ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่โครงสร้างการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มแรงงานอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ ได้กลายเป็นกำลังแรงงานสำคัญของประเทศ แต่กลับเผชิญช่องว่างด้านสิทธิและสวัสดิการเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ กรอบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ขณะที่ต่างประเทศหลายแห่งได้พัฒนากลไกและสวัสดิการเฉพาะเพื่อรองรับแรงงานกลุ่มนี้
มาตรการทางกฎหมาย เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณา บทความนี้จึงนำเสนอการวิเคราะห์มาตรการและข้อจำกัดในปัจจุบัน เทียบกับแนวทางต่างประเทศ และเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองแรงงานอิสระอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
1. มาตรการและข้อจำกัดของการคุ้มครองแรงงานอิสระในปัจจุบัน
ในปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้รูปแบบการทำงานของผู้คนหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่งานส่วนใหญ่อยู่ในระบบจ้างงานแบบมีนายจ้าง ลูกจ้าง มีสถานที่ทำงานและเวลาทำงานชัดเจน เริ่มเปลี่ยนเป็นการทำงานที่มีความยืดหยุ่น ทั้งในด้านเวลา สถานที่ และลักษณะของงาน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกว่า “แรงงานอิสระ” หรือที่มักรู้จักกันในชื่อ “แรงงานนอกระบบ” เช่น งานฟรีแลนซ์ที่รับงานเขียน งานออกแบบ คนขับรถส่งอาหารและส่งของที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์ม แม่ค้าออนไลน์ ยูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ผู้ค้าขายตามตลาดนัด หรือหาบแร่-แผงลอย เป็นต้น
โดยการทำงานจะไม่มีความสัมพันธ์แบบลูกจ้าง นายจ้างอย่างชัดเจน ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมแบบภาคบังคับ และมักจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานที่เน้นความสัมพันธ์ของนายจ้าง ลูกจ้าง และสัญญาจ้างที่เป็นทางการ
หากจะพิจารณาถึงมาตรการและกลไกในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ยังถือว่าไม่ได้รับการส่งเสริมที่เทียบเท่ากับแรงงานในระบบ แม้จะมีมาตรการส่งเสริมคล้าย ๆ กัน เช่น การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม โดยแรงงานอิสระสามารถสมัครเข้าร่วมระบบประกันสังคมได้แบบสมัครใจ (เป็นผู้ประกันตนมาตรา 40) แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับยังไม่ครอบคุลมและไม่ตรงต่อความต้องการของแรงงานอิสระ รวมถึงยังสามารถหลุดจากระบบได้ง่ายเนื่องจากใช้วิธีการเข้าร่วมแบบสมัครใจ หรือมาตรการส่งเสริมด้านอาชีพ แม้หน่วยงานภาครัฐจัดให้มีโครงการอบรมและฝึกอาชีพอยู่ทุกปี แต่การเข้าร่วมยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะแรงงานอิสระบางกลุ่มเท่านั้น
ส่วนมาตรการด้านสุขภาพ แรงงานอิสระส่วนใหญ่มักใช้สิทธิจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ซึ่งเป็นเพียงสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจัดสรรให้กับคนไทยทุกคนเท่านั้น จึงไม่ครอบคลุมในหลายกรณี เช่น ค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือตาย และค่าชดเชยรายได้ระหว่างป่วยหรือพักฟื้น เป็นต้น สำหรับมาตรการคุ้มครองแรงงานในด้านอื่นๆ เช่น การไม่เลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน การจัดให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม ถือเป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้กับแรงงานทุกประเภท นายจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติไม่ว่าจะมีการจ้างงานแบบใดก็ตาม
นอกจากนี้ กลไกคุ้มครองแรงงานอิสระ เช่น กระบวนการระงับข้อพิพาท ยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากแรงงานอิสระต้องแบกรับต้นทุนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสูงกว่าแรงงานในระบบ ขณะเดียวกัน การรวมกลุ่มหรือการจัดตั้งสหภาพแรงงานยังไม่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายอย่างชัดเจน ส่งผลให้แรงงานอิสระขาดศักยภาพในการเจรจาต่อรองและอยู่ในภาวะเสียเปรียบเชิงอำนาจต่อรองเมื่อเทียบกับนายจ้าง
สำหรับข้อจำกัดของกฎหมายในปัจจุบัน หากพิจารณาจากสิทธิที่แรงงานในระบบได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน เช่น การคุ้มครองเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา สิทธิในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดพักผ่อนประจำปี สิทธิลาป่วย ลาคลอด ลาพักร้อน การรับรองความมั่นคงในการทำงานจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น
จะเห็นว่า แรงงานอิสระไม่ได้รับสิทธิและการคุ้มครองในประเด็นดังกล่าวตามกฎหมายเลย ดังนั้น แม้ว่าแรงงานอิสระจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความหลากหลายของสภาพการทำงาน รูปแบบการจ้างงานที่ซับซ้อน จึงทำให้เกิดช่องว่างของกฎหมายและกลไกการคุ้มครองที่ไม่สามารถครอบคลุมถึงแรงงานอิสระได้อย่างเท่าเทียมกับแรงงานในระบบ
2. แนวทางของต่างประเทศในการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
จากงานวิจัยที่ผ่านมาได้ศึกษาบริบทของแรงงานอิสระในหลายประเทศ อาทิ สเปน บราซิลและอินเดีย ซึ่งในแต่ละประเทศมีความท้าทายต่อการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระที่แตกต่างกันไป ทั้งการกำหนดนิยามของแรงงานอิสระและการจัดสรรสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่อแรงงานแต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น
สเปน นิยามกลุ่มแรงงานอิสระว่า “แรงงานไม่ได้มาตรฐาน หรือ Non-Standard Worker” โดยได้แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ (1) แรงงานอิสระ (2) แรงงานเต็มเวลาที่มีสัญญาจ้างชั่วคราว (3) แรงงานพาร์ทไทม์ที่มีสัญญาจ้างชั่วคราว (4) แรงงานพาร์ทไทม์ถาวร และ (5) แรงงานในครอบครัว ซึ่งเป็นการแบ่งประเภทตามลักษณะและสภาพการทำงาน โดยประเทศสเปนมีการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานไม่ได้มาตรฐานหลายรูปแบบ เช่น มีกองทุนประกันค่าจ้าง (the Wage Guarantee Fund: FOGASA)[1] โดยมีวัตถุประสงค์เข้ามาช่วยเหลือแรงงาน เมื่อพบว่าทรัพย์สินของบริษัทนายจ้างไม่เพียงพอต่อการจ้างค่าจ้าง หรือค่าสวัสดิการที่ได้ตกลงไว้กับลูกจ้าง
นอกจากนี้ ยังออกกฎหมายแรงงานแพลตฟอร์ม ชื่อว่า the Rider’s Law โดยกฎหมายกำหนดให้แรงงานที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล[2] (คนส่งอาหาร คนส่งของ) ถือว่าเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ผู้รับจ้างอิสระด้วย ซึ่งทำให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการเช่นเดียวกับแรงงานในระบบ เช่น ประกันสังคมแบบภาคบังคับ การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิการลา สภาพการทำงานที่ปลอดภัย รวมถึงคุ้มครองการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น
บราซิล มีคำนิยามเรียกแรงงานอิสระว่า “แรงงานที่ไม่เป็นทางการ หรือ Informal Workers” โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) แรงงานที่ทำงานบ้าน (2) คนขายของตามตลาด (3) คนขายของข้างถนน (4) คนรับงานไปทำที่บ้าน และ (5) คนเก็บขยะ เป็นการแบ่งประเภทแรงงานตามลักษณะการประกอบอาชีพ สำหรับการส่งเสริมแรงงานไม่ทางการในบราซิลใช้ระบบที่เรียกว่า SUPERSIMPLES[3] ในการผลักดันให้การจ้างงานนอกระบบเปลี่ยนไปเป็นการจ้างงานในระบบผ่านการจัดการภาษี โดยทำให้การจัดเก็บภาษี การชำระเงิน การจ่ายเงินสมทบสู่กองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยรวมเข้าไว้ด้วยกัน หากผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์และทำให้แรงงานไม่ทางการสามารถเข้าสู่ระบบของรัฐได้ พร้อมสวัสดิการที่ครอบคลุม เช่น เงินบำนาญชราภาพ เงินชดเชยการเจ็บป่วยและบำนาญทุพพลภาพ สวัสดิการการคลอดบุตร ซึ่งสิทธิดังกล่าวครอบคลุมครอบครัวของแรงงานด้วย
นอกจากนี้ ยังมีกองทุนความช่วยเหลือทางสังคมสำหรับคนทำงานในชนบท (the Fund for Social Assistance to Rural Workers) สามารถเข้าเป็นสมาชิกผ่านระบบสมัครใจ มีการกำหนดเงินสมทบของลูกจ้างและนายจ้างหลายรูปแบบตามลักษณะการทำงาน อาทิ การคำนวณจากมูลค่าสินค้า การคำนวณจากฐานเงินเดือน คำนวณจากมูลค่าสินค้าที่ขายได้ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินบำนาญหลังเกษียณอายุ เงินบำนาญสำหรับความพิการ เงินช่วยเหลือกรณีป่วย เงินช่วยเหลืออุบัติเหตุ เงินเดือนระหว่างลาคลอด เงินชดเชยกรณีผู้สมทบเสียชีวิต และเงินช่วยเหลือคู่สมรสหรือผู้พึ่งพิงกรณีผู้สมทบเสียชีวิต เป็นต้น
และอินเดีย ใช้คำเรียกแรงงานอิสระว่า “แรงงานที่ไม่มีการรวมตัวกัน หรือ Unorganized Worker” ซึ่งเป็นนิยามที่ครอบคลุมถึงแรงงานที่ทำงานที่บ้าน แรงงานที่เป็นนายจ้างตนเอง หรือแรงงานรับจ้างในภาคไม่เป็นทางการ รวมถึงแรงงานอื่นที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานด้วย สามารถจัดประเภทออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ (1) คนงานที่ทำงานที่บ้าน (2) คนทำงานบ้าน (3) คนขายของข้างถนนและคนขายของในตลาด (4) คนเก็บขยะ (5) คนงานก่อสร้างนอกระบบ และ (6) คนงานขนส่งนอกระบบ ซึ่งเป็นการแบ่งประเภทตามอาชีพของแรงงาน
สำหรับสวัสดิการมีรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์ต่อแรงงานที่หลากหลาย เช่น กองทุนสวัสดิการชาวประมงแห่งเมืองเคเรล่า (the Kerala Fisherman Welfare Fund: KFMWMF) เป็นกองทุนที่มุ่งเป้าไปยังแรงงานประมงโดยเฉพาะและให้สวัสดิการที่สอดคล้องไปกับสภาพการทำงาน เช่น เงินช่วยเหลือแก่ชาวประมงที่ประสบภัยทุพพลภาพถาวรหรือชั่วคราว สิทธิการเงินกู้ยืมเงินหรือเงินช่วยเหลืออื่น เงินช่วยเหลือแก่ชาวประมงที่ประสบภัยเกี่ยวกับบ้านเรือนหรือเครื่องมือจับปลาหรือความเสียหายอื่นใดอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือเหตุไม่คาดฝัน และการให้ความช่วยเหลือยามชรา เป็นต้น ส่วนสวัสดิการถ้วนหน้าจะคล้ายกับกองทุนประกันสังคมของประเทศไทยที่ให้สิทธิกับแรงงานทุกคน ผ่านการเข้าร่วมแบบบังคับและแบบสมัครใจ
ดังนั้น จะเห็นว่าในแต่ละประเทศมีการกำหนดประเภทและนิยามของแรงงานอิสระที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศบราซิลและอินเดียกำหนดนิยามตามลักษณะของอาชีพ ส่วนประเทศสเปนกำหนดนิยามตามลักษณะและสภาพการทำงานซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายกันกับบริบทของประเทศไทย
นอกจากนี้ การส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบตามบริบทของแต่ละประเทศ เช่น หากมีการกำหนดประเภทของแรงงานตามลักษณะและสภาพการทำงานสามารถส่งเสริมและให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าได้ กล่าวคือ แรงงานอิสระทุกคนจะได้รับสิทธิและสวัสดิการนั้น หรือหากเป็นการจัดประเภทตามลักษณะของอาชีพ การส่งเสริมและให้สวัสดิการอาจอยู่ในรูปแบบเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถประยุกต์ใช้รูปแบบการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระได้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ สภาพสังคม และระบบกฎหมายที่มีอยู่ ตลอดจนความพร้อมด้านงบประมาณและศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การคุ้มครองมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และตอบสนองต่อความหลากหลายของแรงงานอิสระอย่างแท้จริง
3. มาตรการที่ควรจะมีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
จากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีหลักประกันทางสังคม เสริมสร้างความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ และสนับสนุนการรวมกลุ่มของแรงงาน ผ่านการกำหนดสิทธิ หน้าที่ มาตรการและกลไกสำคัญ ได้แก่ การนิยามแรงงานอิสระตามลักษณะหรือสภาพการทำงาน การกำหนดสิทธิประโยชน์เฉพาะตามประเภทแรงงาน การสร้างกลไกสนับสนุนการรวมกลุ่ม การสร้างกลไกระงับข้อพิพาทแรงงาน และการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระจะต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญ คือ การจัดให้มีการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ที่เพียงพอและสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของแรงงานอิสระ โดยจากงานวิจัยพบว่า แรงงานอิสระส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับสภาพปัญหาและอุปสรรคใน 5 ประการ[4] ได้แก่ (1) ปัญหาจากค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม ทั้งในแง่ความไม่สมดุลของค่าจ้างและปริมาณงานที่ได้รับ (2) การเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ทำให้ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง (3) ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ขาดมาตรการและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่เหมาะสม (4) ขาดสวัสดิการสังคมที่ควรได้รับ เช่น การรักษาพยาบาล ค่าชดเชย วันหยุด และวันลา รวมถึงปัญหาชั่วโมงทำงานยาวนานเกินไป เป็นต้น และ (5) ขาดการสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งสหภาพแรงงาน ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรองกับนายจ้างที่เท่าเทียม
ดังนั้น ร่างกฎหมายและมาตรการดังกล่าวจะต้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของแรงงานอิสระได้อย่างรอบด้าน เพื่อให้แรงงานอิสระได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง
สำหรับความน่าสนใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ (“กองทุนฯ”) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการประกอบอาชีพและใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ โดยให้สวัสดิการในการกู้ยืมเงินแก่แรงงานอิสระ ซึ่งต่างจากสวัสดิการของกองทุนอื่น ดังนั้น จึงถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการแก้ปัญหาด้านการเงินของแรงงานอิสระ ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนฯ บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพในระยะยาว จึงควรพิจารณาประเด็นสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
ประเด็นที่ 1 ความซ้ำซ้อนของสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ โดยแรงงานอิสระจะต้องพิจารณาถึงสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่เดิมกับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มเติม เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ นั้น ไม่ได้มีสถานะที่แตกต่างจากสวัสดิการเดิมมากนัก เว้นแต่เรื่องสินเชื่อการกู้ยืมเงินเท่านั้น อาจทำให้แรงงานอิสระที่มีสิทธิในการกู้ยืมอยู่แล้ว (เช่น ผู้รับงานไปทำที่บ้าน แรงงานภาคเกษตร แรงงานพิการ ฯลฯ) ขาดแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทุนฯ ซึ่งหากสมาชิกเข้าร่วมไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการจัดเก็บเงินสมทบเข้าสู่กองทุน จนทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่ 2 ความโปร่งใสของการบริหารจัดการกองทุนฯ และการกำหนดสัดส่วนของคณะกรรมการบริหารจัดการกองทุนฯ จากงานวิจัยและผลสำรวจจากกรณีศึกษาจากระบบประกันสังคม พบว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แรงงานอิสระไม่สมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ส่วนหนึ่งไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบ รวมถึงมีความกังวลเรื่องของความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมด้วย ซึ่งการแก้ปัญหาในเรื่องนี้อาจทำได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาในการสะท้อนผลให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม กองทุนฯ ควรสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือในการดำเนินการ เช่น มีกลไกการมีส่วนร่วมสำหรับผู้มีส่วนได้เสียหรือการรับฟังความเห็นสาธารณะในขั้นตอนสำคัญ หรือการออกมาตรการสำหรับตรวจสอบกระบวนการทำงานและการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ได้ หรือการกำหนดสัดส่วนของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยให้มีสัดส่วนจากแรงงานอิสระเข้าร่วมในการบริหารและตัดสินใจด้วย เป็นต้น
ประเด็นที่ 3 การบริหารจัดการสินเชื่อเพื่อการกู้ยืมของสมาชิกกองทุนฯ ในเบื้องต้นมองว่า กองทุนฯ ควรทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อช่วยให้การดำเนินงานทั้งในส่วนของการพิจารณาเงื่อนไขและคุณสมบัติการประเมินศักยภาพในการปล่อยกู้และเครดิตของผู้ขอกู้ ส่วนบทบาทของกองทุนฯ ควรเป็นผู้กำหนดนโยบาย แนวทางและประเภทของการให้สินเชื่อ ซึ่งการให้สินเชื่อที่เป็นสิทธิประโยชน์อาจจะอยู่ในรูปแบบของโครงการที่มีระยะเวลากำหนด เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการไม่ชำระหนี้
และประเด็นที่ 4 การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ในเบื้องต้นร่างกฎหมายกำหนดอัตราการจ่ายเงินค่าสมาชิก เงินสะสม และเงินสมทบของแรงงานอิสระและผู้ประกอบธุรกิจไว้แล้ว แต่มีประเด็นที่ควรพิจารณาว่า การส่งเงินเข้าสู่ระบบกองทุนฯ ภาครัฐควรเข้ามาสมทบด้วยหรือไม่ (เช่น กองทุนประกันสังคม) คือ นายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระให้แรงงานอิสระและผู้ประกอบธุรกิจมากจนเกินไป รวมถึงการเข้าร่วมของภาครัฐยังสามารถสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือต่อระบบการบริหารจัดการกองทุนฯ ได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม มุมมองและความเห็นเกี่ยวกับประเด็นกองทุนฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายฉบับนี้เท่านั้น การส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การส่งเสริมสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ตลอดจนการบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้แรงงานอิสระได้รับประโยชน์และความคุ้มครองอย่างยั่งยืน
4. บทสรุปส่งท้ายและข้อเสนอแนะอื่นๆ
สำหรับข้อเสนอในภาพรวมเห็นว่า กฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระจะมีประโยชน์ต่อแรงงานอิสระอย่างมาก หากสามารถบังคับใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ ทั้งการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานอิสระ การสร้างกลไกสนับสนุนการรวมกลุ่มที่ง่ายขึ้น การสร้างกลไกระงับข้อพิพาทแรงงานที่สามารถลดต้นทุนที่จะเกิดขึ้นลงได้ และการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ เพื่อสร้างหลักประกันด้านการเงินให้แก่แรงงานอิสระ มาตรการทางกฎหมายเหล่านี้จะทำให้แรงงานอิสระได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่อยู่ในระบบหรือแรงงานอิสระล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ในอนาคตจึงควรจัดระบบการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อลดช่องว่างและป้องกันไม่ให้มีแรงงานกลุ่มใดตกหล่นจากการคุ้มครอง
บทความโดย ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ผู้อำนวยการวิจัยฝ่ายกฎหมายเศรษฐกิจ และวิชญาดา อำพนกิจวิวัฒน์ นักวิจัยกฎหมายเพื่อการพัฒนา ทีดีอาร์ไอ
[1] Eurofound, Spain: Wage guarantee in case of insolvency, From: https://apps.eurofound.europa.eu/legislationdb/wage-guarantee-in-case-of-insolvency/spain
[2] European Agency for Safety & Health at Work – European Union, Spain: the ‘Riders’ Law’, new regulation on digital platform work, From: https://osha.europa.eu/sites/default/files/2022-01/Spain_Riders_Law_new_regulation_digital_platform_work.pdf
[3] The Brazil Business, Brazil:Taxation Regime Simples Nacional, From: https://thebrazilbusiness.com/article/taxation-regime-simples-nacional
[4] โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายประกอบการออกกฎหมายลำดับรอง ตามร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ พ.ศ. …. , จัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 18 ตุลาคม 2566.






