แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนไม่น้อยใน GDP และการจ้างงานประชากรไทยกว่า 4.5 ล้านคน แต่ความเปราะบางของภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นเมื่อเจอกับปัญหาฝุ่น PM2.5 และภัยธรรมชาติที่ถี่ขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน การท่องเที่ยวที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ฝุ่นพิษบั่นทอนความน่าอยู่และความน่าท่องเที่ยว
เมืองสำคัญอย่างเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ต่างได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากปี 2559-2567 พบว่าในหลายปีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในเชียงใหม่สูงเกินมาตรฐานโลกหลายครั้ง ทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปและอเมริกาซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ เลือกที่จะยกเลิกแผนเดินทางหรือเปลี่ยนปลายทางในช่วงเวลาดังกล่าว
รายงานล่าสุดจากหน่วยงานวิชาการระบุว่า ต้นตอของฝุ่นควันในภาคเหนือเกิดจากการเผาป่าในพื้นที่อนุรักษ์ และการเผาเศษวัสดุเกษตรกรรมทั้งในประเทศไทย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาที่มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด และลาวที่มีการเผาป่าเพื่อปลูกมันสำปะหลังเพื่อส่งออก
ขณะเดียวกัน เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เผชิญกับฝุ่นจากไอเสียของการจราจรและการก่อสร้าง รวมถึงผลกระทบจากปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันที่ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ผลของการเผาไหม้นี้ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ กว่า 11.9 พันล้านตันคาร์บอนต่อปี
ในระยะสั้นผลกระทบจากฝุ่นชัดเจน ทั้งด้านสุขภาพ และในเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้แหล่งท่องเที่ยวขาดรายได้ ซ้ำเติมภาคบริการในท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ ขณะที่ในระยะยาว ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้แน่นอน
เมื่อภูมิอากาศไม่แน่นอน รายได้ท่องเที่ยว ก็ไม่นิ่ง
การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศไม่เพียงทำให้ฤดูกาลแปรปรวน แต่ยังนำมาซึ่งภัยพิบัติบ่อยครั้งขึ้น เช่น น้ำท่วมเฉียบพลันในภูเก็ตและพัทยา คลื่นลมแรงในทะเลอันดามัน ภาวะฝนแล้งที่ทำให้เมืองท่องเที่ยวอย่างกระบี่ และสมุยเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำจืดให้บริการนักท่องเที่ยว รวมไปถึงจำนวนวันที่อากาศหนาวลดลงในฤดูท่องเที่ยวปลายปี
งานวิจัยของ Roson และ Sartori (2016) ชี้ว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 62,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รายงานอื่น ๆ ยังชี้ถึงผลกระทบด้านความพึงพอใจของ นักท่องเที่ยวต่อการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร เช่น แนวปะการังที่ฟอกขาว หรือชายหาดที่ถูกกัดเซาะ ซึ่งล้วนลดแรงดึงดูดและระยะเวลาการพักเฉลี่ยในไทย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการกัดเซาะชายฝั่งหาดป่าตองและหาดหัวหิน หรือการฟอกขาวของปะการังที่หมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งเป็นจุดขายทางธรรมชาติที่สำคัญ
หลายประเทศเดินหน้าปรับตัว ไทยยังเร่งไม่ทัน
ประเทศอย่างสหรัฐฯและจีน ได้แสดงให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในการลดมลพิษและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้กฎหมายควบคุมการอุดหนุนเทคโนโลยีสะอาด และส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่ปล่อยมลพิษต่ำ
จีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลงได้มากกว่า 35% จากมาตรการลดการใช้ถ่านหิน ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรม และส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯใช้ระบบการขออนุญาตให้เกษตรกรเผาเศษวัสดุได้ภายใต้การควบคุมของนักเทคนิคที่จะลดผลกระทบต่อเมืองให้ต่ำที่สุด
แม้ประเทศไทยมีความพยายามคล้ายกัน เช่น การให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการอนุญาตการเผาในที่โล่ง แต่ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาการขาดความพร้อมเชิงระบบ และการไม่มีที่ปรึกษาด้านอุตุนิยมวิทยา รวมถึงความไม่เข้าใจของเกษตรกร ทำให้มาตรการเหล่านี้ไม่สัมฤทธิผลอย่างแท้จริง
โอกาสอยู่ในมือ หากรู้จักตอบโจทย์ นักท่องเที่ยวยุคใหม่
แม้เผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ตลาดนักท่องเที่ยวโลกกำลังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” โดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (EcoTourism) และการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดได้
หลายโครงการของภาครัฐ เช่น การประกาศเขตอนุรักษ์แนวปะการัง การปิดอ่าวมาหยาเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ หรือการส่งเสริมโครงการ “หมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี” ได้รับความสนใจและเป็นต้นแบบที่ดีหากมีการขยายผลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เช่น SDG 8, 12, 14 และ 15 สามารถเป็นกรอบแนวนโยบายที่เชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแรงงานที่มีทักษะรับการเปลี่ยนแปลง และการลงทุนในระบบน้ำ และพลังงานสะอาดในเมืองท่องเที่ยว
ทางรอดใหม่: รัฐต้องคิดไกล ธุรกิจต้อง ปรับไว
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคท่องเที่ยวต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน รัฐบาลควรวางนโยบายระยะยาวที่ชัดเจน เช่น การพัฒนาแผนที่นำทางการลดคาร์บอนในภาคท่องเที่ยว การพัฒนามาตรฐาน “Green Destinations” และกลไกการเงินที่ตอบสนองต่อการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น Green Bonds หรือระบบภาษีที่สะท้อนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ภาคเอกชนเองก็ต้องไม่รอให้รัฐเริ่มก่อน แต่ควรเป็นผู้นำในการสร้างคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานสะอาด การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว
สายลมเปลี่ยนทิศ ใครตั้งใบเรือก่อนชนะ
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ต้องเลือกระหว่างยึดติดกับโมเดลเดิมที่พึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวสูง หรือปรับตัวสู่แนวทางที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อบริบทโลกยุคใหม่
ปัญหาฝุ่นและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็เป็นสัญญาณ เตือนให้ไทยเร่งปรับทิศทางการพัฒนา หากทำได้อย่างมีวิสัยทัศน์และสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมนี้จะ ไม่เพียงรอดพ้นวิกฤติ แต่ยังสามารถ เป็นต้นแบบของการเติบโตอย่างยั่งยืน ในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
บทความโดย กัมพล ปั้นตะกั่ว นักวิจัย นโยบายเกษตรสมัยใหม่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
เผยแพร่ครั้งแรกนพส.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กรกฎาคม 2568




