tdri logo
tdri logo
18 พฤศจิกายน 2025
Read in 5 Minutes

Views

บทบาทใหม่ภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในโลกใหม่

บุญวรา สุมะโน

กิรติพงศ์ แนวมาลี

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านในโลกยุคใหม่ ทั้งจากการแข่งขันระดับโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ขีดความสามารถภาครัฐ (State Capacity) คือ ความสามารถของรัฐในการกำหนด และดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิผลจริง[1] แต่ตัวชี้วัดสากลจำนวนมาก เช่น International Country  Risk Guide (ICRG) ชี้ว่า ขีดความสามารถภาครัฐไทยในภาพรวมยังน่ากังวลโดยมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าประเทศมาเลเซียและเวียดนามมาตั้งแต่หลังปี 2545

การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เป็นบทบาทเชิงรุกที่ยากสำหรับรัฐแม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากขีดความสามารถภาครัฐไทยในปัจจุบันยังมีจำกัด ภาครัฐจึงควรปรับบทบาทเป็น “ผู้สนับสนุนภาคเอกชน” เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยภาครัฐยังต้องมีขีดความสามารถขั้นต่ำเพื่อร่วมมือกับเอกชน ได้แก่ ความสามารถในการประสานงานและบูรณาการ ความสามารถในการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ ความสามารถในการดำเนินการอย่างโปร่งใส และความสามารถในการรักษาสัญญา

ข้อเสนอของบทความนี้ คือ ภาครัฐควรร่วมมือกับเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ผ่านกลไก “Reinvent Thailand” ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยใช้โจทย์เอกชนเป็นตัวตั้ง แล้วร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา มีเจ้าภาพที่ชัดเจนเพื่อดำเนินการตามข้อตกลง และมีกลไกติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ

กลไก Reinvent Thailand อาจแบ่งเป็นคณะอนุกรรมการ 3 ด้านหลักที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ ทักษะ นวัตกรรม และกฎระเบียบ โดยจะขอยกตัวอย่างข้อเสนอการทำงานของคณะอนุกรรมการ Reinvent Thailand ด้านกฎระเบียบ ซึ่งเป็นด้านที่เดิมทีแล้วภาครัฐมีบทบาทสูงและไม่ค่อยได้เปิดโอกาสในเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม

ที่ผ่านมาพบว่า กฎระเบียบและกระบวนการอนุญาตในการประกอบธุรกิจจำนวนมากยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมและบริการใหม่ที่มีพลวัตรสูงและต้องอาศัยเงินทุนและทักษะความรู้มากมาย เช่น:

  • การขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงเพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทย ยังอยู่ภายใต้หลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนจำนวนมาก และแม้จะมีการปรับใช้ระบบ online แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีความยุ่งยากเนื่องจากระบบยังเป็นการแยกส่วนและไม่เชื่อมต่อกัน ในขณะเดียวกฎหมายที่มีอยู่ก็ยังไม่ได้มีการปรับปรุง ทำให้การเข้ามาทำงานแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เช่น การอบรมถ่ายทอดความรู้ ก็ยังต้องขอรับใบอนุญาตทำงาน สร้างภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลาค่อนข้างมาก
  • การขออนุญาตผลิตสินค้าและส่งออกสินค้าที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ก็ยังมีอุปสรรคโดยเฉพาะการขออนุญาตขึ้นทะเบียนอาหารและสูตรอาหาร ซึ่งใช้มาตรฐานเดียวกันสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงทุกประเภท แม้ระดับความเสี่ยงอาหารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน และหากมีข้อผิดพลาด ระบบไม่รองรับการแก้ไขเอกสาร online รวมทั้งระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนก็ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน กระทบต่อโอกาสในทางธุรกิจ
  • การประกอบกิจการท่องเที่ยวด้าน Wellness หรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตในปัจจุบัน แต่การปฏิบัติตามกฎระเบียบก็ยังมีความยุ่งยาก อาทิ การเปิดบริการโรงแรมเพื่อให้บริการ ต้องขอใบอนุญาตมากกว่า 10 ฉบับจากหลายหน่วยงาน และใบอนุญาตหลายประเภทก็ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันแล้ว เช่น ใบอนุญาตห้องออกกำลังกาย (Fitness) ซึ่งยังถือว่าเป็นกิจกรรมที่อันตรายต่อสุขภาพ เป็นต้น ในขณะเดียวกันกิจกรรมบางด้านในธุรกิจ Wellness ก็ยังไม่มีมาตรฐานกลางรองรับ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภคด้วย

ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปกฎระเบียบผ่านกลไก Reinvent Thailand คือ ตั้งคณะอนุกรรมการด้านกฎระเบียบภายใต้ Reinvent Thailand  เพื่อทำหน้าที่พิจารณาทั้งกฎหมายใหม่และทบทวนกฎหมายเก่า ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถสะท้อนปัญหาจากกฎระเบียบที่เกิดขึ้น และร่วมกันหาทางออกที่คำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้านแท้จริง

แนวทางดังกล่าวมีการใช้จริงแล้วในประเทศเกาหลีใต้ และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยการตั้งคณะกรรมการปฎิรูปกฎหมาย (Regulatory Reform Commission) ประกอบด้วยกรรมการ 20 คน เป็นตัวแทนจากภาครัฐ 7 คน และภาคส่วนอื่น 13 คน โดยมีประธานร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและตัวแทนภาคประชาชน ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสำคัญหลายเรื่อง ส่งผลให้ในปี 1997 เกาหลีใต้สามารถลดกฎหมายที่ไม่จำเป็นได้กว่าร้อยละ 50 ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ และช่วยยกระดับเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จนถึงปัจจุบัน

ภายใต้คณะอนุกรรมการ Reinvent Thailand ด้านกฎระเบียบ ควรมีการดำเนินการอย่างน้อย 3 ด้าน ดังนี้

1.ใช้แนวทางการทบทวนกฎหมายแบบ Thematic Review เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการ แทนการทบทวนรายฉบับและรายหน่วยงาน และวิเคราะห์ว่ากฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องในเรื่องเดียวกันทั้งหมดนั้น ส่วนใดที่มีการทับซ้อน หรือขัดแย้งกันหรือไม่ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับเป้าหมายนโนบายหลักของรัฐบาลเพียงไร ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินได้ว่าควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายส่วนใด หรือรวบรวมกฎหมายที่ซ้ำซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อลดภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายของภาคธุรกิจและประชาชน ในขณะเดียวกันหากเรื่องใดยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแล การทบทวนลักษณะดังกล่าวก็จะช่วยให้การออกแบบกฎหมายสอดคล้องกับทิศทางความต้องการของภาคธุรกิจด้วย

2.ปรับปรุง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ด้วยแนวคิด “Super License” เป็นการรวมใบอนุญาตย่อยที่เกี่ยวข้องกับกิจการเดียวให้สามารถยื่นครั้งเดียว อนุมัติแบบรวม โดยกำหนดใบอนุญาตหลักและผูกใบอนุญาตรองเข้าด้วยกัน แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้กระบวนการทำงานภาครัฐมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน ช่วยให้ธุรกิจและเอกชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลและยกระดับคะแนนความยากง่ายในประกอบธุรกิจตามกรอบ B-Ready ที่จัดอันดับโดยธนาคารโลกอีกด้วย

3.การกำหนดมาตรฐานที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจบริการท่องเที่ยวด้าน Wellness ซึ่งยังขาดมาตฐานในหลายด้าน คณะอนุกรรมการสามารถร่วมกันกำหนดมาตรฐานและกลไกการบังคับใช้ร่วมกัน เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรฐานดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค


[1] Francis Fukuyama, State-Building: Governance and World Order in the 21st Century (Ithaca, NY: Cornell University Press, 2004).   

นักวิจัย

ดร. บุญวรา สุมะโน
นักวิชาการอาวุโส
ดร. กิรติพงศ์ แนวมาลี
นักวิชาการอาวุโส

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด