tdri logo
tdri logo
4 กันยายน 2025
Read in 5 Minutes

Views

จากปฐมวัยสู่แรงงาน… ส่องช่องว่าง-ทางออกพัฒนาทุนมนุษย์ไทย

ปี 2563 ธนาคารโลกเปิดเผยว่า เด็กไทย อายุ 18 ปี พัฒนาตนเองได้เพียง 61% ของศักยภาพที่ควรจะเป็น ถือว่าต่ำและน่ากังวลมาก โดยเฉพาะท่ามกลางการลดลงของประชากรที่ต้องการพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง

สอดรับกับนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Daron Acemoglu และ James Robinson ที่ระบุว่าประเทศจะมั่นคงต้องมีทั้งภาครัฐ และประชาชนที่แข็งแรง ซึ่งส่วนสำคัญคือ การพัฒนาคนหรือ “ทุนมนุษย์” ดังนั้น เมื่อไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยิ่งสะท้อนความจำเป็นในการทดแทน “ปริมาณ” ด้วย “คุณภาพ” ของวัยแรงงาน เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทว่า…ไทยยังเผชิญอุปสรรคหลายประการในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ตั้งแต่ต้นน้ำ เด็กไทยขาดการดูแลที่เหมาะสมในระดับปฐมวัยทั้งในด้านสุขภาพและพัฒนาการ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เด็กไทย อายุ 0-5 ปี 35% มีพัฒนาการไม่สมวัย 13% แคระแกร็น 6% ผอมแห้งและ 9% น้ำหนักเกิน

ปัญหาข้างต้นมักเกิดจากการให้ความช่วยเหลือทางสังคมที่ไม่ครอบคลุมและไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ไม่เพียงพอหรือเข้าถึงได้ยาก ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบมากกับครอบครัวรายได้น้อย

นโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กโดยเร็วที่สุด กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ควรปรับเงินอุดหนุนเด็กให้เพียงพอ และถ้วนหน้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรขยายอายุรับเด็กเล็กเข้าศพด. ให้ต่ำกว่า 2 ปีครึ่งและพัฒนาศพด. ให้มีคุณภาพ ส่วนกระทรวงแรงงานควรขยายสิทธิการลาคลอดและส่งเสริมพื้นที่เลี้ยงดูบุตรในสถานที่ทำงาน

ปัญหาจากปฐมวัยส่งต่อถึงผลการศึกษาในวัยเรียน การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในไทย (MICS 2022) พบว่านักเรียน ป.2 เพียง 42% เท่านั้นที่มีทักษะภาษาและการคำนวณตามเกณฑ์ ส่วนคะแนน PISA ในปี 2565 พบว่าเด็กไทยมีคะแนนตกลงทุกวิชาจากปี 2561 และเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด สาเหตุเกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรในการเรียนและครู (โดยเฉพาะร.ร.ขนาดเล็ก) การขาดแรงจูงใจในการเรียน สภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย และความช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอต่อกลุ่มเปราะบาง

มาตรการควรมุ่งยกระดับการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานถ้วนหน้าและมีคุณภาพ โดยเจ้าภาพหลักอย่างสพฐ. ควรจัดสรรทรัพยากรการศึกษาตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ พัฒนาบุคลากรครูให้มีคุณภาพภายใต้หลักสูตรฐานสมรรถนะ จัดให้มีการเฝ้าระวังและรายงานความรุนแรงอย่างเหมาะสม พัฒนากรอบแนวคิดแบบเติบโต (growth mindset) ร่วมกับจัดหาความช่วยเหลือทางการเงินอย่างครอบคลุมและเพียงพอ เช่น เงินอุดหนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และปรับการเรียนรู้ให้เอื้อต่อนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์และคนพิการ

นอกจากนี้ เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอายุ 15-24 ปี ส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือ การฝึกอบรม (NEET) คิดเป็น 12.8% หรือ 1.18 ล้านราย สาเหตุมาจากความช่วยเหลือทางสังคมที่ไม่เพียงพอ เช่น ด้านการเงินที่อาจไม่สอดรับ “ค่าเสียโอกาส” ในการเรียนต่อแทนการทำงาน อุปสรรคอื่น ๆ ด้านภาษา การเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ของคนพิการ แม่วัยใส การจ้างงานในพื้นที่ซบเซา และการฝึกอบรมนอกโรงเรียนที่ไม่ตอบโจทย์

