สนค. – TDRI ลุยโคราช เปิดเวทีเสนอแนวนโยบายยกระดับการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม
วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาประชาสัมพันธ์ผลการศึกษาภายใต้ “โครงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)” ครั้งที่ 2 ที่ โรงแรมเซ็นทารา โคราช จ.นครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัย พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่การผลิตและการค้าอย่างครบวงจร
ทั้งนี้จ.นครราชสีมาถือเป็นเมืองหลวงของมันสำปะหลังไทยและเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ โดยมีบทบาทโดดเด่นทั้งในฐานะพื้นที่ต้นน้ำของภาคเกษตรกรรม และจุดเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ เช่น โรงงานแป้งมัน โรงงานอาหารสัตว์ โรงอบแห้ง รวมทั้งธุรกิจโลจิสติกส์และการแปรรูปอาหารต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่ในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจพืชไร่ของไทย

ชี้ มันสำปะหลังไทยพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป แนะ เร่งพัฒนาสายพันธ์ุต้านโรคใบด่าง
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านสาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ นำเสนอผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างระบบการผลิต และการค้ามันสำปะหลังไทยที่ยังเปราะบาง ทั้งจากปัญหาโรคพืช การพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป ความต้องการวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ราคาที่ตกต่ำ การเติบโตของคู่แข่งของอุตสาหกรรมแป้ง ขณะที่กรณีสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการเผาไร่ ผลผลิตที่ไม่เพียงพอ ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับระดับการนำเข้าที่เหมาะสม
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกรณีมันสำปะหลัง ดังนี้ ไทยควรเร่งการพัฒนาสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิต และเปอร์เซ็นต์แป้งที่สูง โดยเฉพาะพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง (พันธุ์ที่ติดโรคได้ยาก) แทนการสนับสนุนพันธุ์ทนทาน (พันธุ์ที่ติดโรคได้แต่ยังคงให้ผลผลิต) เพราะประสิทธิภาพของพันธุ์ทนทานที่ต่ำลง การปรับโครงสร้างราคารับซื้อให้จูงใจต่อคุณภาพผลผลิต การลดการพึ่งพานโยบายอุดหนุนโดยหันไปส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิต การปรับระบบผังเมืองและกลไกด้านสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่ออุตสาหกรรม

เสนอ เปิดเสรีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างมีเงื่อนไข
ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอแนะสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยสนับสนุนการเปิดเสรีนำเข้าข้าวโพดบางส่วนอย่างมีเงื่อนไขเพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ การสนับสนุนเกษตรแม่นยำและเทคโนโลยีการจัดการน้ำในพื้นที่เพาะปลูก และการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อความมั่นคงของวัตถุดิบ ทั้งยังเสนอให้ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลตลาดและส่งเสริมบทบาทสมาคมเกษตรกรในการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ยกระดับการผลิตและการค้ามันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจากหน่วยงานในจ.นครราชสีมาเข้าร่วม

รศ.ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ จากสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (ห้วยบง) นำเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกมันสำปะหลังเพื่อรับมือโรคระบาดและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยเน้นว่าไทยไม่สามารถยกระดับผลผลิตได้ หากไม่ใช้พันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง แม้มีความพยายามปรับปรุงพันธุ์ใหม่ให้แข่งขันกับพันธุ์พาณิชย์ที่เกษตรกรใช้ แต่การขยายพันธุ์ยังจำกัดอยู่ที่ประมาณ 5,000 ไร่ ขณะที่เวียดนามสามารถขยายได้ถึง 600,000 ไร่ อุปสรรคสำคัญอยู่ที่งบประมาณไม่เพียงพอ นโยบายที่ไม่จูงใจเกษตรกร การติดตามการระบาดที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และข้อจำกัดด้านการกระจายพันธุ์ข้ามเขต ซึ่งรัฐควรเร่งจัดการปัญหาเหล่านี้โดยเร็ว

ด้านนายพลภัทร โล้วมั่นคง จากสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงสถานการณ์ตลาด โดยชี้ว่าไทยยังมีจุดแข็งด้านแป้งคุณภาพสูง แต่ยังต้องพึ่งพามันเส้นจากประเทศเพื่อนบ้านเพราะปริมาณผลิตในประเทศไม่เพียงพอ คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามสามารถขายแป้งในราคาถูกกว่าด้วยต้นทุนผลิตและขนส่งที่ต่ำกว่า ทางออกสำคัญคือการปรับคุณภาพผลผลิต เช่น การใช้พันธุ์แป้งสูง เก็บเกี่ยวในช่วงอายุที่เหมาะสม ทำความสะอาดหัวมันตั้งแต่ในแปลง ส่งเสริมระบบน้ำหยด การรวมกลุ่มเพื่อสั่งซื้อปัจจัยการผลิตและจ้างแรงงาน การใช้เครื่องจักร และการติดตามข้อมูลตลาด อุตสาหกรรมควรมีระบบซื้อขายที่เป็นธรรม เช่น อิงเปอร์เซ็นต์แป้ง พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รัฐควรสนับสนุนเทคโนโลยีให้ทั้งเกษตรกรและภาคเอกชน และอำนวยความสะดวกทางการค้า
สมาคมพืชไร่ ขอรัฐ ทบทวนมาตรการนำเข้าข้าวโพด GMO
ขณะที่นายสเกล กิจประชุม จากสมาคมการค้าพืชไร่ บรรยายถึงผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพด GMO จากสหรัฐฯ โดยเห็นว่าควรมีการควบคุมมากกว่าการเปิดเสรี ข้อมูลภาครัฐที่คาดเคลื่อนอาจทำให้ไทยมีปริมาณนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงเกินความจำเป็น รัฐบาลควรทบทวนมาตรการการนำเข้าข้าวโพด GMO โดยไทยควรเน้นมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

บรรยากาศภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแปรรูปและอาหารสัตว์ โรงแป้ง สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความพร้อมของพื้นที่ในการร่วมขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม























