นักวิจัยทีดีอาร์ไอคนแรก
ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงทศวรรษ 2520 “ดร.อัมมาร สยามวาลา” ใช้ชีวิตในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร ที่ International Food Policy Research Institute (IFPRI)
แต่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ จากแนวคิดที่จะตั้งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในปี 2527 โดย ดร. เสนาะ อูนากูล เลขาธิการสภาพัฒน์ในขณะนั้น และดร. อาณัติ อาภาภิรม ซึ่งต่อมาจะเป็นประธานคนแรกของทีดีอาร์ไอ เดินทางไปถึงวอชิงตัน ดี.ซี. ทาบทาม ดร. อัมมารให้มาร่วมงานด้วยกันที่สถาบันวิจัยแห่งนี้
หัวข้อในการสนทนาของบุคคลสำคัญทั้งสามคือ การทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะในประเทศไทยอยู่บนหลักการของการมีข้อมูลจากการวิจัยนโยบายที่มีความเป็นอิสระ โดยจัดตั้งให้ทีดีอาร์ไอเป็น “คลังสมอง” แห่งแรกของประเทศ
การชักชวนครั้งนั้นประสบความสำเร็จ ดร.อัมมาร ตอบรับและกลับมาเป็นนักวิจัยคนแรก โดยร่วมก่อตั้งและวางรากฐานของทีดีอาร์ไอ และต่อมาเป็นประธานสถาบันคนที่ 5 และเป็นนักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอจนวินาทีสุดท้าย
จักรวาลงานวิจัยของอัมมาร
“ที่ผมเชื่อในตลาด ไม่ใช่เพราะผมหลงใหลหรือเชื่อว่าตลาดให้สวัสดิภาพและสวัสดิการกับประชาชน หรือมีความวิเศษวิโสอะไรหนักหนาหรอก แต่เป็นเพราะผมหมดหวังในรัฐบาล”
ครูของครู
ดร.อัมมาร มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบุกเบิกงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ภาคเกษตรสมัยใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะการศึกษาตลาดข้าวอย่างลึกซึ้ง ความสนใจของดร.อัมมาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลไกทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่สนใจชีวิตของชาวนาด้วย ดร.อัมมาร เป็นแนวหน้าที่ต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก ‘พรีเมียมข้าว’ ที่เป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทำให้ชาวนาถูกกดราคาขายข้าว
ดร.อัมมาร ยังขยายการวิจัยไปสู่ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรและคนในชนบท ทั้งการศึกษานโยบายปุ๋ยแห่งชาติ สินเชื่อในชนบท กลุ่มเศรษฐกิจอย่างสหกรณ์การเกษตร การแทรกแซงของรัฐบาลในตลาดข้าว และตลาดพืชผลเกษตรอื่น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อยและน้ำตาล ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “ครูของครู” จากการมีนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรชั้นนำหลายคนมาร่วมงานด้วย
“ทำไม อ.อัมมาร จึงสนใจเรื่องการเกษตร เพราะเป็น Sector ที่น่าสงสารที่สุด เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง คนที่มีอำนาจต่อรองเอาผลประโยชน์ไปหมด อาจารย์เล็งเห็นว่าพวกเขาเสียเปรียบ จำเป็นต้องหานโยบายช่วยคนเหล่านี้ และต้องช่วยถูกวิธีด้วย” ดร.อาณัติ อาภาภิรม สะท้อนแนวคิดของ ดร.อัมมาร
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีคนเหมารวมเกษตรกร และคนในชนบทมีค่านิยมด้านลบต่าง ๆ ดร.อัมมารจะพูดเสมอว่า “หากชาวบ้านคนหนึ่งทำอะไร แล้วเรารู้สึกแปลกก็อาจจะพอได้ แต่หากชาวชนบทเป็นหมื่นเป็นแสนมีพฤติกรรมเหมือน ๆ กัน เราจะด่วนสรุปอย่างนั้นไม่ได้ แต่ควรสรุปว่า เรายังไม่รู้ เรายังไม่เข้าใจเขา และต้องศึกษาให้เข้าใจว่า ทำไมคนจำนวนมากขนาดนั้นจึงคิดหรือทำอย่างนั้น” ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรกล่าว
ความเที่ยงตรงต่อข้อเท็จจริงเป็นหลักการทำงานที่ดร.อัมมาร ยึดมั่นมาโดยตลอดชีวิตของการเป็นนักวิชาการ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักเศรษฐศาสตร์และอดีตประธานทีดีอาร์ไอ เล่าให้ฟังว่า เวลาทำงานดร.อัมมารจะมีแนวคิด มีข้อสมุติฐาน เป็นตัวนำทาง แต่จะไม่ยึดมั่นตายตัวในทฤษฎี
