tdri logo
tdri logo
27 สิงหาคม 2025
Read in 5 Minutes

Views

ทางรอดโคเนื้อ–โคนมไทย ในยุคที่ตลาดเปลี่ยนแปลง

อุตสาหกรรมโคเนื้อและโคนมมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก มีเกษตรกรกว่า 2 ล้านครัวเรือนพึ่งพารายได้จากการเลี้ยงโค ทั้งรูปแบบโคเนื้อมีชีวิต เนื้อโค และน้ำนมดิบ อุตสาหกรรมนี้ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่เศรษฐกิจอื่น ตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป การขนส่ง ไปจนถึงตลาดในประเทศและส่งออก

ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริโภค อุตสาหกรรมโคเนื้อ และโคนมของไทย จึงไม่ควรถูกมองข้าม แต่ควรถูกวางบทบาทให้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

แม้ประเทศไทยจะมีประชากรโคเนื้อกว่า 9.60 ล้านตัว (กรมปศุสัตว์ มิ.ย.68) โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ทั้งมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกว่า 1.38 ล้านราย แต่ทว่าโครงสร้างการเลี้ยงโคเนื้อในประเทศยังคงเป็นฟาร์มรายย่อยขนาดเล็ก (1 – 20 ตัว) และกว่า 95% ของโคเนื้อทั้งหมดเป็นโคพื้นเมืองหรือโคลูกผสม ขณะที่โคขุนและโคพันธุ์แท้มีสัดส่วนเพียง 3% และ 2% ตามลำดับ ทำให้การพัฒนาเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัด

ในปี 2567 ไทยสามารถผลิตเนื้อโคได้ประมาณ 0.22 ล้านตันน้ำหนักซาก แต่มีความต้องการบริโภคประมาณ 0.26 ล้านตันน้ำหนักซาก ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าโคเนื้อและเนื้อโคจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเนื้อพรีเมียม

เหตุนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ทั้งการพัฒนาพันธุ์ ระบบการเลี้ยง และการตลาด เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

สำรวจจุดแข็ง-จุดอ่อน อุตสาหกรรมโคเนื้อไทย

อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยมีรากฐานที่มั่นคงจากสนับสนุนของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา มีการพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะกับภูมิอากาศ ทนโรค และให้เนื้อคุณภาพดี มีห่วงโซ่อุปทานครบทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลี้ยง การขุน การชำแหละ และการแปรรูป มีตลาดภายในครอบคลุมตลาดทุกระดับ และยังมีศักยภาพในการส่งออกโคมีชีวิต โดยเฉพาะไปยังประเทศอาเซียน จีน และตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยังคงประสบปัญหาหลายประการ เช่น โครงสร้างการผลิตที่กระจายตัวและพึ่งเกษตรกรรายย่อย ต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูง ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความผันผวนของราคา

จำหน่าย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากโรคระบาดในสัตว์ เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) และลัมปิ สกิน (LSD) ที่ทำให้ไทยยังไม่ได้รับรองสถานะปลอดโรคจากองค์การอนามัยสัตว์โลก (WOAH) ส่งผลให้ขยายตลาดส่งออกได้จำกัด รวมถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าโคเนื้อและเนื้อเถื่อน ขณะที่เนื้อโคพรีเมียมของไทยก็ยังต้องแข่งขันกับเนื้อนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพเนื้อดีอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และบราซิล

แล้วจะยกระดับอุตสาหกรรม “โคเนื้อไทย”ได้อย่างไร ?

การพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย ควรดำเนินการดังนั้น 1.พัฒนาระบบรหัสประจำตัวโค (National Cattle ID) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ตรวจสอบย้อนกลับ และวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.เร่งพัฒนา “โคพันธุ์ดี”และเทคโนโลยีการเลี้ยง เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค 3.ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เข้าถึงแหล่งทุน และถ่ายทอดองค์ความรู้ 4.พัฒนา ตลาดกลางออนไลน์ ตลาดประมูลโคมีชีวิต และระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Contract Farming) เพื่อสร้างกลไกรองรบความผันผวนของราคา 5.สร้างแบรนด์ “โคไทย” ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ6. เข้มงวดการควบคุมการลักลอบนำเข้าโคเนื้อและเนื้อเถื่อน พร้อมผลักดันไทยให้ได้รับสถานะ “ปลอดโรค” เพื่อเปิดตลาดส่งออกให้กว้างขึ้น

โคนมไทย: เสาหลักของอุตสาหกรรมนมไทยในตลาดภูมิภาค

ขณะที่สถานการณ์โคนมไทยนั้น มีโคนมกว่า 5.5 แสนตัว ผลิตน้ำนมดิบได้กว่า 1.02 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ยวันละกว่า 2,818 ตัน จากเกษตรกรผู้เลี้ยงราว 15,655 ราย

โดยส่วนใหญ่เป็นรายย่อยอยู่ในระบบสหกรณ์โคนมซึ่งช่วยให้เกิดการบริหารจัดการแบบมีประสิทธิภาพ น้ำนมดิบส่วนใหญ่ถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนและนมพาณิชย์ขายในประเทศ และบางส่วนส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เปิดจุดแข็ง-จุดอ่อนของอุตสาหกรรมโคนมไทย

กว่า 65 ปีที่อุตสาหกรรมโคนมไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการปรับปรุงพันธุ์ และเทคโนโลยีอาหารสัตว์ ทำให้น้ำนมไทยมี “คุณภาพดี ราคาแข่งขันได้” เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ และมีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการตลาด นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ร้านกาแฟเบเกอรี่ ที่กำลังเฟื่องฟู และตลาดผลิตภัณฑ์นมไทยในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังเติบโตได้อีกมาก

แต่กระนั้นอุตสาหกรรมโคนมไทยยังมีความท้าทายที่สำคัญ คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงจากค่าอาหารสัตว์ อุปสงค์ในประเทศที่ยังพึ่งพาโครงการนมโรงเรียนเป็นหลัก การแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำและคุณภาพสูงกว่าจากประเทศผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าและต้นทุนการผลิตต่ำ ในขณะเดียวกันการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูงยังจำกัด เช่น ชีส เนย และครีม

ดังนั้นเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทย ควรดำเนินการดังนี้ 1.สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต 2.พัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันและรับมือกับความผันผวนของต้นทุน 3.ยกระดับระบบข้อมูลโคนมให้ทันสมัย ครอบคลุมทั้งจำนวนสัตว์ ผลผลิต และคุณภาพน้ำนม เพื่อการบริหารจัดการที่แม่นยำ 4.ส่งเสริมธุรกิจต่อเนื่อง เช่น ร้านกาแฟ เบเกอรี่ และอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้นมเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ 5.ขยายโครงการนมโรงเรียนให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มอื่น เช่น ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย เพื่อยกระดับสุขภาพประชาชนควบคู่กับการเพิ่มอุปสงค์ และ6.ผลักดันการเปิดเสรีการค้าในภูมิภาคอาเซียน เพื่อขยายตลาดส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไทย

การพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อและโคนมของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผ่านการพัฒนาคุณภาพ การลงทุนในเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ และการเปิดตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอาหารโลกได้อย่างมั่นคง

บทความโดย ขนิษฐา ปะกินำหัง นักวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยเผยแพร่ครั้งแรกนพส.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ขนิษฐา ปะกินำหัง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าปศุสัตว์ไทย (โคเนื้อและโคนม)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

งานวิจัยฉบับย่อ
“รายงานทีดีอาร์ไอ”

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด