tdri logo
tdri logo
28 สิงหาคม 2025
Read in 5 Minutes

Views

Mismatch งาน STEM ทำอย่างไรเมื่อผลิตคน ไม่ตรงกับความต้องการตลาด ?

ทีดีอาร์ไอพบความไม่สมดุลด้านการจัดการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เสนอปรับแนวทางการผลิต และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เน้นนวัตกรรมเพิ่มขึ้น

Brief :

-ตลาดแรงงานไทยต้องการแรงงาน STEM สาขาวิศวกรรมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของความต้องการแรงงาน STEM ทั้งหมด แต่กว่า 62% ของผู้สำเร็จการศึกษาสาย STEM เป็นสาขาวิทยาศาสตร์

-ในเชิงปริมาณ ประเทศไทยมีการผลิตแรงงานสาขา STEM มากเพียงพอในเกือบทุกสาขาการศึกษา แต่ยังมีช่องว่างระหว่างความพร้อมของบัณฑิตกับคุณลักษณะแรงงานที่นายจ้างต้องการ โดยเฉพาะด้านประสบการณ์ทำงาน และความเชี่ยวชาญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโอกาสของผู้จบใหม่

ทีม Big Data สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดผลวิเคราะห์สถานะความต้องการแรงงาน และทักษะของแรงงานที่นายจ้างต้องการใน “โครงการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Large Language Models (LLMs) เพื่อการใช้ประโยชน์ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงฯ” สนับสนุนโดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยทำการรวบรวมประกาศรับสมัครงานออนไลน์ทั้งหมด 304,378 ตำแหน่ง จาก 23 เว็บไซต์รับสมัครงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 (1 เม.ย. – 30 มิ.ย.)

รายงานฉบับนี้นำเสนอภาพรวมของแนวโน้มความต้องการแรงงานรายไตรมาสและวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการแรงงานในกลุ่มสาขา STEM โดยเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 2565 เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างอุปสงค์และอุปทานแรงงานในตลาดแรงงานไทย

กางสถิติงาน STEM สาขาวิศวกรรมยังขาด แต่วิทยาศาสตร์คนมากกว่างาน

ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์จาก 23 เว็บไซต์หางานที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 พบว่ามีประกาศรับสมัครงานในกลุ่มสาขา STEM[1] จำนวน 42,374 ตำแหน่ง จากประกาศรับสมัครงานทั้งหมด 756,300 ตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.6 ของตำแหน่งงานทั้งหมด โดยในจำนวนนี้เป็นตำแหน่งงานในสาขาวิศวกรรมศาสตร์จำนวน 36,392 ตำแหน่ง และในสาขาวิทยาศาสตร์อีกจำนวน 18,200 ตำแหน่ง[2] ขณะที่จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขา STEM ในปี พ.ศ. 2565 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 76,440 คน แบ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิศวกรรมศาสตร์ 29,314 คน และจากสาขาวิทยาศาสตร์ 47,126 คน[3] สังเกตว่าตำแหน่งงาน STEM กว่า 2 ใน 3 ต้องการผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ในด้านการผลิตบัณฑิตนั้น กว่า 62% ของบัณฑิตจบใหม่สาย STEM เป็นสาขาวิทยาศาสตร์

เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างความต้องการแรงงานกับจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในสาขา STEM คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ความต้องการแรงงานของแต่ละสาขาการศึกษาจากข้อมูลประกาศรับสมัครงานที่รวบรวมได้ โดยได้จำแนกข้อมูลประกาศรับสมัครงานตามสาขาวิชาออกเป็น 12 สาขาหลัก ซึ่งรายละเอียดแสดงในตารางที่ 1 โดย “ตำแหน่งงานทั้งหมด” หมายถึงตำแหน่งงานทั้งหมดที่เปิดรับทั้งผู้มีประสบการณ์ทำงานและไม่มีประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา  ส่วน “ตำแหน่งงานของผู้จบใหม่” หมายถึงตำแหน่งงานที่ในประกาศระบุว่าพร้อมรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ไม่มีประสบการณ์หรือมีประสบการณ์ไม่เกิน 2 ปี โดยตัวเลขในวงเล็บแสดงจำนวนตำแหน่งงานที่พร้อมรับผู้ไม่มีประสบการณ์เลย ส่วน “จำนวนผู้สำเร็จการศึกษา” หมายถึงจำนวนบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ในปี พ.ศ. 2565

ตารางที่ 1: จำนวนตำแหน่งงานสาขา STEM ที่เปิดรับระหว่าง ก.ค. 2567 ถึง มิ.ย. 2568 และจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา สาขาวิชาด้าน STEM วุฒิปริญญาตรีที่สำเร็จการศึกษาในปี 2565

สาขาวิชาตำแหน่งงานทั้งหมดตำแหน่งงานของผู้จบใหม่*จำนวนผู้สำเร็จการศึกษา
วิศวกรรมไฟฟ้า10,5223,211 (482)5,139
วิทยาการคอมพิวเตอร์10,4863,088 (376)8,242
วิศวกรรมเครื่องกล9,7192,751 (414)4,359
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์9,5423,004 (379)3,554
วิศวกรรมอุตสาหการและการผลิต5,6391,900 (272)4,710
วิศวกรรมโยธา3,7551,004 (120)4,641
วิทยาศาสตร์การอาหาร2,6691,004 (131)1,533
เคมีและเคมีประยุกต์2,597961 (134)3,065
วิศวกรรมเคมี2,225675 (134)1,244
วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์2,140791 (191)328
วิศวกรรมวัสดุ1,328407 (68)957
วิศวกรรมอื่นๆ4,7901,137 (126)
*หมายถึงตำแหน่งงานระดับแรกเข้า (ประสบการณ์ 0-2 ปี) ส่วนตัวเลขในวงเล็บคือตำแหน่งงานที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงานเลย

เด็กจบใหม่-ไร้ประสบการณ์หางานตรงสายเหนื่อย จบหลักพัน เปิดรับหลักร้อย

เมื่อพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างความต้องการแรงงานกับจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา พบว่าเกือบทุกสาขาวิชามีการผลิตมากกว่าความต้องการที่รับผู้สำเร็จการศึกษาใหม่หรือผู้ที่ยังมีประสบการณ์ไม่มาก เช่น ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) มีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา 8,246 คน ขณะที่ตำแหน่งที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่มีจำนวน 3,088 ตำแหน่ง (โดยในจำนวนนั้น 376 ตำแหน่งไม่ต้องการประสบการณ์เลย) นอกจากนั้น ควรพิจารณาด้วยว่าข้อมูลจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับตามสาขาการศึกษานั้นมีแนวโน้มที่จะสะท้อนความต้องการที่มากกว่าความต้องการจริง เนื่องจากการประกาศรับสมัครงานนั้นส่วนใหญ่มักระบุสาขาการศึกษามากกว่า 1 สาขาสำหรับตำแหน่งงานหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการนับซ้ำขึ้น

นอกจากนั้น จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ตำแหน่งงาน STEM ส่วนใหญ่ต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ อย่างเช่นตำแหน่งงานสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีความต้องการทั้งหมด 10,486 ตำแหน่ง แต่ในจำนวนนี้ กว่า 7,398 ตำแหน่งต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์มากกว่า 2 ปี และมีเพียง 376 รับผู้สมัครที่ไม่มีประสบการณ์เลย หรืออีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) ซึ่งมีตำแหน่งงานทั้งหมดสูงถึง 9,719 ตำแหน่ง แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 2,751 ตำแหน่งที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่ และเพียง 414 ตำแหน่งเท่านั้น ที่ไม่ต้องการประสบการณ์เลย สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานในสาขานี้ต้องการผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้าน เช่น ทักษะ Mechanical Engineering, Project Management, Engineering Software, Employee Training, Drafting and Engineering Design เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่งานที่ผู้จบใหม่สามารถเริ่มทำได้ทันทีโดยไม่ผ่านการฝึกฝนหรือทำงานภาคสนามมาก่อน ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้จบใหม่ประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และนายจ้างมีปัญหาในการค้นหาแรงงานที่คุณสมบัติตรงตามความต้องการ ดังที่รายงานของโครงการนี้เคยถกอภิปรายมาแล้ว (คลิกอ่านเพิ่ม)

ตลาดต้องการสูง “วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์” แนะเร่งผลิตบัณฑิตตอบโจทย์นายจ้าง

ในขณะเดียวกัน มีสาขาหนึ่งที่มีความต้องการแรงงานสูงแต่มีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาน้อย นั่นคือ วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics Engineering) ซึ่งมีจำนวนตำแหน่งทั้งหมด 2,140 ตำแหน่ง แต่มีผู้จบใหม่เพียง 328 คน ซึ่งน้อยกว่าโดยมีตำแหน่งที่เปิดรับผู้จบใหม่ จำนวน 791 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้ มี 191 ตำแหน่งที่ไม่ต้องการประสบการณ์ จึงควรมีการเพิ่มการผลิตกำลังคนในสาขานี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรระลึกว่าตัวเลขตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอาจจะมากกว่าความต้องการจริงอยู่บ้าง เนื่องจากมีปัญหาการนับซ้ำดังกล่าวข้างต้น

