Key Insights
- การเผาชีวมวลเกษตรสร้างผลกระทบวงกว้าง ทั้งต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และภูมิอากาศ
- งานวิจัยชิ้นนี้สำรวจความเห็นจากเกษตรกรใน 4 จังหวัด ที่มีพื้นที่เผาวัสดุการเกษตรสูงในแต่ละภาค (ร้อยเอ็ด เชียงราย นครสวรรค์ และปราจีนบุรี) มี 2 คำถามสำคัญ คือ ทำไมเกษตรกรต้องเผาวัสดุการเกษตร และปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกษตรกรต้องเผา
- เกษตรกรไม่ได้เผาเพราะไม่รู้ แต่เพราะต้นทุนต่ำ ไม่มีทางเลือก และต้องการเงินสดทันที จึงต้องสร้างแรงจูงใจ ไม่ใช่การห้าม
- แนวทางจัดการชีวมวลอย่างยั่งยืนมีหลากหลาย และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร
การเผาวัสดุการเกษตรก่อให้เกิดฝุ่นมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ถ้าการแก้ปัญหาเป็นเรื่องง่ายๆ เราคงไม่เห็นปัญหาฝุ่นมลพิษจากการเผาวัสดุการเกษตรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน จีน บราซิล ยุโรป สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในประเทศที่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรขนาดเล็กที่ปลูกข้าว และอ้อย การใช้อำนาจรัฐสั่งลงโทษเกษตรกรไม่ใช่วิธีที่ได้ผล แต่กลับจะส่งผลเสียหลายด้านหากรัฐยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุอันซับซ้อนที่ทำให้เกษตรกรต้องเลือกใช้วิธีเผาวัสดุการเกษตร
บทความฉบับนี้จะสรุปภาพรวมเรื่องขนาดการเผาวัสดุการเกษตร มูลค่าความเสียหาย สาเหตุของการที่เกษตรกรจำนวนมากต้องเผา ขณะที่บางคนไม่ต้องเผาวัสดุการเกษตร และอธิบายภาพรวมของแนวทางต่างๆในการจัดการชีวมวลที่สามารถลดการเผาวัสดุการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิผล และยั่งยืน โดยจะเน้นพืช 2 ชนิด คือ ข้าวและอ้อย เพราะเป็นพืชที่มีการเผาวัสดุการเกษตรมากที่สุด
ข้อมูล การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในบทความนี้มาจากงานวิจัยของ TDRI (2025).
“Behavioral Study and Policy Design to Promote Sustainable Biomass Management: A Case Study of Rice and Sugar Cane Farmers” สนับสนุนโดย GIZ ภายใต้แผนงาน Thai-German Cooperation on Energy, Mobility and Climate (TGC EMC) และจากการทบทวนวรรณกรรม รวมทั้งสถิติจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ
1. ปริมาณการเผาชีวมวล และความเสียหายจากการเผา
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้เทคโนโลยีต่างๆในการวัดขนาดการเผาวัสดุการเกษตร พบว่าพืชที่มีการเผาวัสดุเหลือใช้การเกษตรมากที่สุดทั้งในด้านพื้นที่เผาซ้ำซาก และปริมาณของชีวมวลที่ถูกเผา ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด และพืชอื่นๆ (ดูตารางที่ 1) กล่าวคือ ในปี 2553-2562 พื้นที่นาข้าวที่เผาซ้ำซาก 2.1 ล้านไร่ อ้อย 1.66 แสนไร่ ขณะที่พื้นที่ป่าที่ถูกเผาซ้ำซากมีมากที่สุด 6.34 ล้านไร่ อย่างไรก็ดี การประมาณการปริมาณการเผาชีวมวลจากการผลิตข้าวทำได้ค่อนข้างยาก และผลลัพธ์แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะปริมาณตอซังและฟางข้าวที่แสดงในรายงานของหน่วยงานราชการ/งานวิจัยมีความแตกต่างกันสูง (48 – 61.87 ล้านตันต่อปี) เช่นเดียวกันกับสัดส่วนการเผาที่อยู่ระหว่าง 23 – 69% ในขณะที่ประมาณการใบอ้อยที่ถูกเผาค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือ ประมาณ 8.5-9.5 ล้านตันต่อปี
ตารางที่ 1 พื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากระหว่างปี 2553–2562 และการจัดการชีวมวล
| พื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก (9.7 ล้านไร่) [1] | ป่าไม้ | นาข้าว | ข้าวโพด/ ไร่เลื่อนลอย | อ้อย | อื่นๆ |
| หน่วย: ล้านไร่ | หน่วย: ล้านไร่ | หน่วย: ล้านไร่ | หน่วย: ล้านไร่ | หน่วย: ล้านไร่ | |
| 6.34 (65.2%) | 2.11 (21.7%) | 0.588 (6.1%) | 0.166 (1.7%) | 0.519 (5.3%) | |
| ปริมาณชีวมวล | ข้าว | อ้อย | |||
| รวม | เขตชลประทาน | นอกเขตชลฯ | ใบอ้อย | ชานอ้อย | |
| หน่วย: ล้านตัน | หน่วย: ล้านตัน | หน่วย: ล้านตัน | หน่วย: ล้านตัน | หน่วย: ล้านตัน | |
| ฟางข้าว | 37.12 [2] 35 [3] 28.8 [4] 26 [5] | 12.81 [2] | 24.32 [2] | ||
| ตอซัง | 24.75 [2] 19.2 [4] | 8.54 [2] | 16.21 [2] | ||
| รวม | 61.87 [2] 48 [4] | 21.35 [2] | 40.53 [2] | 16 [8, 9] 14.85 [10] | 48.4 [10] 27 [8] |
| การจัดการ | % ของชีวมวล | % ของชีวมวล | % ของชีวมวล | % ต่อใบอ้อย | % ต่อชานอ้อย |
| เผา | 69% [6] 44.1%(นาปรัง57%, นาปี29%) [7] 23% [2] | 25% [2] | 20% [2] | 64% [10] 53% [8] | |
| ไถกลบ/ ทิ้งไว้ในไร่นา | 25% [2] | 20% [2] | 30–40% ของอ้อยตัดสด [10] | ||
| ผลิตพลังงาน | 10% ของอ้อย ตัดสด [10] | เกือบ 100% [10, 8] | |||
| อื่น ๆ (ขาย เลี้ยงสัตว์ แปรรูป ฯลฯ) | 50% [2] | 60% [2] | 20-30% ของ อ้อยตัดสด [10] | ||
การเผาชีวมวลการเกษตรก่อให้เกิดสารพิษอันตรายหลายชนิด ที่สำคัญ คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10 และ PM2.5) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน สารก่อมะเร็ง เช่น เบนซีน เป็นต้น สารเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคทางลมหายใจ โรคปอด มะเร็ง นอกจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว ผู้ป่วยต้องขาดงาน หรือ เสียชีวิต เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้การไปโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นของประชากรเกินกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี (DLG. (2024, October 1) งานวิจัยประมาณการความสูญเสียดังกล่าวที่เกิดจากมลพิษทางอากาศทุกแหล่ง เท่ากับ 171,033 YLDs (ปีสุขภาวะที่สูญเสีย) และคิดเป็นมูลค่า 26,260 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ จากการประมาณการของผู้เขียนพบว่าการเผาฟางข้าว 1 กก. สร้างความสูญเสีย15.32 บาท/กิโลกรัมฟางข้าว[1]
ความเสียหายประการที่สอง คือ มลพิษจากการเผาชีวมวลส่งกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ที่ได้รับผลกระทบปีละประมาณ 476.27 ล้านบาท และกรุงเทพฯจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 4,105.13 ล้านบาทในกรณีที่ดัชนีฝุ่นเดือนเมษายน – พฤษภาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติรายเดือนร้อยละ 5 (ธีรวัฒน์ น้ำคำ และเริงชัย ตันสุชาติ, 2564)
ความเสียหายสำคัญด้านที่สาม ได้แก่ ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม (อาทิเช่น ผลเสียต่อคุณภาพดิน[2] และการทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน) สารพิษเป็นอันตรายต่อป่าไม้และสัตว์ป่า แหล่งน้ำ และความหลากหลายด้านชีวภาพ[3] แต่ในประเทศไทยยังไม่มีงานวิชาการที่ประมาณการมูลค่าความเสียหายนี้ทั้งระบบ
ประการที่สี่ การเผาชีวมวลมีส่วนสำคัญทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่กักความร้อนไว้บนผิวโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (2.5% ของก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรเกิดจากการเผาชีวมวล) โดยเฉพาะภาวะฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วม ฝนแล้ง อากาศร้อนจัดและความชื้นเพิ่มขึ้น นักเศรษฐศาสตร์วัดผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกเดือดเฉพาะส่วนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และพบว่า ‘ต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากคาร์บอน (social cost of carbon) คือ $70-$100 ต่อตันคาร์บอนเท่าเทียม[4]
2. สาเหตุที่เกษตรกรต้องเผาชีวมวล
การสำรวจชาวนาและชาวไร่อ้อย 500 คนใน 4 จังหวัดที่มีพื้นที่เผาวัสดุการเกษตรสูงในแต่ละภาค (ร้อยเอ็ด เชียงราย นครสวรรค์ และปราจีนบุรี) มีคำถามสำคัญ 2 คำถาม คือ ทำไมเกษตรกรต้องเผาวัสดุการเกษตร และปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกษตรกรต้องเผา ผลการสำรวจอยู่ในตารางที่ 1
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ชาวนาต้องเผาฟาง/ตอซัง[5] คือ ฟางติดเครื่องไถพรวนแบบโรตารี เผาเพื่อกำจัดวัชพืช/หญ้า/ข้าวดีด ส่วนเหตุผลของชาวไร่อ้อย คือ การเผามีต้นทุนต่ำที่สุด
ส่วนปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องเผาวัสดุการเกษตร อาทิ นาข้าวเสี่ยงน้ำท่วมก่อนเก็บเกี่ยว ไม่มีน้ำในจังหวะที่ต้องการปลูกข้าว ในกลุ่มเกษตรกรอ้อยเผชิญกับปัญหา ไม่มีผู้รับซื้อใบอ้อยในพื้นที่ กรณีต้องการขายใบอ้อยแทนการเผา ฯลฯ (ตารางที่ 2)
ตารางที่ 2 สาเหตุและปัจจัยภายนอกต่อการตัดสินใจเผาของเกษตรกร

แม้การเข้าใจเหตุผลที่เกษตรกรต้องเผาชีวมวลจะช่วยให้เรากำหนดมาตรการลดการเผาได้ก็จริง แต่ยังไม่เพียงพอ
เรายังต้องเข้าใจสาเหตุที่เกษตรกรบางคน “ไม่เผาชีวมวล”
เพราะจะช่วยให้เราสามารถออกแบบมาตรการลดการเผาชีวมวลที่มีประสิทธิผลในทางปฏิบัติโดยอาศัยวิธีการของผู้ที่ไม่เผา
ผู้วิจัยจึงต้องหาเหตุผลดังกล่าว ผลสำรวจได้ข้อสรุปดังรูปที่ 2 เหตุผลหลักของกลุ่มชาวนาไม่เผาคือ การได้ปุ๋ยจากการไถกลบ ฟางข้าวขายได้หรือใช้เลี้ยงวัว ครัวไฟลามและรบกวนชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐห้ามเผา สำหรับชาวไร่อ้อย ได้เงินสดจากการไม่เผา (เช่นขายอ้อยสดได้ราคาสูง กว่าอ้อยเผา อ้อยเผาเสียน้ำหนักได้เงินอุดหนุนจากรัฐและขายใบอ้อยได้) มีเครื่องจักรให้บริการในพื้นที่ กลัวไฟลามและรบกวนชุมชน
รูปที่ 2 เหตุผลสำคัญที่เกษตรกรไม่ต้องเผาเศษวัสดุการเกษตร

3. ประโยชน์และต้นทุนจากการไม่เผาวัสดุการเกษตรเทียบกับการเผา
การตัดสินใจเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบไม่เผา และยั่งยืน จะต้องทำให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มมากกว่าการทำเกษตรแบบเผาชีวมวล ผู้วิจัยจึงประมาณการต้นทุนและรายรับจากการทำเกษตรแบบเผาชีวมวล เปรียบเทียบกับแบบไม่เผา เช่น การขายฟางเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ การนำฟางไปเลี้ยงวัว การไถกลบ เป็นต้น
ผลคำนวณ พบว่า สำหรับชาวนา การหยุดเผาและหันไปไถกลบฟาง/ตอซัง จะได้รับรายรับสุทธิเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 253 บาทต่อไร่ ขณะที่การขายฟางจะมีรายได้เพิ่มเพียง 22บาทต่อไร่
ส่วนชาวไร่อ้อยที่หยุดเผาใบอ้อยก่อนตัดอ้อย จะได้รายรับสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 180 บาท/ไร่ ซึ่งน้อยกว่าชาวนาที่ไถกลบ “แต่ทำไมสัดส่วนพื้นที่การเผาใบอ้อยกลับน้อยกว่าสัดส่วนพื้นที่การเผาฟาง/ตอซังในนาข้าว”
คำตอบคือ แม้จะได้ผลตอบแทนสุทธิน้อยกว่า แต่ชาวไร่อ้อยได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดทันทีที่ส่งอ้อยเข้าโรงงาน ส่วนชาวนานอกจากจะไม่ได้เป็นเงินสดแล้ว ยังได้แค่การประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ย (ไร่ละประมาณ 100 – 170 บาท) และผลผลิตต่อไร่ที่ได้ต้องรออย่างน้อย 110-120 วันหลังการเก็บเกี่ยวและขายข้าวเปลือกให้โรงสี ข้อมูลนี้แสดงว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีอคติอยากได้เงินสดวันนี้ แทนที่จะรอไปอีก 4 เดือน (present bias) ดังนั้นถ้าจะให้ชาวนาหยุดเผา ต้องให้เงินอุดหนุนทันทีที่เกี่ยวข้าวโดยมีเงื่อนไขให้หยุดเผาแบบเดียวกับที่ชาวไร่อ้อยได้รับ คือ ขายอ้อยสดไม่เผาได้ราคาสูงกว่าอ้อยเผา และได้เงินช่วยเหลือจากรัฐอีกไร่ละ 120 บาท
ผู้วิจัยประมาณการค่าความลำเอียงอยากได้เงินสดวันนี้แทนการได้เงินก้อนใหญ่ขึ้นในอีก 4 เดือนข้างหน้าสำหรับชาวนาที่ยังคงเผาตอซัง/ฟางข้าว ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.96 เป็นหลักฐานยืนยันว่าชาวนามีอคติความลำเอียงจริง
ผู้วิจัยจะนำผลคำนวณนี้ไปใช้ออกแบบมาตรการอุดหนุนให้เกษตรกรหยุดเผา แล้วหันมาไถกลบตอซัง (อ่าน มาตรการส่งเสริมการไถกลบ ‘ตอซัง’ ในเขตชลประทาน )
4. การบริหารจัดการชีวมวลอย่างยั่งยืน
การหยุดเผาวัสดุการเกษตร แล้วหันมาบริหารจัดการชีวมวลแบบยั่งยืน มิได้มีแค่การไถกลบ หรือขายฟางเท่านั้น เราสามารถแบ่งวิธีการจัดการชีวมวล เป็น 4 วิธีหลัก ได้แก่ (ก) การนำชีวมวลไปใช้ประโยชน์ในไร่นา (เช่น ไถกลบ) (ข) การนำไปใช้ด้านการเกษตร (เช่น ใช้ฟางเลี้ยงวัว) (ค) การนำไปผลิตพลังงานชีวมวล (ง) การนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ตั้งแต่การผลิตเป็นวัสดุก่อสร้าง และ (จ) การผลิตของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้วยชามที่ย่อยสลายได้ เป็นต้น (ดูประโยชน์ที่จะได้จากการจัดการชีวมวลแบบต่างๆ ต้นทุนการจัดการ ข้อจำกัดการนำไปใช้ และข้อเสนอแนะหลักในรายงานฉบับหน้า)
ส่วนรายละเอียดของประโยขน์ที่ได้รับจากการจัดการจากชีวมวลแต่ละวิธี ต้นทุนการจัดการ ข้อจำกัดการนำไปใช้ และข้อเสนอแนะจะนำเสนอในบทความฉบับต่อไป
โดยสรุป ข้อเสนอแนะมีดังนี้
4.1 การไถกลบตอซังในเขตชลประทาน ข้อเสนอแนะที่มาจากผลการทดลองกับกลุ่มชาวนาที่ยังคงเผาตอซัง จำนวน 286 คนในจังหวัดนครสวรรค์และ 4 จังหวัดที่อยู่ติดกัน คือ รัฐควรมีชุดมาตรการ (policy package) ดังนี้ (ก) การให้เงินอุดหนุนโดยมีเงื่อนไขการไถกลบ การสนับสนุนบริการเครื่องจักรแบบครบวงจร ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การกระจายฟาง และการไถกลบ (ข) การใช้แรงกดดันทางสังคมในการลดการเผาตอซัง (ได้แก่การให้ข้อมูลผลกระทบของการเผาตอซังต่อสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่ทีมีการเผาตอซัง และการให้รางวัลชุมชนที่หยุดการเผาชีวมวล) (ค) หลังจากอุดหนุนระยะหนึ่งแล้ว รัฐสามารถหยุดการอุดหนุนการไถกลบได้ เพราะชาวนาส่วนใหญ่จะไม่หันกลับไปเผาตอซังอีก
นอกจากนั้น ผู้วิจัยกำลังทดลองเรื่องมาตรการใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายตอซัง และแก้ปัญหาการไถกลบที่ทำให้เกิดภาวะเมาตอซัง จนรากข้าวดำ ผลผลิตลดลง
4.2 การปลูกพืชหลังนาในพื้นที่นาปีที่ดินมีความชื้นในดินเพียงพอต่อการปลูกพืชไร่หลังนา มีข้อเสนอ 3 มาตรการ คือ การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ปลูกพืชหลังนา (เช่น ถั่ว ปอเทือง ข้าวโพด) แล้วไถกลบ การส่งเสริมให้ความรู้ในการเลือกพืชที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และการร่วมมือกับเอกชนด้านการรับซื้อพืชหลังนา
4.3 การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่นาปีที่พื้นดินขาดความชื้นและแหล่งน้ำสำหรับปลูกพืชหลังนา ปรับเปลี่ยนจากการทำนาไปปลูกพืชอื่น ( diversification ) อาทิเช่น การทำนาสวนผสม (mixed farming) การปลูกไม้ยืนต้น และผลไม้ (perennial trees) รวมทั้งการปลูกป่า (reforestation) หรือเปลี่ยนไปประกอบอาขีพนอกเกษตร ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ การศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ของพืชทดแทน และการส่งเสริมเกษตรกรให้ลงมือปรับตัวโดยอาศัยตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร แต่ต้องปรับแนวทางการส่งเสริมจากปัจจุบันที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการ มาเป็นแบบสี่ประสานที่เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้เสนอโครงการปรับตัว ขอเงินทุนและความสนับสนุนต่างๆจากรัฐ โดยอาจเสนอเองหรือร่วมมือกับบริษัทเอกชน/ NGO / กลุ่มประชาสังคม ขอความช่วยเหลือทางวิชาการจากมหาวิทยาลัย และใช้เกษตรกรมืออาชีพ/กลุ่มประชาสังคมหรือ startup เป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้และการส่งเสริม โดยหน่วยงานรัฐพิจารณาให้ทุนสนับสนุน และว่าจ้างมหาวิทยาลัยเป็นผู้ติดตามประเมินผล ข้อเสนออีกประการหนึ่งคือการสร้างตลาดคาร์บอนภาคบังคับ เพื่อให้เกษตรกรที่ปลูกป่าสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนสังคมที่เกิดจากคาร์บอนดังกล่าวข้างต้น
4.4 การสนับสนุนชาวไร่อ้อยรายเล็กให้ลดการเผา นโยบายควรมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านชุดมาตรการที่ครอบคลุมทั้งให้เงินอุดหนุนเพื่อการลงทุนปรับพื้นที่ไร่ และการรวมกลุ่มชาวไร่ รวมทั้งการอุดหนุนค่าขนส่งใบอ้อยไปยังโรงงานไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ห่างไกลจนไม่คุ้มที่ผู้รวบรวมใบอ้อยจะไปรับซื้อใบอ้อย มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้การลดการเผาไร่อ้อยเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลักภาระให้เกษตรกรแบกรับเพียงฝ่ายเดียว และยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่จากการใช้ประโยชน์เศษวัสดุในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
4.5 การผลิตพลังงานชีวมวล และการนำชีวมวลไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ข้อเสนอแนะสำคัญ คือการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (preliminary feasibility study) ของแนวทางการใช้ประโยชน์จากชีวมวลแบบครบวงจร โดยเน้นประเด็นต่อไปนี้ ปริมาณความเพียงพอและชนิดของชีวมวลตลอดปีในพื้นที่ที่มีแหล่งชีวมวลอย่างเพียงพอเพื่อกำหนดจังหวัด/พื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ต่อการส่งเสริม ขนาดโรงงานพลังงานชีวมวลที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เทคโนโลยีที่เหมาะสมและความต้องการผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผลิตจากชีวมวลและขนาดตลาด (เช่น การนำชีวมวลผลิต pellet ผลิตวัสดุก่อสร้าง ถ้วยชาม ของใช้/หีบห่อที่ย่อยสลายได้) ต้นทุน logistics และการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ชีวมวล การกำหนดมาตรฐานสินค้าจากชีวมวล การปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงานไฟฟ้าสะอาด การอุดหนุนการลงทุนด้วยมาตรการ green credit และ green bond ฯลฯ
หลังจากได้ผลจากการการศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลรูปแบบต่างๆ รัฐควรจัดลำดับความสำคัญของนโยบายและมาตรการต่างๆ
บทความโดย ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ นโยบายเกษตรสมัยใหม่ ทีดีอาร์ไอ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
ตอนที่ 2 มาตรการส่งเสริมการไถกลบ ‘ตอซัง’ ในเขตชลประทาน
ตอนที่ 3 การลดการเผาสำหรับชาวไร่อ้อยรายเล็ก
อ้างอิง
[1] การประมาณการอาศัยงานวิจัย 2 เรื่อง คือ Oanh et al., 2011ที่ประมาณการค่า PM2.5 ที่เกิดจากการเผาฟางข้าว (8.3 ± 2.7 กรัมของ PM2.5 ต่อกิโลกรัมของฟางที่ถูกเผา) และ Deuja et al., 2024 ที่คำนวณค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยที่เกิดจากมลพิษทางอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากการเผาทางเกษตร (2.98 DALYs ต่อตันของ PM2.5 และคิดเป็นมูลค่า 619,416 บาทต่อ DALY ในปี 2023)
[2] อย่างไรก็ตาม การเผาตอซังมีผลดีบางประการ Trent Roberts and Jarrod Hardke (2025) ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมการเกษตร University of Arkansas System พบว่าชาวนาในรัฐอาร์คันซอที่ปลูกข้าวสลับถั่วเหลืองนิยมเผาตอซังเพราะต้นทุนการจัดการแปลงนาต่ำที่สุด นอกจากนั้นในพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกพืชสลับกับข้าวได้ และชาวนาต้องปลูกข้าวต่อเนื่อง การเผาตอซังมีผลดีเพราะช่วยทำลายจุลินทรีย์บางชนิดที่ปลดปล่อยสารชีวเคมีไปทำลายการเจริญของจุลินทรีย์อื่นที่อยู่รอบข้างในกระบวนการทางธรรมชาติ(เรียกว่ากระบวนการ allelopathy) ทั้งคู่ประมาณการผลดี ผลเสียของการเผาชีวมวลต่อธาตุอาหารประเภทต่างๆในดินทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายบริหารจัดการชีวมวลในภาคเกษตร (“Residue Burning in Field Crops” https://arkansascrops.uada.edu/posts/fertility/residue_burning.aspx)
[3] นี่คือเหตุผลสำคัญที่สหรัฐอเมริกา มีมาตรการติดตามป้องกันมลพิษจากการเผาชีวมวลที่จะกระทบต่ออุทยานแห่งชาติในรัศมี 124-186 ไมล์รอบอุทยานต่างๆ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่ามลพิษจากการเผาชีวมวล จะก่อความสูญเสียต่อสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายด้านชีวภาพ และแต่ละอุทยานถูกผลกระทบจากสารพิษที่แตกต่างกัน เช่น อุทยานแห่งชาติทางตะวันออกถูกกระทบหนักจากมลพิษด้านไนโตรเจนและซัลเฟอร์ เป็นต้น (www.nps.gov “Air”) จึงมีกลุ่มประชาสังคม (เช่น National Parks Conservation Association และ Appalachian Mountain Club) และมหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทเฝ้าติดตาม วิเคราะห์และผลักดันให้หน่วยงานรัฐ (ทั้ง National Park Services .สำนักงบประมาณ.) ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตรฐานอากาศสะอาดตามกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อลดผลกระทบของมลพิษต่อสุขภาพของประชาชนที่ไปเยือนอุทยานแห่งชาติ เพิ่มทัศนวิสัยในแต่ละอุทยาน (อนึ่งในวันที่ทัศนวิสัยดี ไม่มีฝุ่น PM2.5 คนกรุงเทพฯที่อยู่บนตึกสูงบนถนนพระราม 3 จะเห็นเขาเขียวในจังหวัดชลบุรี) รวมทั้งการป้องกันมิให้มลพิษต่างๆสร้างความเสียหายต่อพืช ต้นไม้ ดิน ทะเลสาบและความหลากหลายด้านชีวภาพในอุทยานแห่งชาติ
[4] นักเศรษฐศาสตร์คนแรกที่เสนอแนวคิดการวัดต้นทุนทางสังคม คือ ศ.Michael Greenstone ผลคำนวณครั้งแรกในสมัยประธานาธิบดีโอบามา คือ $42 ต่อตันคาร์บอน ต่อมาสมัยประธานาธิบดีทรัมป์สมัยแรก ต้นทุนสังคมถูกลดลงเหลือ $5 ส่วนฝ่ายบริหารในยุคประธานาธิบดีไบเดน มีการปรับต้นทุนสังคมด้วยอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าจึงเพิ่มเป็น $190 ต่อตันคาร์บอน ต้นทุนทางสังคมนี้ รัฐบาลสหรัฐฯใช้ในการประมาณการงบประมาณการดำเนินนโยบายโลกร้อน แต่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 รัฐบาลของทรัมป์สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเลิกใช้ต้นทุนสังคมดังกล่าวในกำหนดกฎเกณฑ์การกำกับควบคุมของรัฐ ยกเว้นกรณีที่มีกฎหมายบังคับ (Lisa Friedman. 2025. New York Times 10 May)