“อาจารย์พูดตลอดเวลาว่าเมื่อเจอข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับทฤษฎี จงดีใจว่าเราได้เจอของใหม่แล้ว ทิ้งทฤษฎีเก่าไปพัฒนาทฤษฎีใหม่”
ปราชญ์เศรษฐศาสตร์ผู้กล้าหาญ
นอกจากภาคเกษตรแล้ว ดร.อัมมาร ยังสนใจประเด็นต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจสาธารณะอย่างกว้างขวาง โดยศึกษาถึงบทบาทของภาครัฐในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนระบบอุปถัมภ์และธุรกิจการเมือง จากการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจนี้เองที่ทำให้ดร.อัมมาร เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับฟองสบู่ก่อนเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 2540
“Ivory Tower” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “หอคอยงาช้าง” เป็นนามปากกาที่ ดร.อัมมาร ใช้เขียนบทความเสนอแนวคิดลดค่าเงินบาทเพื่อแก้สถานการณ์ในขณะนั้น แต่ถูกโจมตีจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก ทว่าเมื่อถึงทางตันเมื่อทุนสำรองหมด เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และต่อมาดร.อัมมาร เป็นหนึ่งในกรรมการอิสระวินิจฉัยข้อเท็จจริง ซึ่งจัดทำ “รายงานศปร.” ที่วิเคราะห์สาเหตุที่นำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง อันลือลั่นด้วย
ท่านจึงเปลี่ยนความหมายของคำว่า “หอคอยงาช้าง” จากเดิมที่หมายถึงการห่างไกลจากประชาชน เป็นการใช้วิชาการมองไกล เพื่อเตือนภัยล่วงหน้า
ดร.อัมมาร ยังมีความกล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ที่สร้างผลเสียต่อประชาชนแม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมสุดโต่งที่ใช้งบประมาณมหาศาล แต่ไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดประโยชน์น้อยและมีผลทำลายเศรษฐกิจ
“สิ่งที่ผมไม่ชอบนโยบายประชานิยมของไทย เพราะมันทำให้การเมือง ‘ถูกลง’ (จนเหมือนเป็นของฟรี) เนื่องจากทุกคนพูดกับประชาชนเหมือนกันหมดว่าคุณจะได้อย่างโน้น คุณจะได้อันนี้ โดยที่ทุกคนก็จะมัวแต่คิดเหมือนกันหมดว่าตัวเองจะได้อะไร ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง” (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 2556)
นักวิชาการที่คิดถึงคนจน
ดร.อัมมาร ให้ความสำคัญอย่างสูงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะคนยากจนและด้อยโอกาส ในช่วงหลัง ดร.อัมมาร มุ่งเน้นงานวิจัยไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ จนเป็นหนึ่งใน “เสาหลัก” ของเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศไทย โดยช่วยวางรากฐานสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและวางระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพของประเทศ
“อาจารย์พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลข แต่คือเรื่องชีวิตและความเป็นธรรมของประชาชน สิทธิการรักษาพยาบาลที่เสมอภาคและเข้าถึงได้ของคนไทยทุกคน ได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้ยากไร้นับล้าน ลดการล้มละลายทางการแพทย์ สร้างความมั่นคงทางสังคม และเป็นความภูมิใจของชาติ” (ชมรมแพทย์ชนบท 2568)
ดร.อัมมาร จึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่คิดถึงคนจน เป็นครูของครู และเป็นผู้นำแสงสว่างทางปัญญามาต่อสู้กับความมืดอย่างกล้าหาญ และแสงนั้นจะยังคงส่องสว่างไปตลอด
อัมมารในความทรงจำ
“อ.อัมมาร เตือนสติพวกเรา นักวิชาการเป็นกลางไม่ได้ เวลาทำนโยบายสาธารณะ อย่าไปสนใจใครจะด่าเรา เพราะเขาเสียประโยชน์ แต่ว่าเราทำโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยึดหลักวิชาการ อิงความจริง อิงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เพราะฉะนั้นใครจะด่า ใครจะไม่ชอบเรา มันช่วยไม่ได้
…ถ้าได้สนทนากับอ.อัมมารเป็นประจำ จะไม่เห็นท่านพูดถึงตัวเองแม้แต่คำเดียว ท่านจะพูดถึงสาธารณะ และภาคส่วนต่าง ๆ อันนี้คือตัวตนของอ.อัมมาร”
-ดร.อาณัติ อาภาภิรม (2568)-
“ท่านยึดติดกับอาชีพทางวิชาการมาโดยตลอด ไม่เคยมองความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นทางผ่านไปสู่สิ่งอื่น ไม่ว่าจะสู่ตำแหน่งทางการเมือง หรือ ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่มองความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นจุดสูงสุดที่ท่านพึงประสงค์”
–ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ (2542)-
“สำหรับลูกศิษย์ลูกหาของอ.อัมมารนั้น เห็นว่าอาจารย์เปรียบเสมือนหิ่งห้อยที่ให้แสงสว่างในความมืด มิใช่นีออนที่ประชันกันด้วยแสงสี ในหนทางที่แสงสว่างไม่ได้จำเป็นหรือเป็นที่ต้องการเลย”
-ดร.มิ่งสรรพ ขาวสอาด (2542)-
“อาจารย์ให้ความสำคัญมาอย่างสูงต่อการที่นักวิชาการจะต้องมีบทบาทในการช่วยให้ทิศทางแก่สังคม โดยมีความเป็นอิสระ ไม่เป็น ‘มือปืนรับจ้าง’ ทำตามใบสั่ง ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงขอมาทำงานกับองค์กรอย่างทีดีอาร์ไอ”
-ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (2568)-
“ท่านปกครองแบบเป็นญาติสนิท บางคนถือท่านเป็นพ่อ ไม่รู้สึกเลยว่านี่คือเจ้านาย เป็นคนที่นักวิจัยรุ่นหนุ่ม รุ่นสาวกล้าเข้าหา เรียกท่านว่าลุง กล้ากระเซ้าเย้าแหย่ เป็นมนุษย์ มีเมตตาธรรม แต่งานวิจัยท่านเฮี้ยบ ไม่ได้ดุ แต่เป็นการสอน แลกเปลี่ยน วิญญาณของท่านเป็นนักวิชาการแท้ ๆ”
– ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร (2568)-
“อ.อัมมารเป็นอีกหนึ่ง ‘คนตรงในประเทศที่ยังคด’ จุดยืนทางวิชาการที่ตรงไปตรงมาเสมอ มีความกล้าหาญ มีจิตเสรี กล้าตั้งคำถามกับทุกเรื่อง และยังสามารถหาคำตอบให้กับเกือบจะทุกเรื่องที่ตั้งคำถามได้เช่นกัน ถือได้ว่าเป็น inclusive economist รุ่นแรก ๆ ของไทย ที่สนใจในชีวิตคนเล็กคนน้อยมาตลอด”
-ดร.สมชัย จิตสุชน (2568)-
“คำว่า ‘นักวิชาการหอคอยงาช้าง’ เป็นคำที่ฝ่ายซ้ายดูแคลนนักวิชาการที่พวกเขาเห็นว่าไม่ติดดิน การที่อาจารย์อัมมารเลือกใช้นามปากกา ‘หอคอยงาช้าง’ และ ‘Ivory Tower’ เขียนบทความเสนอให้ลดค่าเงินบาทก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เป็นการแสดงจุดยืนที่อาจารย์ยึดถืออย่างมั่นคงมาโดยตลอดว่า วิชาการที่ถูกต้องมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับสังคมไทย ไม่ใช่นโยบายที่ฟังดูดีแต่กลับสร้างความเสียหายกับประเทศชาติและประชาชนรวมทั้งผู้ด้อยโอกาสจริง ๆ”
-ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง (2568)-
“ผลงานของอาจารย์คือตัวอย่างชั้นยอดของการสร้างimpact อาจารย์พูดเสมอว่าไม่ต้องสนใจว่างานที่เราทำนั้นจะเป็นmasterpiece หรือไม่ แต่งานของอาจารย์แทบทุกชิ้นกลับเป็น masterpiece ที่พวกเรากล่าวถึงอยู่เสมอ ความพร้อมและเปิดใจยอมรับข้อมูลใหม่ ๆ โดยไม่อวดอ้างว่าตนรู้มากกว่าใครทำให้อาจารย์เป็นที่ยอมรับของผู้คนในแวดวงอื่น สิ่งที่พวกเราได้รับจากอ.อัมมาร ไม่ใช่แค่ความรู้แต่เป็นปรัชญาที่นำมาปรับใช้ในชีวิตและงานได้ ‘ปราชญ์เศรษฐศาสตร์แห่งสยาม’ ผู้นี้จะเป็นที่รักและระลึกถึงของพวกเราตลอดไป”
-ดร. ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร (2568)-
“Ammar’s approachability, wit and acuity endeared him particularly to journalists. He insisted on maintaining a fiercely independent stance in telling his audience what they needed to hear rather than what they wanted to hear”
-Imtiaz Muqbil, a veteran Bangkok journalist (Nikkei,2568)-