โดยรวมแล้ว ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์แสดงให้เห็นว่า (1) ในภาพรวม ตลาดแรงงานไทยต้องการแรงงาน STEM สาขาวิศวกรรมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของความต้องการแรงงาน STEM ทั้งหมด แต่กว่า 62% ของผู้สำเร็จการศึกษาสาย STEM เป็นสาขาวิทยาศาสตร์ (2) เมื่อมองเฉพาะในเชิงปริมาณ ประเทศไทยมีการผลิตแรงงานสาขา STEM มากเพียงพอในเกือบทุกสาขาการศึกษา (3) อย่างไรก็ตามแม้จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในเกือบทุกสาขาจะเพียงพอหรือเกินจำนวนตำแหน่งจบใหม่ แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างความพร้อมของบัณฑิตกับคุณลักษณะแรงงานที่นายจ้างต้องการ โดยเฉพาะด้านประสบการณ์ ซึ่งสะท้อนลักษณะตลาดแรงงานที่เน้นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสของผู้จบใหม่ในการเข้าสู่สายอาชีพนั้น

ชงข้อเสนอสร้างสมดุล ผลิตกำลังคนให้ตรงความต้องการกับตลาดแรงงาน

จากผลการวิเคราะห์ คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายดังนี้

ประการแรก ภาครัฐและสถาบันการศึกษาอาจพิจารณาขยายช่องทางการเข้าสู่อาชีพวิศวกรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีจำนวนมากเกินความต้องการของตลาดแรงงานในบางสาขา โดยส่งเสริมการจัดทำหลักสูตรเสริมทักษะ (upskill/reskill) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนสายอาชีพอย่างตรงจุด ตัวอย่างเช่น ผู้ที่จบจากสาขาเคมีและเคมีประยุกต์ (Chemistry and Applied Chemistry) ที่ต้องการเปลี่ยนสายไปยังวิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) ควรมีการเรียนวิชาเทคนิคพื้นฐานด้านวิศวกรรมเพิ่มเติม เช่น Process Engineering, Process Improvement and Optimization หรือ Manufacturing Process ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้นแต่เข้มข้น และสามารถนำไปใช้สมัครงานในสายวิศวกรรมได้จริง

ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเชิงลึกผ่านการสัมภาษณ์นายจ้างในภาคอุตสาหกรรม เพื่อค้นหา “ทักษะเฉพาะ” ที่จำเป็นต่อการรับผู้สมัครที่มีพื้นฐานจากสายวิทยาศาสตร์แต่ต้องการเปลี่ยนสายงาน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เช่น สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) ซึ่งการเปลี่ยนสายจากสาขาเคมีและเคมีประยุกต์ (Chemistry and Applied Chemistry) มาสู่วิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากสามารถระบุทักษะเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ความรู้ด้าน Food Science and Processing หรือ Food and Beverage เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการออกแบบหลักสูตรเสริมทักษะที่ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม และช่วยให้แรงงานสามารถเปลี่ยนสายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สอง ภาครัฐควรทบทวนนโยบายการผลิตกำลังคน ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏ พบว่าในขณะนี้ การผลิตกำลังคนด้าน STEM อาจไม่ได้ขาดแคลนมากอย่างที่มักเข้าใจกัน โดยในเกือบทุกสาขา มีการผลิตบัณฑิตจบใหม่มากกว่าตำแหน่งงานเปิดใหม่สำหรับบัณฑิตเหล่านี้ในแต่ละปี

ปัญหาความขาดแคลนบุคลากรด้าน STEM น่าจะมาจากคุณภาพของบัณฑิตจบใหม่มากกว่า ภาครัฐจึงควรเข้ามามีบทบาทกำกับดูแลด้านคุณภาพการจัดการศึกษามากขึ้น ทั้งในแง่การจัดการเรียนการสอน การออกแบบหลักสูตร การเน้นการฝึกงานในภาคปฏิบัติเพิ่มขึ้นและการให้การสนับสนุนทางการเงิน ทั้งการสนับสนุนทางตรง เช่นการจัดสรรงบประมาณ และทางอ้อม เช่นการให้การสนับสนุนผ่านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น

ประการที่สาม การเพิ่มกำลังคนสาย STEM จะไม่สามารถทำผ่านนโยบายฝั่งอุปทานหรือการผลิตกำลังคนฝั่งเดียวได้ (supply side) เนื่องจากเมื่อมีการผลิตออกมาแล้ว พบว่าไม่มีตำแหน่งงานรองรับมากพอ จึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการฝั่งอุปทาน (demand side) หรือนโยบายอุตสาหกรรม (industrial policy) ไปพร้อมกันด้วย เพื่อทำให้เกิดอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการที่รองรับอุปทานแรงงานที่ผลิตออกมาได้ โดยหากภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับการพัฒนามากขึ้น ก็จะต้องการวิจัยและพัฒนาพื้นฐานมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความต้องการกำลังแรงงานด้านวิทยาศาสตร์