ความช่วยเหลือเพื่อลดการหลุดจากระบบการศึกษาจึงควรทำใน 2 มิติ ด้านการเงิน กสศ. กยศ. และ ศธ. ควรปรับให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้เพียงพอและครอบคลุมกับกลุ่มเปราะบาง ส่วนในด้านอื่น ๆ ศธ. ควรปรับให้การเรียนการสอนมีความยืดหยุ่นสำหรับทุกคน พัฒนา growth mindset ของนักเรียน และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ส่วนเยาวชนกลุ่ม NEET ควรได้รับชุดความช่วยเหลือจากการบูรณาการในระดับท้องถิ่นเพื่อออกแบบแนวทางการจัดการปัญหารายบุคคล

อย่างไรก็ดี แม้คนที่เรียนจบสูงก็ยังหางานให้ตรงกับที่ศึกษายากมากถึง 56% ทำงานที่ไม่ตรงสาย และอีก 27% ทำงานใช้ทักษะต่ำกว่าวุฒิ ซึ่งเกิดจากความต้องการแรงงานทักษะสูงเติบโตช้า ส่วนภาคการศึกษาก็ผลิตบัณฑิตออกมาจำนวนไม่ตอบสนองกับความต้องการของตลาดแรงงาน (ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่ให้ความสำคัญกับการแนะแนวเท่าที่ควร) อีกทั้งคุณภาพการศึกษายังถูกซ้ำเติมด้วยความเหลื่อมล้ำของงบประมาณและบุคลากร

การแก้ปัญหาการศึกษาระดับสูงจึงควรยกระดับคุณภาพและลดรอยต่อกับตลาดแรงงาน โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรพิจารณาโมเดลลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากร และ “เชื่อมรอยต่อ” โดยร่วมมือกับภาคธุรกิจวางแผนหลักสูตรตามฐานข้อมูลตลาดแรงงานกลาง (LMIS) นอกจากนี้ อว. ควรบูรณาการกับกรมการจัดหางานเพื่อยกระดับเครื่องมือการจัดหางานให้มีประสิทธิภาพ และร่วมกับ ศธ. เพื่อให้ความสำคัญกับวิชาแนะแนวให้นักเรียนค้นหาตัวเองได้อย่างเหมาะสม

ที่ปลายน้ำ แรงงานไทยยังขาดการพัฒนาทักษะที่มีประสิทธิภาพ การสำรวจสภาวะ การทำงานของประชากร (LFS) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 พบว่ามีแรงงานไทยเพียง 2.6% ที่เข้ารับการฝึกพัฒนาฝีมือในรอบปี และในจำนวนนี้มีเพียง 39.4% มีงานทำหลังการฝึกตามข้อมูลจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และส่วนมากไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มรายได้ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะคนไทยยังไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเท่าที่ควร การพัฒนาทักษะอาชีพแบบดั้งเดิมก็ไม่ได้คำนึงทักษะพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การรับรู้ภาษา ทักษะทางดิจิทัล และทักษะทางสังคมและอารมณ์

นโยบายเรือธงในเรื่องนี้จึงควรบูรณาการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพ โดยบูรณาการระหว่างเจ้าภาพเดิม เช่น กพร. หรือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ร่วมกับภาคเอกชนให้ได้หลักสูตรที่ขับเคลื่อนจากความต้องการทักษะแรงงานจริง ครอบคลุมทักษะขั้นพื้นฐาน พร้อมให้เครดิตจูงใจ และมีการรับรองทักษะ (เช่น ผ่านระบบของ สคช.) อย่างเป็นรูปธรรม

คนไทยทุกคนต้องได้รับการส่งเสริมทุนมนุษย์อย่างไร้รอยต่อทุกช่วงวัย คานงัดที่สำคัญคือการยกระดับการคุ้มครองทางสังคมแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้มีพัฒนาการ การศึกษา และพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเต็มศักยภาพ ความสำเร็จที่ได้รับจะเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

บทความโดย ดร. สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง และ วราวิชญ์ โปตระนันทน์ นักวิจัยทีดีอาร์ไอ

เผยแพร่ครั้งแรก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 21 สิงหาคม 2568

นักวิจัย

ดร. สมชัย จิตสุชน
ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด