tdri logo
3 พฤศจิกายน 2022
Read in Minutes

Views

จาก ‘ชาวนามือถือ’ สู่ พันธมิตรผลิตภัณฑ์

ไทยเคยขึ้นแท่นเป็นแชมป์ส่งออกข้าวยาวนานถึง 30 ปี แต่หลังปี 2554 เป็นต้นมา ไทยสูญเสียแชมป์ส่งออกโดยเสียส่วนแบ่งในตลาดข้าวทุกประเภท เพราะไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติและราคาตามที่ตลาดโลกต้องการ ด้านผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยก็ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งและประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนว่าภาคเกษตรไทยหยุดเติบโตมาระยะหนึ่งแล้ว

ขณะที่ความสามารถทางการผลิตและแข่งขันของไทยลดถอยลง แต่ทั่วโลกมีความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้น จากแนวโน้มประชากรที่จะเพิ่มขึ้น ราวอีก 1 หมื่นล้านคน ในปี 2595 โดยภาคเกษตรโลกต้องผลิตอาหารเพิ่มอีกราว 56% จะเห็นได้ว่าไทยมีโอกาสอยู่ตรงหน้า แต่ไทยกำลังเจอกับ คู่แข่งที่เก่งขึ้น มีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ประกอบกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตลดลง และแปรปรวนอย่างมาก โดยเฉพาะปีที่ ฝนแล้ง

ความท้าทายนี้ทำให้เกษตรกรต้องเร่งปรับตัวไปสู่เกษตรแบบยั่งยืน เช่น ลดการใช้น้ำซึ่งเป็นสาเหตุของก๊าซเรือนกระจก เพราะการขังน้ำในนาเป็นเวลานานเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มปริมาณก๊าซมีเทน เป็นต้นเหตุให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ภาคเกษตรประสบความท้าทายอีกประการคือ ชาวนาหนุ่มสาวมีจำนวนลดลงอย่างมากและที่มีอยู่ส่วนมากคือผู้สูงวัย

โจทย์สำคัญสำหรับไทย คือจะทำอย่างไร ให้ชาวนาส่วนใหญ่สามารถปรับตัวรับมือกับความท้าทายต่างๆ ข้างต้น เพื่อเพิ่มรายได้จากการทำเกษตรอย่างยั่งยืนได้ ผลการ วิจัย “ภาพอนาคตเกษตรกรรายเล็กของไทย” (https://tdri.or.th/2022/05/future-micro-farmer/)ชี้ว่า ภาครัฐต้องมีนโยบาย ผลักดันให้ชาวนาออกจากจุดเดิมหรือ ฉากทัศน์เดิม คือการเป็น “ชาวนามือถือ” ไปสู่ “ชาวนามืออาชีพ”

ภาครัฐต้องปรับบทบาทจากเป็นผู้คิดนโยบายส่งเสริมแบบตัดเสื้อโหลและอุดหนุนรายได้เกษตรกรมาตลอด ไปสู่การอำนวยความสะดวก สนับสนุนทุนและประเมินผลโครงการส่งเสริมการเกษตรทั้งเกษตรกรและพันธมิตร ได้แก่ นักวิชาการ นักธุรกิจ เป็นผู้ริเริ่มจากความต้องการของแต่ละพื้นที่

การอุดหนุนรายได้เกษตรกรโดยไม่ได้ ออกแบบการสนับสนุนให้ปรับตัวตามสภาพการแข่งขันของตลาด ทำให้ชาวนาต้องคอยอาศัยพึ่งพาการอุดหนุนอยู่ตลอด นโยบายเช่นนี้ทำให้ภาคเกษตรและชาวนาหยุดเติบโต สูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน กระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร

ทั้งนี้ เพื่อจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ และยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวและชาวนาไทย งานวิจัยได้ฉายภาพชาวนาไทยออกเป็น 4 ฉากทัศน์

ฉากทัศน์ 1 ชาวนามือถือ ที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน มักจ้างคนอื่นทำนา ส่วนตนเองหันไปประกอบอาชีพนอกภาคเกษตร หรือไม่ก็อายุมากแล้วไม่สามารถทำนาเองได้ การทำนาจึงเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือโทรสั่งงานโดยยึดประสบการณ์เดิมในการทำนา และต่างคนต่างทำ พึ่งพาการอุดหนุนจากรัฐเป็นหลัก จึงมีข้อเสนอให้รัฐส่งเสริมให้ชาวนามือถือก้าวไปสู่วิสาหกิจชาวนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือชาวนาไฮเทครายใหญ่ หรือที่ดีที่สุดคือพันธมิตรผลิตภัณฑ์ข้าวหลากชนิด

สำหรับกลุ่มชาวนาไฮเทครายใหญ่ (ฉากทัศน์ 2) คือ ชาวนาที่สามารถเข้าถึงทุน ทำนาในที่ดินขนาดใหญ่ ใช้ความรู้ เทคโนโลยี ทำเกษตรแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาที่เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ปัจจุบันเกษตรในกลุ่มนี้ยังมีจำนวนไม่มาก