[5] อนึ่งเกษตรกรที่เป็นตัวอย่างในการสำรวจให้เหตุผลมากกว่าหนึ่งข้อที่ต้องเผาวัสดุการเกษตร
บรรณานุกรม
เจน ชาญณรงค์ และคณะ. (2562). สถานการณ์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการเผาในที่โล่ง ในไทยและประเทศเพื่อนบ้านระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2564. รายงานการศึกษาโดยภายใต้คณะทำงานวิชาการเฉพาะกิจเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการไฟป่าและการเผาในที่โล่งเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5. สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี
ธีรวัฒน์ น้ำคำ และเริงชัย ตันสุชาติ. (2564). ผลกระทบของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร. วารสารวิจัยราชภัฏเชียงใหม่ 22, 3(ก.ย.-ธ.ค. 2564), 19-35. https://cmudc.library.cmu.ac.th/frontend/Info/item/dc:167936
เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากรและคณะ. (2567). Green transition of the sugarcane and sugar industry in Thailand [อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยจะเปลี่ยนผ่านเป็นอุตสาหกรรมกรีนได้อย่างไร]. https://www.ocsb.go.th/wp-content/uploads/2024/02/660901_Green-Transition-ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล.pdf
Cheewaphongphan, P., Junpen, A., Kamnoet, O., & Garivait, S. (2018). Study on the Potential of Rice Straws as a Supplementary Fuel in Very Small Power Plants in Thailand. Energies, 11(2), 270. https://doi.org/10.3390/en11020270
Deuja, A., Fantke, P., Panyametheekul, S., Gheewala, S. H., & Prapaspongsa, T. (2024). Spatially differentiated health impacts and costs of fine particulate matter exposure from agriculture waste management in Thailand. Journal of Cleaner Production, 459, 142506.
DLG. (2024, October 1). Experts gather in Bangkok to unveil sustainable solutions to combat agricultural burning in Thailand. DLG Magazine. https://www.dlg.org/en/magazine/experts-gather-in-bangkok-to-unveil-sustainable-solutions-to-combat-agricultural-burning-in-thailand
Foundation for Agricultural and Environmental Conservation (Thailand). (n.d.) rice [ข้าว]. http://www.aecth.org/upload/13823/Yg2qaxoQyg.pdf
Junpen, A., Pansuk, J., & Garivait, S. (2020). Estimation of reduced air emissions as a result of the implementation of the measure to reduce burned sugarcane in Thailand. Atmosphere, 11(4), 366.
Junpen, A., Pansuk, J., Kamnoet, O., Cheewaphongphan, P., & Garivait, S. (2018). Emission of air pollutants from rice residue open burning in Thailand, 2018. Atmosphere, 9(11), 449.
Oanh, N. T. K., Ly, B. T., Tipayarom, D., Manandhar, B. R., Prapat, P., Simpson, C. D., & Liu, L. J. S. (2011). Characterization of particulate matter emission from open burning of rice straw. Atmospheric Environment, 45(2), 493-502.
Thailand Environment Institute. (2022). Management and reduction of burning practice in agricultural areas and policy recommendations to tackle PM2.5 in Thailand (1st revised and updated ed.). https://www.tei.or.th/file/library/2022-ABM-ENG_76.pdf
ที่มาข้อมูล ตารางที 1
[1] เจน ชาญณรงค์ และคณะ (2562) ภายใต้คณะทำงานวิชาการเฉพาะกิจเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการไฟป่าและการเผาในที่โล่งเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 วิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากแยกรายภาคและประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างปี 2553–2562,
[2] Agapol Junpen et al. (2018) คำนวณปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวจากพื้นที่เก็บเกี่ยวปี 2017/18 (11.03 ล้านเฮกตาร์) คูณกับสัดส่วน Residue Density (RD) ที่ได้รับการประเมินโดยใช้ข้อมูลจากพันธุ์ข้าว 14 พันธุ์ และสัดส่วนการปลูกในแต่ละจังหวัดตามข้อมูลของ สศก. (ปริมาณฟางประมาณ 60% หรือ 37.12Mt ส่วนอีก 40% หรือ 24.75Mt คือตอซัง) โดย Fraction Burned (FB) อ้างอิงจากผลสำรวจพฤติกรรมเกษตรกรในปี 2015/16 ของการศึกษา Cheewaphongphan et al. (2018) 23% หรือ 14.23 Mt ถูกเผา,
[3] Anon Sooksavut (2000) ประเทศไทยมีปริมาณฟางข้าวประมาณ 35 Mt ต่อปี,
[4] รายงานกรมพัฒนาที่ดิน (2558) ระบุนา 1 ไร่มีปริมาณฟางและตอซังประมาณ 650 กก. ในขณะที่ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400 – 500 กก./ไร่ ใกล้เคียงกับสัดส่วนตัวเลขจากการสัมภาษณ์ผู้บริการกรมการข้าวที่ข้าวเปลือก 4 ส่วนจะให้ฟางและตอซังประมาณ 6 ส่วน ซึ่งประเทศไทยผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ย 31 – 32 ล้านตันต่อปี ดังนั้นจะมีตอซังและฟางข้าวประมาณ 48 ล้านตัน (ฟางข้าวประมาณ 28.8 ล้านตัน และตอซังประมาณ 19.2 ล้านตัน) ,
[5] Penwadee Cheewaphongphan et al. (2018) ระบุ ในฤดูเก็บเกี่ยวปี 2015/16 มีฟางข้าวประมาณ 26 ล้านตันที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเก็บเกี่ยว,
[6] Foundation for Agricultural and Environmental Conservation (Thailand) ระบุการเผาในตอซังและฟางข้าวอาจสูงถึง 69%,
[7] TEI (2022) แสดงข้อมูลพื้นที่เผา ข้าวนาปรังประมาณ 57% และ ข้าวนาปี 29% (weight average อ้างอิงจากพื้นที่ปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 44.1%) และข้าว 1 ตัน จะได้ฟาง ประมาณ 490 กิโลกรัม,
[8] เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากรและคณะ (2567) ศึกษา Green Transition of Sugarcane Industry โดยใช้ข้อมูลปี 2022/23 พบ 33% ถูกเผาก่อนเก็บเกี่ยว ในขณะที่อ้อยสด (67%) มีประมาณ 30% ที่ใบถูกเผาหลังเก็บเกี่ยวแล้ว,
[9] อ้อย 1 ตันให้ใบและยอดอ้อย 0.17 ตัน และชานอ้อย 0.28 ตัน (ข้อมูลศักยภาพเชื้อเพลิงชีวมวลของ พพ., 2556), [10] Agapol Junpen et al. (2020) วิเคราะห์ปริมาณที่ถูกเผา = 64% ของพื้นที่ × ปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวล โดยยอดและใบอ้อย = พื้นที่เก็บเกี่ยวฤดูการผลิตปี 2018/19 × ปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวล (7.9 ตันต่อเฮกตาร์; ค่าประมาณชีวมวลของยอดและใบอ้อยต่อเฮกตาร์ จากข้อมูลของไร่อ้อย 13 แห่ง) ใบและยอดอ้อยทั้งหมด 14.85 Mt ประมาณ 64 ± 2% ถูกเผา และชายอ้อยทั้งหมด 48.4 Mt49% ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตความร้อนในโรงงานน้ำตาล 51% ถูกนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (thermal power plants)