ประการสุดท้าย คณะผู้วิจัยได้ทำการสกัดข้อมูลทักษะที่เป็นที่ต้องการในแต่ละสาขาการศึกษา ซึ่งผู้ให้บริการการศึกษาสามารถนำไปประกอบการพิจารณาหรือออกแบบหลักสูตรได้ โดยผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ที่นี่

แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการผลิตกำลังคนกับความต้องการของตลาดแรงงาน  และยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยในระยะยาว

ภาวะความต้องการแรงงานตลาดประกาศรับสมัครงานออนไลน์ไตรมาสที่ 2 ปี 2568

ภาพรวม 10 อันดับอุตสาหกรรมที่ประกาศรับสมัครงานมากที่สุด

จากการจำแนกประกาศรับสมัครงานออนไลน์ตามประเภทกลุ่มอุตสาหกรรม โดยอ้างอิงข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมาตรฐานอุตสาหกรรมประเทศไทย ปี 2552 (TSIC) ผลการวิเคราะห์พบว่า 10 อันดับแรกของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด ได้แก่

1.การขายส่งและขายปลีก 60,595 ตำแหน่ง (19.9%)

2.การผลิต 50,273 ตำแหน่ง (16.5%)

3.กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน 28,268 ตำแหน่ง (9.3%)

4.กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย 22,653 ตำแหน่ง (7.4%)

5.กิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ  18,094 ตำแหน่ง (5.9%)

6.ที่พักแรมและบริการอาหาร 12,721 ตำแหน่ง (4.2%)

7.การก่อสร้าง 11,328 ตำแหน่ง (3.7%)

8.ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 8,729 ตำแหน่ง (2.9%)

9.กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 8,634 ตำแหน่ง (2.8%)

10.การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 7,180 ตำแหน่ง (2.4%)

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ มีทั้งหมด 3,940 ตำแหน่ง (1.3%) โดยประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการ มูลนิธิ สหกรณ์ และ บริษัทต่างประเทศ ขณะที่ประกาศรับสมัครงานที่ไม่ระบุกลุ่มอุตสาหกรรมมีจำนวน 2,002 ตำแหน่ง (0.7%) และประกาศรับสมัครงานที่ไม่สามารถระบุกลุ่มอุตสาหกรรมได้ จำนวน 57,724 ตำแหน่ง (19.0%)

ภาพประกอบที่ 3: จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

10 อันดับอาชีพที่มีการประกาศรับสมัครงานมากที่สุด

เมื่อจำแนกประกาศรับสมัครงานออนไลน์ตามกลุ่มอาชีพที่ระบุในประกาศ โดยอ้างอิงฐานข้อมูลกลุ่มอาชีพจากสหรัฐอเมริกา (O*NET) พบว่า 10 กลุ่มอาชีพที่มีจำนวนประกาศรับสมัครงานมากที่สุด ได้แก่

1.การขายและงานที่เกี่ยวข้อง 54,655 ตำแหน่ง (18.0%)

2.การจัดการ 46,982 ตำแหน่ง (15.4%)

3.ธุรกิจและการดำเนินงานด้านการเงิน 44,198 ตำแหน่ง (14.5%)

4.สนับสนุนงานสำนักงานและงานธุรการ 28,544 ตำแหน่ง (9.4%)

5.คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ 19,484 ตำแหน่ง (6.4%)

6.สถาปัตยกรรมและวิศวกรรม 17,513 ตำแหน่ง (5.8%)

7.การติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษา 13,994 ตำแหน่ง (4.6%)

8.ศิลปะ การออกแบบ ความบันเทิง กีฬา และสื่อ 10,858 ตำแหน่ง (3.6%)

9.การขนส่งและการเคลื่อนย้ายวัสดุ 9,953 ตำแหน่ง (3.3%)

10.การเตรียมอาหารและการให้บริการ 9,010 ตำแหน่ง (3.0%)

ทั้งนี้ประกาศรับสมัครงานในกลุ่มอาชีพเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการแรงงานในตลาดที่หลากหลาย โดยเฉพาะในสาขาการขาย การจัดการ และธุรกิจการเงินที่มีการจ้างงานสูงที่สุด

ภาพประกอบที่ 4: จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ในแต่ละกลุ่มอาชีพ