ดังนั้น การส่งเสริมชาวนามือถือปรับมาสู่การเป็นชาวนาไฮเทค ภาครัฐต้องลดอุปสรรค กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อชาวนา รายได้น้อย-ปานกลาง ให้สามารถเข้าถึง ที่ดินทำกินและเทคโนโลยี การเช่าที่ดิน ขยายพื้นที่เพาะปลูกถือเป็นจุดเริ่มต้นส่วนใหญ่ ของเกษตรกรกลุ่มนี้รวมทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่ดินโดยการลดต้นทุนการบังคับคดี

วิสาหกิจชาวนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง (ฉากทัศน์ 3) เป็นฉากทัศน์ที่ชาวนาส่วนใหญ่หันมาร่วมกลุ่มผลิต แปรรูป และธุรกิจกันมากขึ้น ทั้งจากการส่งเสริมโดยชุมชน หรือเอกชน ผลิตข้าวมูลค่าสูง เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องสี ข้าวญี่ปุ่น โดยมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวใหม่หลายชนิด เช่น น้ำมันรำข้าว เครื่องสำอาง ฯลฯ แต่ขนาดการผลิตและตลาดมีจำกัด

การส่งเสริมชาวนามือถือมาสู่จุดนี้ ภาครัฐควรเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ชาวนาผลิตข้าวพันธุ์ที่สอดคล้องกับตลาด ขาย รายได้ดี และสนับสนุนเทคโนโลยีที่ทำให้การผลิตข้าวคุณภาพดีที่มีต้นทุนต่ำลง และส่งเสริมช่องทางตลาด

ฉากทัศน์ที่ 4 คือ ที่ผลการวิจัยวางเป้าหมายว่าประเทศไทยควรไปถึงมากที่สุด เพราะเป็นการสร้าง “พันธมิตรผลิตภัณฑ์ข้าวหลากชนิด” ที่เกิดจากการร่วมกลุ่มกันของเกษตรกรรายเล็ก ภาคธุรกิจ เช่น โรงสี  ผู้ส่งออก และนักวิชาการในการผลิตข้าวและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าว สร้างมูลค่าสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ตรงความต้องการของตลาดและมีผลผลิตต่อไร่สูง

แม้รายได้ของเกษตรกรในฉากทัศน์นี้จะไม่สูงเท่ากับกลุ่มชาวนาไฮเทครายใหญ่ แต่ผลผลิตจะเป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรกรมีความมั่นคงและความยั่งยืนในการทำการเกษตรสูง หรือเรียกได้ว่าเป็นชาวนามืออาชีพ

ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะใช้ขับเคลื่อนไปสู่ฉากทัศน์ที่ 4 คือ ยุทธศาสตร์การผลิตภัณฑ์ข้าวสีเขียวเพื่อสุขภาพด้วยองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม/ธุรกิจชุมชน โดยเพิ่มการลงทุนด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าว การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตข้าวให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น น้ำ พลังงาน การใช้สารเคมี รวมทั้งการวิจัยด้านการตลาด และปรับวัตถุประสงค์การอุดหนุนชาวนา โดยใช้เงินอุดหนุนบางส่วนมาส่งเสริมความรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ให้ชาวนาลงทุนใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และปรับวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และควรมีบริการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรทั้งในรูปแบบอัตโนมัติและแบบปรึกษากับนักวิชาการ

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนจากการค้าข้าว ตลาดมวลชนมาเป็นการค้าสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche markets) เป็นการพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจที่จำเป็นต้องมี “การประสานนโยบายการส่งเสริม” ในเชิงรุกระหว่าง ผู้เกี่ยวข้อง (Proactive policy)

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการเกษตรจากรูปแบบการส่งเสริม แบบ “เสื้อโหล” เป็นการส่งเสริมแบบสร้าง”พันธมิตรพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวไทย” 4 ฝ่าย คือ เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรผู้ขอรับการส่งเสริม ภาคเอกชนผู้ริเริ่มการส่งเสริมและหาตลาด ภาควิชาการและประชาสังคม ผู้มีบทบาทด้านการประสานงานและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่กลุ่มเกษตรกร และภาครัฐผู้สนับสนุนทุนบางส่วนในการส่งเสริม รวมเป็น “พันธมิตรสี่ประสาน”

สุดท้ายนี้ เนื่องจากภาคเกษตรมีแรงงานจำนวนมากในขณะที่ GDP ภาคเกษตรเหลือเพียง 8-9% ทำให้รายได้ต่อหัวของแรงงานภาคเกษตรต่ำ กระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจึงยังไม่เสร็จสิ้น หน้าที่สำคัญของรัฐบาลและนักการเมือง คือ การดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจนอกภาคเกษตร โดยสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานชนบทให้สามารถทำงานได้หลากหลายขึ้นนอกภาคเกษตร

ที่สำคัญคือ จะต้องสามารถทำงานในภูมิลำเนา หรือเลือกพื้นที่ที่อยากจะใช้ชีวิตได้ ดังนั้น ยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนา คือการกระจายอำนาจการพัฒนาทั้งด้าน การคลัง กฎหมาย และการปกครอง

บทความ โดย นิพนธ์ พัวพงศกร และ ชวัลรัตน์ บูรณะกิจ

เผยแพร่ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2565


ผลงานล่าสุดจากทีดีอาร์ไอ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด