จัดระเบียบกัญชา เพิ่มมาตรการ-อุดช่องว่าง ก.ม.

การถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดของประเทศไทยเมื่อปี 2564 ขาดการวิเคราะห์ถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ส่งผลให้มาตรการที่ออกมาเพื่อกำกับดูแลเป็นไปอย่างไร้ทิศทางและไม่รัดกุม แม้ว่าปัจจุบันจะมีร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ถูกส่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรถึง 2 ฉบับ แต่ทว่ายังไม่มีฉบับใดผ่านสภาฯ ยิ่งเป็นการยืดเวลาให้กัญชาตกอยู่ในสภาวะ “ไร้การควบคุม” อย่างเป็นรูปธรรมต่อออกไปอีก

แม้ภาครัฐจะกล่าวอ้างว่ามีกฎหมายในการกำกับดูแล แต่กระนั้นกลับมีช่องว่างหลายด้านตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือ ช่องโหว่ของการบังคับใช้กฎหมาย จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถใช้กัญชาได้อย่างเสรี ซึ่งในความเป็นจริงกัญชาไม่ได้เสรีตามที่เข้าใจ

ในส่วนของกลุ่มต้นน้ำในอุตสาหกรรมกัญชาซึ่งก็คือการเพาะปลูก ปัจจุบันแบ่งเป็นการปลูกเพื่อจำหน่ายและเพื่อใช้ในครัวเรือน

ในส่วนการเพาะปลูกเพื่อจำหน่าย กฎหมายยังขาดความชัดเจนว่าสามารถปลูกได้โดยเสรีหรือต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ต้องมีการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ.2564

ในขณะที่การใช้ในครัวเรือนเอง มีเพียงข้อกำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้ปลูกกัญชาจดแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” โดยไม่มีข้อกำหนดเพื่อรองรับผลกระทบอย่างเพียงพอ เช่น ข้อกำหนดจำนวนต้นที่สามารถปลูกได้บริเวณที่อนุญาตให้ปลูกได้ในที่พักอาศัยโดยไม่กระทบสมาชิกในครอบครัว หรือสร้างรำคาญหรือส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน

ขณะที่กลางน้ำ อย่างการนำกัญชาผสมในอาหารปรุงสำเร็จและใส่ในผลิตภัณฑ์เพื่อบริโภค พบว่ายังขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าประเภทขนม หรือเครื่องดื่มสำเร็จรูป แม้ว่าก่อนการผลิตต้องขออนุญาตโดยส่งตรวจตัวอย่างสินค้าต่ออย.เพื่อตรวจสอบก่อนก็ตาม แต่มีผู้ผลิตบางรายลักลอบผสมกัญชาลงในผลิตภัณฑ์เกินกว่ามาตรฐานที่แจ้งไว้แต่แรก เนื่องจากมีช่องว่างจากการที่มีการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนขออนุญาตครั้งแรกเท่านั้น จึงอาจทำให้สินค้าบางส่วนหลุดรอดออกไป

ส่วนปลายน้ำ เช่น การจำหน่ายช่อดอก และผลิตภัณฑ์จากกัญชานั้น ในทางปฏิบัติยังมีความหละหลวมเพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชน และห้ามสูบในร้านจำหน่ายหากไม่มีแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันประจำการอยู่ในสถานที่จำหน่ายก็ตาม แต่กฎหมายก็ยังมีความลักลั่นในการควบคุมระหว่างช่อดอกกัญชา และสารสกัดกัญชา เนื่องจากปัจจุบันกฎหมาย จำกัดห้ามจำหน่ายเฉพาะในส่วนสารสกัดกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 เพราะถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมาย แต่กลับอนุญาตให้จำหน่ายช่อดอกกัญชาในฐานะสมุนไพรควบคุมทั้งที่ในบางกรณีอาจมีค่า THC สูงกว่า ร้อยละ 0.2 ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

สุดท้ายการบังคับใช้กฎหมายควบคุมตรวจสอบการใช้กัญชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและขาดการบูรณาการทำงานร่วมกัน เช่น อย.มีหน้าที่ตรวจสอบการลักลอบและสั่งระงับการจำหน่ายคุกกี้และบราวนี่ที่มีส่วนผสมของสาร THC เกินกว่า ร้อยละ 0.2 แต่การกำกับดูแลสารสกัดกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 ซึ่งถือเป็นยาเสพติดกลับเป็นหน้าที่ของ ปปส.ในการดำเนินการ

เช่นเดียวกับหน้าที่ในการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงเรือนปลูกกัญชา ที่เป็น ของ สธ.จังหวัด แต่หากเกิดข้อร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปลูกกัญชาในพื้นที่กลับเป็นหน้าที่ของอปท. ในการเข้าไปดูแลและสั่งระงับเหตุรำคาญเหล่านั้น โดยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาอนุญาตตั้งแต่ต้น

ดังนั้น เพื่อลดช่องว่างของกฎหมายและเพิ่มมาตรการการกำกับดูแล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายในด้านต่างๆ เช่น การปลูกต้องได้รับอนุญาตเพื่อการพาณิชย์และต้องใช้ในการแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่ได้รับการรับรอง โดยผู้ขออนุญาต ต้องมีคุณสมบัติที่กฎหมายกำหนดเคร่งครัด เช่น มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี ไม่มีประวัติยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

มีแผนที่แสดงที่ตั้งและพิกัดของสถานที่ที่ขออนุญาตปลูกกัญชา สถานที่เพาะปลูกต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น รั้ว ป้ายเตือน ระบบบำบัดน้ำเสีย ต้องมีการกำหนด (Zoning) ของพื้นที่การปลูกว่าต้องไม่อยู่ในแหล่งชุมชน หรือใกล้สถานศึกษา

ส่วนร้านค้าปลีก ต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายเฉพาะเพื่อการแพทย์ ห้ามการนันทนาการ มีการจำกัดจำนวนร้านในแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมกับจำนวนประชากร หรือแหล่ง ท่องเที่ยว นอกจากนี้การควบคุมการจำหน่ายกัญชาควรต้องมีมาตรฐานในการกำกับดูแลไม่น้อยไปกว่ากฎหมายควบคุมการจำหน่ายแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสินค้าที่สร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะการจัดพื้นที่ Zoning หรือระยะห่างจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนให้ชัดเจน

ส่วนการครอบครองกัญชาในที่สาธารณะ แม้ว่าจะเป็นการครอบครองเพื่อใช้ทางการแพทย์ก็ควรมีการกำหนดปริมาณขั้นต่ำในการครอบครอง และควรมีเอกสารแสดงจากแพทย์ผู้รักษาว่าเป็นการครอบครองกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ด้วย

ขณะเดียวกัน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ควรยกเลิกการปลูกกัญชาในครัวเรือน และห้ามนำกัญชา หรือทุกส่วนของกัญชาไปผสมกับอาหารที่ปรุงสำเร็จ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่สามารถบริโภคได้ทันที รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภค เช่น เครื่องสำอาง น้ำมันนวด ควรข้อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องปิดมิดชิด มีข้อความเตือน และต้องระบุปริมาณส่วนผสมกัญชาอย่างชัดเจนเพื่อผู้บริโภคจะได้สามารถแยกแยะได้ถูกต้อง

สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลอาจต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน แต่ต้องกำหนดหน้าที่ตามกฎหมายให้ชัดเจนและเหมาะสม เช่น กำหนดให้ อปท. ซึ่งอยู่ใกล้ชิดพื้นที่และชุมชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาออกใบอนุญาตการปลูกและร้านจำหน่ายกัญชา

รวมทั้งรับผิดชอบเหตุรำคาญจากการใช้กัญชา โดยอาจจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการใช้กัญชาที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ และเพิ่มการตรวจสอบของ ป.ป.ส. ในสารสกัดจากกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 และเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินคดีหากพบว่ามีการกระทำความผิด

การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายควบคุมกัญชาที่เหมาะสมและรอบด้านจึงไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมให้มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางที่เหมาะสม แต่ยังช่วยลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อผู้บริโภค ชุมชน สังคม และประเทศโดยรวม

บทความโดย ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี หัวหน้าทีมการปฏิรูปกฎหมาย  และ ชณิสรา ดำคำ นักวิจัยทีดีอาร์ไอ

เผยแพร่ครั้งแรกในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม 2567

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานวิจัย เรื่อง “แผนงานวิจัยการประเมินสถานการณ์และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากกัญชาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง” สนับสนุนโดยคณะกรรมการกำกับทิศทางการวิจัยประเด็นปัญหาวิกฤติสำคัญของประเทศ เรื่องกัญชา สกสว.และ วช.