จำนวนตำแหน่งงานเปิดใหม่ตามวุฒิการศึกษา

เมื่อจำแนกประกาศรับสมัครงานออนไลน์ตามวุฒิการศึกษาขั้นต่ำที่ระบุในประกาศรับสมัครงาน พบว่ามีประกาศรับสมัครงานวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี 162,252 ตำแหน่ง (53.3%) ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา 42,021 ตำแหน่ง (13.8%) ปวส. 29,732 ตำแหน่ง (9.8%) มัธยมศึกษาปีที่หก 16,877 ตำแหน่ง (5.5%) ปวช. 16,398 ตำแหน่ง (5.4%) มัธยมศึกษาปีที่สาม 11,670 ตำแหน่ง (3.8%) สูงกว่าปริญญาตรี 1,975 ตำแหน่ง (0.6%) และที่ไม่ระบุวุฒิการศึกษามีจำนวน 23,453 ตำแหน่ง (7.7%)

ภาพประกอบที่ 5: จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 วุฒิการศึกษา

จำนวนตำแหน่งงานเปิดใหม่ตามภูมิภาค

เมื่อจำแนกการประกาศรับสมัครงานออนไลน์ตามที่ตั้งของสถานประกอบการ พบว่าพื้นที่ที่มีการเปิดรับสมัครงานมากที่สุดคือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีจำนวนตำแหน่งงานทั้งหมด 187,342 ตำแหน่ง คิดเป็น 61.5% ของจำนวนตำแหน่งงานทั้งหมด ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการประกาศหางานออนไลน์ รองลงมาคือภาคตะวันออก 17,982 ตำแหน่ง (5.9%) ตามด้วยภาคใต้ 16,837 ตำแหน่ง (5.5%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8,247 ตำแหน่ง (2.7%) ภาคเหนือ 6,548 ตำแหน่ง (2.2%) ภาคกลาง 5,310 ตำแหน่ง (1.7%) และภาคตะวันตก 3,093 ตำแหน่ง (1.0%) นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งงานที่ไม่สามารถระบุที่ตั้งของสถานที่ทำงานได้จำนวน 59,019 ตำแหน่ง คิดเป็น 19.4% ของตำแหน่งงานทั้งหมด

ภาพประกอบที่ 6: จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ในแต่ละภูมิภาค

5 จังหวัดที่มีประกาศรับสมัครงานออนไลน์สูงสุด

ในส่วนของภาพรวมจังหวัดที่มีจำนวนประกาศรับสมัครงานสูงที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ โดยมีตำแหน่งงานเปิดรับทั้งหมด 156,382 ตำแหน่ง คิดเป็น 63.7% ของงานทั้งหมด รองลงมาคือสมุทรปราการ 10,201 ตำแหน่ง (4.2%) ภูเก็ตที่มี 9,167 ตำแหน่ง (3.7%) ชลบุรี 8,327 ตำแหน่ง (3.4%) นนทบุรี 7,014 ตำแหน่ง (2.9%)

ภาพประกอบที่ 7: 5 จังหวัดแรกในแต่ละภูมิภาคที่มีจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 มากที่สุด

5 ทักษะที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด

ภาพประกอบที่ 8: ทักษะที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด 5 อันดับแรก 

ทั้งนี้ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Large Language Models (LLMs) เพื่อการใช้ประโยชน์ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงฯ” โดยทีดีอาร์ไอ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยจะมีการวิเคราะห์และนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไทยอย่างต่อเนื่องไปในทุกไตรมาส

บทความโดย : ทีมวิจัย “โครงการวิเคราะห์การประกาศหางานออนไลน์” ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์, วินิทร เธียรวณิชพันธุ์, นรินทร์ ธนนิธาพร, เพ็ญพิชา ผาณิตพิเชฐวงศ์ และวิไลลักษณ์ มีสวัสดิ์ นักวิจัยด้าน Big Data ทีดีอาร์ไอ


[1] หมายถึงตำแหน่งงานที่ต้องการผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์และสาขาวิทยาศาสตร์ โดยไม่ได้รวมตำแหน่งงานที่ต้องการผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่นแพทย์ หรือพยาบาล เนื่องจากกลุ่มอาชีพดังกล่าวมักไม่รับสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์

[2] หลายประกาศรับสมัครงานอาจจะระบุวุฒิการศึกษาผู้สมัครมากกว่าหนึ่งวุฒิ เช่น ประกาศรับสมัครงานอาจจะระบุว่า ต้องการผู้สมัครที่จบสาขาวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

[3] กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม https://info.mhesi.go.th/stat_graduate.php


นักวิจัย

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด