news-report

ชำแหละนโยบาย’ชาติการค้า’ อุปสรรค’กฎระเบียบ-บุคลากร’

ตีพิมพ์2017-03-17

การส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ (จีดีพี) ปีใดที่เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เหมือนกับในช่วงที่เกิดวิกฤตสินเชื่อซับไพร์มในปี 2550 ซึ่งทำให้การค้าโลกตกต่ำ การส่งออกของไทยลดลงอย่างมากจากที่เคยขยายตัว ได้ 26.8% ในปี 2553 เป็นติดลบ 5.8% ในปี 2558 และในหลายปีที่ผ่านมาการส่งออกติดลบต่อเนื่องหลายปี

การส่งออกในรูปแบบเดิมที่พึ่งพาการผลิตสินค้าและวัตถุดิบในประเทศแล้ว ค่อยไปหาตลาดรองรับสินค้าจึงไม่ใช่คำตอบของการส่งออกในปัจจุบันและอนาคตอีก ต่อไป จึงมีความพยายามผลักดันให้ประเทศ มุ่งสู่การเป็น “ชาติการค้า” หรือ “Trading Nation” หรือเป็นชาติที่พึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีประเทศที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจด้วยโมเดลนี้ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้

ปัจจุบันแนวคิดชาติการค้าถูกบรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีการกำหนดว่าประเทศไทยจะต้องพัฒนาสู่ระบบเศรษฐกิจชาติการค้าบนฐานการขยายตัวของการค้าปลีก และระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มข้น

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการ ด้านการผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ กล่าวว่า การเป็นชาติ การค้าผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับเปลี่ยนความแนวคิดจากให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า ไปสู่การให้ความสำคัญกับห่วงโซ่การตลาด (Value Chain) ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องของการตลาด การจำหน่าย การบริการหลังการขาย

สิ่งที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนสู่การเป็นชาติการค้าคือการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายทุน แรงงาน และสินค้า ให้มีความเสรีมากขึ้น โดยเร่งแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายทุนและแรงงาน โดยปรับปรุงกฎหมายบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบกิจการคนต่างด้าว 2542 โดยยกเลิกบัญชี 3 (21) ที่กำหนดให้บริการอื่นๆ เป็นธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวดำเนินการ และปรับปรุงบัญชีท้าย พ.ร.บ.กำหนดอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และกฎระเบียบสภาวิชาชีพที่เป็นอุปสรรคต่อการนำแรงงานฝีมือเข้ามาในประเทศ

รวมทั้งปรับปรุงเรื่องระเบียบการขอวีซ่า สำหรับการทำงานของคนต่างชาติ และเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายสินค้า-ลดภาษีนำเข้า วัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางมากขึ้นโดยลดจำนวนพิกัดอัตราภาษีศุลกากร และทำให้พิธีทางศุลกากรมีความชัดเจนโปร่งใสมากขึ้น การส่งเสริมด้านข้อมูลการตลาดของภาครัฐให้กับภาคเอกชน ก็ควรสร้างแนวคิดให้กับภาคเอกชนว่าต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำสินค้าที่ผลิตได้ ไปหาตลาดส่งออก เป็นการหาสินค้าที่ควรผลิตตามความต้องการของตลาดโลก และผลิตสินค้านั้นเพื่อส่งออก ซึ่งในเรื่องนี้รัฐจะต้องสามารถสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกให้กับเอกชนเป็นรายตลาดได้เหมือนกับที่สิงคโปร์มีข้อมูลรายสินค้าของ 175 ประเทศทั่วโลกให้เอกชนได้ศึกษา

การพัฒนาช่องทางการค้า ซึ่งต้องทำทั้งเรื่องการส่งเสริมการจัดตั้งบริษัทการค้า (trading firm) ซึ่งในหลายประเทศบริษัท trading firm กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าชั้นนำ ได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน (บีโอไอ) ควรมีการสนับสนุน การจัดตั้งบริษัทลักษณะนี้อย่างใกล้ชิด โดยอาจเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่และขยายผลสู่เอสเอ็มอีและต้องปรับปรุงกฎ ระเบียบในประเทศ ต้องมีประสิทธิภาพ โดยทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้อันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease doing business) ของประเทศไทย ปรับดีขึ้นจากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 46 ขณะที่ประเทศที่เป็นชาติการค้าอย่างสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 ฮ่องกงอยู่อันดับ 4 และเกาหลีใต้อันดับที่ 5

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของไทยคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นชาติการค้าในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเชื่อมโยงการค้าทั้งโลกเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว

เรื่องที่สำคัญในการส่งเสริมชาติการค้าได้แก่ การเปิดเสรี ซึ่งในส่วนที่ต้องมีปรับปรุงเรื่องของการเปิดเสรีเรื่องบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในไทย เพราะการใช้กฎหมายในเรื่องการกีดกันไม่ให้คนต่างชาติหรือธุรกิจต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันเสรี กลายเป็นปัญหาสองด้านทั้งการที่คนเก่งมีความสามารถไม่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ขณะที่คนไทยที่มีความสามารถก็จะออกไปทำงานในต่างประเทศมากขึ้น ถือเป็นเรื่องความเสียหาย 2 ด้าน (double lost) ในระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายการผลักดัน ประเทศสู่การเป็นชาติการค้ายังมีความสำคัญในการค้าการส่งออกของโลก โดยผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและอังกฤษก็ประกาศว่าจะผลักเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมายิ่งใหญ่ด้วยนโยบายชาติการค้า ซึ่งเงื่อนไขของการไปสู่การเป็นชาติการค้าในอนาคตไม่จำกัดแค่เพียงภาครัฐจะปรับปรุงการอำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนให้ทำธุรกิจสะดวกขึ้นเท่านั้น

แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องสามารถวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงในเวทีการค้าโลกในอนาคตได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยเฉพาะแนวโน้มที่การค้าโลกจะเปลี่ยนแปลงจากพหุภาคีไปสู่ทวิภาคีที่เน้นการเจรจาระหว่างประเทศโดยตรงมากขึ้น

ในเร็วๆ นี้การเจรจาการค้ากับสหรัฐกับประเทศต่างๆ จะเห็นเป็น รูปธรรมมากขึ้น เพราะสหรัฐไม่ต้องการที่จะเสียดุลการค้ากับประเทศต่างๆ อีกต่อไปซึ่งการเคลื่อนไหวของสหรัฐใน ครั้งนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเวทีการค้าโลก

“การเจรจาการค้าโลกจะมุ่งไปสู่เรื่องของ Free trade เป็น Fair Trade คือจะทำอย่างไรให้ไม่เสียดุลการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อมเมื่อจะมุ่งไปสู่การเป็นชาติการค้า โดยเรามี เวลาเตรียมตัวในเรื่องนี้อีกไม่นาน มองว่า 2-3 ปีนี้ เรายังแข่งขันได้ด้วยสินค้าและการผลิตที่มีอยู่ แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้าการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการแข่งขัน ทางการค้าก็ทำให้การแข่งขันของ ผู้ประกอบการไทยยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการเป็นชาติการค้า ในอนาคตเช่นกัน”

สำหรับปัจจัยหนึ่งที่เป็นความท้าทายในการบรรลุยุทธศาสตร์ชาติกลับ เป็นปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนและไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจของเราไม่ขยายตัวและการส่งออกที่ติดหล่มในหลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ประเทศเราเกิดวิกฤติทางการเมือง ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต่างๆ มีการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

หลายประเทศหันมาผลิตสินค้าและส่งออกสินค้ามากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในส่งผลให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น เช่น ตลาดข้าว และกุ้งสด ที่มี การแข่งรุนแรง

ประเทศไทยไม่ได้มีการวางแผนรองรับระยะยาวรวมทั้งไม่ได้มีการวางแผนรองรับปัจจัยต่างๆที่กระทบการผลิตในระยะยาว เช่น เรื่องของพื้นที่การผลิตสินค้าเกษตร ที่ถูกการขยายตัวของพื้นที่เมืองกดดันให้พื้นที่เพาะปลูกลดลง

ดังนั้นทางออกในการเป็นชาติการค้า ที่จะอยู่บนฐานการเกษตรเดิมได้จะต้องพยายามสร้างความเชื่อมโยงฐานการผลิต กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและ CLMV ให้ได้มากขึ้น ความร่วมมือทางการค้า ในระดับภูมิภาคจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการเป็นชาติการค้าของประเทศไทยในอนาคต

แม้การผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ การค้าให้เป็นทางออกของการยกระดับเศรษฐกิจของไทยในอนาคต แต่เส้นทาง ไปสู่การเป็นชาติการค้าที่ประสบความ สำเร็จเหมือนอย่างที่หลายประเทศ สามารถทำได้ก่อนหน้านี้ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและอุปสรรค ที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องช่วยกัน ขับเคลื่อนแก้ไข

ที่สำคัญคือจะต้องสร้างองค์ประกอบที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง จึงจะเรียกได้ว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง


หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 17 มีนาคม 2560