tdri logo
tdri logo
28 สิงหาคม 2025
Read in 5 Minutes

Views

Thailand Taxonomy ภาคเกษตร: แนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย 

Thailand Taxonomy เป็นเสมือนคู่มือกลางในการจัดจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุม 6 ภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคการจัดการของเสีย และภาคเกษตร ในปัจจุบัน  Thailand Taxonomy ถูกนำไปใช้แบบภาคสมัครใจ (Voluntary)

โดยในเกือบทุกภาคเศรษฐกิจภายใต้ Thailand Taxonomy จะใช้การจัดกลุ่มกิจกรรม ระบบสัญญาณไฟจราจร (Traffic light system) ซึ่งแบ่งกิจกรรมออกเป็น “สีเขียว” “สีเหลือง” หรือ “สีแดง” และอ้างอิงตามหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) กิจกรรมนั้นต้องส่งเสริมวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นนัยสำคัญอย่างน้อยหนึ่งด้าน (2) กิจกรรมนั้นต้องไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านอื่น (Do No Significant Harm: DNSH) และ (3) กิจกรรมนั้นต้องไม่ละเมิดกฎหมายและมาตรฐานขั้นต่ำด้านสังคมและธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้อง (Minimal Social Safeguard: MSS)  แต่ในภาคเกษตรจะมีการจัดกลุ่มกิจกรรมที่แตกต่างออกไปจากระบบสัญญาณไฟจราจร ซึ่งจะมีการกล่าวถึงต่อไปในบทความนี้ 

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ภาคเกษตร นับเป็นกิจกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทย ทั้งในแง่ของการจ้างงาน ความมั่นคงทางอาหาร และวัฒนธรรมการผลิตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญต่อมูลค่าการส่งออกของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความเปราะบางจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งจากภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง

ที่สำคัญกิจกรรมในภาคเกษตรเองอาจเป็นต้นเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น มลพิษจากการเผาชีวมวล และการใช้สารเคมีเกษตร เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิต รายได้ของเกษตรกร และสุขภาวะของประชาชนโดยรวม ปัจจัยเหล่าสะท้อนความจำเป็นที่ต้องปรับกิจกรรมในภาคเกษตรไปสู่กิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสู่กิจกรรมที่ทำให้เกิดการปรับตัว รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาวด้วย 

Thailand Taxonomy ภาคเกษตรกับแนวทางจัดทำเกณฑ์ที่แตกต่างจากภาคเศรษฐกิจอื่น 

Thailand Taxonomy ภาคเกษตรประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการจัดการป่าไม้ โดยกิจกรรมเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากภาคเศรษฐกิจอื่น ทั้งในด้านความหลากหลายของกิจกรรม การพึ่งพิงสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ความแตกต่างของรูปแบบการผลิตในแต่ละพื้นที่ รวมถึงข้อจำกัดด้านข้อมูลและพันธุ์พืชและสัตว์ ที่เฉพาะเจาะจง ทำให้การใช้เกณฑ์เชิงปริมาณ เช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อจำแนกกิจกรรมเช่นเดียวกับภาคเศรษฐกิจอื่น เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น Taxonomy สำหรับภาคเกษตรจึงถูกออกแบบในรูปแบบ “แนวทางปฏิบัติทางการเกษตร” (Agricultural Practices) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยครอบคลุมทุกกลุ่มกิจกรรมข้างต้น ยกเว้น การจัดการป่าไม้ ที่ยังใช้เกณฑ์การจำแนกตามระบบสัญญาณไฟจราจร 

