ่งที่มีปัญหาทางการเงินไปต่อไม่ได้ ก็ปรับโครงสร้างนิดหน่อยแล้วก็ปล่อยเดินไปเหมือนที่ทำกับการบินไทย

คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แยกส่วนที่ทำงานได้ออกมา

จะทำก็ควรจะทำ แต่อย่าคิดจะเอามารวมกัน เพราะจะทำให้เดินหน้าไม่ได้ ไอเดียนี้ไม่มีทางเวิร์กในประเทศที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำ เคยมีตัวอย่างในไทยไหมว่ารวม 2 หน่วยงานรัฐแล้วออกมาดูดีได้ การแตกหน่วยงานได้เพราะสนองประโยชน์ราชการ แต่รวมหน่วยงานไม่ใช่ จึงไม่เคยสำเร็จ ฉะนั้น อย่าเสียเวลาทำเลย

การดึงยักษ์ต่างชาติมาลงทุนในไทย

แต่ละบริษัทมีความต้องการไม่เหมือนกัน ถ้าให้ BOI สามารถให้ incentive ได้แตกต่างกัน นอกจากแพ็กเกจมาตรฐานที่มีไว้ ก็จะสามารถเจรจาต่อรองกับแต่ละรายได้ ทำให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เล่นเชิงรุกไปคุยกับแต่ละเจ้าเลย

อาลีบาบาใช้มาเลเซียเป็นฮับไปแล้ว

การเข้ามาของอาลีบาบา ในแง่บวกก็ทำให้วงการอีคอมเมิร์ซของไทยคึกคัก แต่ฝั่งอีคอมเมิร์ซไทยโดยเฉพาะกลุ่ม B2C ก็เป็นห่วงว่า รัฐบาลเอาใจอาลีบาบามากไปหรือไม่ จะถูกจีนกินรวบไหม ทุกดีลมีบวกมีลบหมด

ฉะนั้น จะดึงต่างชาติเข้ามาไทยต้องชัดเจนก่อนว่าต้องการอะไร ซึ่งไทยได้กำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอสเคิร์ฟ) แล้ว ขั้นที่ 2 คือ ดึงดูดเทคโนโลยีในส่วนที่ไทยขาด แต่จะได้ประโยชน์น้อยถ้าไม่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทที่เข้ามาลงทุนกับบริษัทที่อยู่ในไทย รวมถึงระบบนิเวศของการสร้างนวัตกรรมในไทย อาทิ มาลงทุนด้วยแล้วต้องลิงก์กับมหาวิทยาลัย กับธุรกิจขนาดย่อมขนาดกลางในไทย มีการทำธุรกิจด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วมาหล่นตุ้บอย่างเดียว ซึ่งประโยชน์จะน้อย

รัฐพยายามดันไทยเป็น Innovation Hub

Innovation Hub ในโลกนี้ไม่ได้มีฮับเดียว ก็อยู่ร่วมกันได้หลาย ๆ ฮับ ไทยอาจไม่ใช่ ฮับใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เพราะสิงคโปร์เขาสร้างจุดนั้นไว้ได้แล้ว แต่ไทยยังสามารถยกระดับอุตสาหกรรมได้โดยเป็นฮับใน บางเรื่อง เช่น เมดิคอลฮับ ที่ไทยโปรโมตมานาน ประเทศแถว ๆ นี้ก็สู้เราไม่ได้ หรืออย่างอุตสาหกรรมยานยนต์

ฉะนั้น ต้องสร้างฮับในส่วนที่เราเป็นจุดแข็ง แต่ก็มีความเสี่ยงเพราะเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเร็ว เช่น ยานยนต์ไทยเป็นฮับอยู่ในปัจจุบัน มีคลัสเตอร์ที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ แต่ถ้าเราตามยานยนต์รุ่นใหม่ไม่ทัน อย่างรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะตกรุ่น แล้วเราก็จะเป็นผู้เล่นที่ไม่มีความสำคัญ ซึ่งรัฐบาลเห็นปัญหาจึงพยายามดึงกลุ่มยานยนต์ยุคใหม่เข้ามาด้วย แต่นโยบายจะสำเร็จได้ต้องมา ทั้งแผง

ที่ผ่านมาไทยมักเน้นแต่ใช้กลไกภาษีโดย BOI เป็นหลัก แต่เครื่องมือนี้มีราคาแพง ถ้าจะเอาชนะประเทศอื่นก็ต้องลด แลก แจก แถม จ่ายเงินจ้างมาลงทุน ซึ่งอาจได้ไม่คุ้มเสีย ประเทศที่อยากเป็น Innovation Hub แล้วทำสำเร็จ อย่างสิงคโปร์ประกาศเลยว่า ใครมาลงทุนจะได้มหาวิทยาลัย สถาบัน วิจัยของรัฐเข้าไปร่วมทำงานเพื่อสร้าง Innovation มากขึ้นได้อย่างไร ถ้าแบบนี้เป็นดีลที่ดีมาก เพราะได้เรียนรู้ทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ฝ่ายไทยเก่งขึ้นด้วย

มหาวิทยาลัยของไทยดึงดูดได้

ได้บางสาขาวิชา วิธีปฏิรูปมหาวิทยาลัยอย่างหนึ่งก็คือ ให้มหาวิทยาลัยไทยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และทำงานกับภาคธุรกิจ ซึ่งสปีดเขาเร็วกว่าเรา แม้ไม่ได้เชื่อมสนิท 100% แต่ถ้าเริ่มทำให้ ดี ๆ ฉลาด ๆ มหาวิทยาลัยจะเก่งขึ้น และดึงอินโนเวชั่นฮับเข้ามาได้ด้วย สิงคโปร์เริ่มทำมานาน ไทยควรเรียนรู้ และอย่าไปแข่งในสาขาที่เราสู้ไม่ได้

มหาวิทยาลัยไทยมีเก่งหลายด้าน อย่างวิจัยด้านการแพทย์ เรามีมหิดล จุฬาฯ ซึ่งต้องออกแรงเข็นให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ กลับมาทำวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง ในเชิงพาณิชย์ ปรับกระบวนการ ดีไซน์แพ็กเกจดี ๆ เชื่อว่าสู้ได้

ยังไม่ช้าเกินไป

ไม่มีใครช้าไปหรอก เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน แต่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ไม่ได้ เกิดขึ้นในอัตราความเร็วที่เหมือนกันหมด อย่างตอนนี้เกิด disruption เยอะ ฉะนั้น ช่วงนี้ ใครช่วงชิงได้เยอะ อนาคตอีกพักหนึ่งก็จะได้เปรียบ จนกว่าจะมี disruption ใหม่ เพราะการเปลี่ยนรุ่นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็มี ทั้งโอกาสและความเสี่ยง


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 2 เมษายน 2560 ใน เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์: สัมภาษณ์: ‘ดร.สมเกียรติ’ TDRI ชำแหละ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ถึงฮับดิจิทัล