รูปที่ 1: แผนภาพสรุปขอบเขตของกิจกรรมและแนวปฏิบัติตาม Thailand Taxonomy ภาคเกษตร 

การกำหนด “แนวทางปฏิบัติทางการเกษตร” ภายใต้ Thailand Taxonomy จึงไม่ได้หยุดเพียงการนำกิจกรรมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลหรือการนำมาตรฐานสากลมาใช้เท่านั้น แต่ยังต้องพัฒนาเกณฑ์ที่สะท้อนลักษณะเฉพาะของภาคเกษตรไทยและความแตกต่างเชิงระบบของแต่ละประเทศ เพื่อให้แนวทางที่ได้สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับบริบทของเกษตรกรไทยอย่างรอบด้าน โดยการใช้ “แนวทางปฏิบัติทางการเกษตร” สำหรับภาคเกษตร มีเหตุผลสำคัญดังนี้:  

  • โครงสร้างภาคเกษตรและบริบทของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน: ในบางประเทศ ภาคเกษตรมีลักษณะเป็นภาคอุตสาหกรรม ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้สามารถเก็บข้อมูล วัดผล และควบคุมกระบวนการผลิตได้แม่นยำ แต่ในประเทศไทย กิจกรรมในภาคเกษตรในหลายพื้นที่อาจมีข้อจำกัดใีการใช้เครืองจักรในการทำการเกษตร นอกจากนี้ปัจจัยทางความหลากหลายของภูมิประเทศ ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ และวัฒนธรรมการผลิต ทำให้การใช้เกณฑ์แบบ “มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ” อาจไม่สะท้อนความเป็นจริง และเสี่ยงต่อการกีดกันผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน 
  • การทำเกษตรเป็นการผสมผสานของหลายแนวปฏิบัติ: กิจกรรมทางการเกษตรอาจไม่ได้เป็นกิจกรรมที่แยกเป็นส่วน ๆ ได้ง่าย เช่น การปลูกข้าวอาจประกอบด้วยการอนุรักษ์ดิน การบริหารการใช้น้ำ การควบคุมศัตรูพืช เป็นต้น ซึ่งแต่ละแนวปฏิบัติอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน รวมถึงมีความต้องการการสนับสนุนทางการเงินที่ต่างกัน การประเมินจาก “ผลลัพธ์สุดท้าย” เพียงอย่างเดียวจึงไม่สะท้อนกิจกรรมและความพยายามในการยกระดับของเกษตรกรได้ครบถ้วน การใช้เกณฑ์แบบอ้างอิงตามแนวทางปฏิบัติดังที่กล่าวไปข้างต้นจะช่วยให้สามารถจำแนกและส่งเสริมแนวทางที่ดีในการทำการเกษตรได้อย่างเป็นระบบบ 
  • แนวทางปฏิบัติที่ออกแบบเป็นระดับขั้น (Tier) ช่วยยกระดับเกษตรกรอย่างค่อยเป็นค่อยไป: การกำหนดแนวทางปฏิบัติเป็น “ระดับขั้น” (ได้แก่ ขั้นพื้นฐาน กลาง และสูง) ทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนากิจกรรมนั้น ๆ ได้ตามศักยภาพของตนเอง และส่งสัญญาณเชิงบวกให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการปรับตัว เป็นระบบที่สนับสนุน “การยกระดับ” มากกว่า “การตัดสินผ่านเกณฑ์เดียว” ในแต่ละกลุ่มกิจกรรม แนวทางปฏิบัติตาม Thailand Taxonomy ได้รับการออกแบบให้สามารถนำไปใช้ในระดับฟาร์มได้จริง และเปิดโอกาสให้เกษตรกรค่อย ๆ พัฒนาระดับความยั่งยืนของตนเองอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 
  • เป็นการเปิดพื้นที่เชื่อมโยงมาตรฐานไทยและสากลโดยไม่บังคับการรับรอง: แนวทางปฏิบัติใน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐานทั้งไทยและสากล เช่น Thai GAP, Global GAP, Roundtable of Sustainable Palm Oil (RSPO), Bonsucro เป็นต้น โดยไม่ได้บังคับให้ทุกกิจกรรมได้รับการรับรอง แต่เปิดโอกาสให้ฟาร์มหรือผู้ประกอบการค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ระบบการได้รับการรับรอง (Certification) ได้ในระยะยาว ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำการเกษตร และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในการทำการเกษตรได้ด้วย 

ด้วยเหตุผลข้างต้น การกำหนดเกณฑ์ตามแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยไม่ได้ประเมินความยั่งยืนจากผลลัพธ์สุดท้ายที่วัดยาก แต่พิจารณาจากวิธีการดำเนินงานที่ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของระบบเกษตร ซึ่งสามารถนำไปใช้จริง และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ค่อย ๆ ยกระดับแนวปฏิบัติของตนเองไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาวได้  

ตัวอย่างการประเมินกิจกรรมภาคเกษตรภายใต้ Thailand Taxonomy กับการนำไปใช้สองทางเลือก 

ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการปลูกอ้อย ในกลุ่มกิจกรรมการเพาะปลูก กิจกรรมการปลูกอ้อย โดยกิจกรรมการปลูกอ้อยอย่างยั่งยืน (รูปที่ 2) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายภาคส่วน ตัวอย่างเช่น ภาคธนาคารอาจใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขสำหรับการให้กู้ยืมในรูปแบบ “เงินกู้สีเขียว” สำหรับโครงการปลูกอ้อยยั่งยืน หรือบริษัทเอกชนที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตก็สามารถนำเกณฑ์ไปใช้ได้เช่นกัน โดยในขั้นแรก ผู้ดำเนินการต้องมีคำชี้แจงว่าพื้นที่ฟาร์มมีการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย จากนั้นตรวจสอบว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดและวัตถุประสงค์ของ Taxonomy รวมถึงกิจกรรมนั้นเข้าข่ายกิจกรรมในภาคเกษตรหรือไม่ หากผ่านเกณฑ์ จึงสามารถเลือกแนวทางการนำไปใช้ได้ 2 ทางเลือก เพื่อประเมินว่าแนวทางปฏิบัตินั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตาม Thailand Taxonomy หรือไม่ ดังนี้ 

ทางเลือกที่ 1: ได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่ระบุใน Thailand Taxonomy เช่น Bonsucro หรือ Smartcane BMP ซึ่งเป็นมาตรฐานการปลูกอ้อยที่สอดคล้องกับเงื่อนไขของ Thailand Taxonomy ภาค เกษตร 

ทางเลือกที่ 2: จัดทำ “แผนการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการ” (Integrated Farm Management Plan : IFMP) เพื่อใช้เป็นเอกสารยืนยันว่าฟาร์มได้ดำเนินกิจกรรมตามเกณฑ์ของ Thailand Taxonomy โดยแผน IFMP ต้องประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สถานการณ์ ปัจจุบันของฟาร์ม แนวทางการปรับตัวหรือเปลี่ยนผ่าน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และมาตรการป้องกันความเสีย หายต่อสิ่งแวดล้อม 

Thailand Taxonomy ภาคเกษตร 

เมื่อดำเนินการตามแนวทางใดแนวทางหนึ่งแล้ว จะต้องทำการตรวจสอบด้วยว่ากิจกรรมการเพาะปลูกอ้อย ไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อวัตถุประสงค์ทางสิ่งแวดล้อมอื่น หรือ บรรลุเงื่อนไขการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (Do No Significant Harm: DNSH) และการปฏิบัติงานโดยรวมของทั้งองค์กรต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศไทย หรือ  บรรลุข้อกำหนดการคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม (Minimum Social Safeguards: MSS) เมื่อผ่านทั้ง 3 ขั้นแล้ว โครงการการปลูกอ้อยนี้จึงจะได้รับสถานะว่าสอดคล้องตาม Taxonomy หรือเป็นสีเขียว นั่นเอง (ดูรูปที่ 2 เพิ่มเติม) 

รูปที่ 2 ตัวอย่างใช้ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร สำหรับกิจกรรมการปลูกอ้อยอย่างยั่งยืน 

ตัวอย่างการนำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตรไปใช้ – Thai Union กับเงินกู้เพื่อความยั่งยืนทางทะเลสำหรับกิจกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 

ในปี 2568 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) โดยได้มีการจัดสรรเงินทุน “Blue Loan” มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนในไทย ที่อ้างอิงตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ใน Thailand Taxonomy ภาคเกษตร 

ภายใต้เงื่อนไขของเงินกู้นี้ บริษัทจะขยายการจัดซื้อกุ้งจากฟาร์มที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล เช่น Aquaculture Stewardship Council (ASC) หรือ Best Aquaculture Practices (BAP) กิจกรรมทั้งหมดนี้ถูกระบุไว้ใน Thailand Taxonomy ว่าเข้าข่ายกิจกรรมที่ “มีความยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรภายใต้หมวด การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่สามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลได้ 

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า Thailand Taxonomy สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความชัดเจนและความน่าเชื่อถือให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสถาบันการเงินที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึง บทบาทของภาคเอกชนไทยในการใช้ Thailand Taxonomy เป็นแนวทางส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนฟาร์มเกษตรกรรายย่อยให้ยกระดับการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความยั่งยืนตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงตลาดโลก 

ข้อเสนอแนะในการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ในภาคเกษตรเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่มีส่วนร่วม 

แม้ว่า Thailand Taxonomy สำหรับภาคเกษตรจะได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทของไทยดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่การทำให้แนวทางเหล่านี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างกว้างขวางและยั่งยืน จำเป็นต้องมีกลไกเสริมที่เชื่อมโยง Thailand Taxonomy เข้ากับแรงจูงใจ ระบบตลาด และโครงสร้างสนับสนุนจากหลายภาคส่วน  

การผลักดันให้ Thailand Taxonomy เป็นมากกว่า “คู่มือจำแนกกิจกรรม” ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นหัวใจของระบบเกษตรไทย 

ภาครัฐ: จากผู้ออกแบบเกณฑ์ สู่ผู้ออกแบบแรงจูงใจในการยกระดับแนวปฏิบัติ 


ภาครัฐควรใช้ Thailand Taxonomy เป็นเครื่องมือประกอบการออกนโยบาย เช่น การจัดสรรงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (green procurement) การเข้าถึงสินเชื่อภาครัฐ หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนี้ Thailand taxonomy ยังสามารถเชื่อมโยงกับกลไกกำกับอื่น เช่น การออกใบอนุญาตมาตรฐาน GAP หรือการประเมิน EIA สำหรับโครงการขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ESG และวางนโยบายที่ตอบสนองต่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ภาคการเงิน: จากผู้สนับสนุนเงินทุน สู่ผู้สร้างตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่สอดคล้องกับ Taxonomy 

โดยการจำแนกแนวปฏิบัติออกเป็นระดับต่าง ๆ ทำให้ Thailand Taxonomy สามารถนำไปใช้เป็น ฐานในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การจัดกลุ่มลูกค้า การออก Green Loan หรือ Transition Loan ที่เชื่อมโยงกับแนวทางปฏิบัติของเกษตรกร การกำหนดเกณฑ์สำหรับกองทุนพัฒนา SME หรือกองทุนเกษตรที่ยั่งยืน เป็นต้น 

นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังสามารถใช้ Thailand Taxonomy เพื่อประเมินพอร์ตสินเชื่อ, ประเมินความเสี่ยง, และออกแบบ รายงานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานในประเทศและต่างประเทศ 

ภาคเอกชน: จากผู้ซื้อวัตถุดิบสู่ผู้ขยายแรงจูงใจ 

ผู้จัดซื้อวัตถุดิบ เช่น โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก หรือค้าปลีก อาจใช้ Thailand Taxonomy เป็นแนวทางกำหนดนโยบายการจัดซื้อ เช่น การตั้งเป้าสัดส่วนการจัดซื้อจากฟาร์มที่มีแนวปฏิบัติยั่งยืน หรือใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการประเมิน supplier ดังเช่นในกรณีของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ข้างต้น เมื่อแนวทางการจัดซื้อถูกเชื่อมโยงกับเกณฑ์ หรือระบบรับรอง (certification) ภายใต้ Thailand Taxonomy ทำให้เกิดแรงจูงใจสำหรับผู้ผลิต และช่วยช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรปรับตัวเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนและโอกาสที่ดีขึ้น 

การนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ในระดับฟาร์มต้องอาศัยมากกว่าคู่มือหรือการสื่อสารเชิงรณรงค์ แต่อาจต้องมี กลไกสนับสนุนที่เข้าถึงได้และเหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรแต่ละกลุ่มด้วย เช่น: 

  • หน่วยให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคในชุมชน 
  • การสนับสนุนต้นทุนเริ่มต้น เช่น เมล็ดพันธุ์ วัสดุชีวภาพ หรืออุปกรณ์สำหรับการจัดการน้ำ 
  • แพลตฟอร์มข้อมูลกลางสำหรับเข้าถึงแนวทางปฏิบัติด้วยตนเอง 
  • ระบบความร่วมมือกับกลุ่มสหกรณ์หรือผู้จัดซื้อ เพื่อยกระดับแนวปฏิบัติของสมาชิกให้สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy 

ภาคประชาชน: เสริมพลังด้วยข้อมูลและความเข้าใจ 

นอกจากผู้ผลิตและผู้จัดซื้อแล้ว “ผู้บริโภค” หรือภาคประชาชน ก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตทางการเกษตรให้ยั่งยืนผ่านพฤติกรรมการเลือกซื้อ หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีระบบฉลากหรือการรับรองที่น่าเชื่อถือ ก็จะช่วยเสริมแรงความต้องการ (demand) ต่อสินค้าที่ผลิตตามเกณฑ์ที่ระบุใน Thailand Taxonomy ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่ควรส่งเสริมคือ การพัฒนาระบบฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากอาหารที่เชื่อมโยงกับเกณฑ์ของ Thailand Taxonomy ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะสินค้าเกษตรที่ผ่านแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนได้อย่างชัดเจน เช่น ข้าวจากฟาร์มที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพและจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ กุ้งจากฟาร์มที่ผ่านระบบควบคุมคุณภาพน้ำและไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ผักผลไม้จากแปลงที่ลดการใช้สารเคมี เป็นต้น 

ฉลากดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “กลไกสื่อสาร” ที่เชื่อมผู้บริโภคกับเกษตรกรอย่างโปร่งใส และช่วยสร้างแรงจูงใจทางตลาดสำหรับผู้ผลิตที่ยกระดับแนวปฏิบัติของตน นอกจากนี้ ควรมีการสื่อสารและรณรงค์ต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง เกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่จำเป็นต้องอิงเฉพาะ certification สากลเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงกับแนวปฏิบัติที่พัฒนาในบริบทของไทย โดย Thailand Taxonomy เป็นฐานกลางของระบบนี้ 

หาก Thailand Taxonomy โดยเฉพาะภาคเกษตรถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ “ช่วยยกระดับ” มากกว่า “กีดกันผู้ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์” ก็จะสามารถเปลี่ยนจากเครื่องมือเชิงเทคนิคให้กลายเป็นกลไกยกระดับการดำเนินการและสร้างโอกาสในระบบเกษตรกรรมของไทยได้อย่างแท้จริง และควรใช้เป็น “แนวทางร่วม” ที่ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ หากมีการออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม กลไกสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และการสร้างระบบความเข้าใจร่วมในทุกระดับ  

บทความโดย ชยภัทร ภัทรพันธุ์ชัย นักวิจัยด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน และปณิดา พรานพนัส นักวิจัยนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและการลดก๊าซเรือนกระจก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 

ติดตามอ่านบทความต่อไปที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Thailand Taxonomy ได้ที่เว็บไซต์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

นักวิจัย

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด