แม้โรคระบาดจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ “เงาสะท้อนความเสียหายทางเศรษฐกิจ” ยังคงตามหลอกหลอนหลายประเทศทั่วโลกจนถึงปัจจุบันในรูปของภาระหนี้ที่พอกพูนทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือน รัฐบาลในหลายประเทศจึงพยายามที่จะออกนโยบายมาเพื่อแก้หนี้ให้กับประชาชน
นโยบายการแก้หนี้ส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบของการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการผ่อนปรนหนี้ (Debt Restructuring / Relief Programs) ซึ่งหมายถึงการที่หน่วยงานหนึ่งเข้ามาช่วยลูกหนี้ให้สามารถจ่ายหนี้ได้ง่ายมากขึ้น เช่น การที่รัฐช่วยเจรจาเพื่อให้ลูกหนี้สามารถแบ่งจ่ายหนี้ในจำนวนงวดที่มากขึ้น หรือการที่รัฐเข้ามาช่วยรับซื้อหนี้แล้วนำมาปล่อยกู้แบบลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ โดยตัวอย่างที่สำคัญคือ โครงการคลินิกแก้หนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2567 ซึ่งช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้เพื่อให้สามารถทยอยจ่ายด้วยจำนวนงวดที่มากขึ้น พร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง หรือผ่อนปรนการจ่ายหนี้ไปก่อนช่วงเวลาหนึ่ง
ประเทศไทยเองก็มีนโยบาย “คุณสู้ เราช่วย” เมื่อปีที่ผ่านมา หรืออย่างประเทศเกาหลีใต้ที่มีการแก้หนี้ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ในปีนี้ โดยใช้งบประมาณถึง 8.4 แสนล้านวอน (ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อแก้หนี้เสีย (NPL) ของประชาชนรวมกันราว 16.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท)[i] และยังมีประเทศบราซิล ที่มีนโยบายช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้กับลูกหนี้ถึง 15 ล้านคน ในช่วงปี 2566 – 2567[ii]
จุดอ่อนของแนวทางแก้หนี้ที่เน้นการปรับโครงสร้างและการผ่อนปรนหนี้ คือไม่ได้สนใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้อาจกลับมาเป็นหนี้ซ้ำอีกในอนาคต เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุการเป็นหนี้ และวิธีการแก้ปัญหาเมื่อมีหนี้ รวมถึงยังอาจเจอปัญหา “จรรยาสามานย์” (Moral Hazard) หรือการที่มีพฤติกรรมก่อหนี้มากขึ้น เนื่องจากรู้ว่าเมื่อมีหนี้แล้วก็จะมีหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลืออยู่ดี จึงกลับเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมการมีหนี้ให้หนักขึ้นไปอีก
ดังนั้นการช่วยเหลือลูกหนี้ในแบบที่หลายประเทศกำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้จึงไม่ยั่งยืนและอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงในอนาคตได้
หลายประเทศพยายามที่จะแก้ปัญหาด้านการขาดความรู้ความเข้าใจของลูกหนี้ ด้วยการมีนโยบายให้ความรู้หรือคำปรึกษาให้กับลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศแคนาดา[iii] สหราชอาณาจักร[iv] หรือมาเลเซีย[v] ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาในการแก้หนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมทั้งการปลูกฝังความรู้ทางการเงินที่สำคัญโดยให้เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีการทำจริงแล้วในประเทศเปรู[vi] นิวซีแลนด์[vii] ออสเตรเลีย[viii] และอีกหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัญหาการเป็นหนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจของลูกหนี้ก็จริง แต่การให้ความรู้ หรือการปรับทัศนคติก็อาจไม่ใช่ทางออกของปัญหาหนี้ เนื่องจากปัญหาหนี้นั้นเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และการที่ลูกหนี้คนหนึ่งจะหลุดพ้นจากหนี้ได้ ก็จำเป็นต้องมีเงินเพียงพอในการชำระหนี้อยู่ดี
จะดีหรือไม่หากมีนโยบายแก้หนี้ ที่ให้ทั้งความรู้ และความช่วยเหลือด้านการเงินไปพร้อม ๆ กัน เพราะเป็นการแก้ปัญหาทั้งจากต้นเหตุและปลายเหตุ ต้นเหตุคือการขาดความรู้ที่ถูกต้อง การมีทัศนคติและพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อการแก้หนี้ หรือกระทั่งทำให้ก่อหนี้มากขึ้น ซึ่งปลายเหตุคือการแก้ปัญหาที่ตัวเงินเช่นการปรับโครงสร้างหนี้และการผ่อนปรนหนี้
ข้อสรุปข้างต้นว่าการช่วยแก้หนี้ด้วยมิติเงินอย่างเดียวไม่ยั่งยืน ได้รับการยืนยันจากผลการศึกษาในโครงการวิจัย “มาตรการที่ได้ผลในการสนับสนุนการวางแผนก่อนการก่อหนี้และการบริหารจัดการปัญหาหนี้สินและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับหวย เพื่อส่งเสริมการวางแผนทางการเงินของแรงงานในระบบ ท่ามกลางสังคมอายุยืน” ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยดำเนินการโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ ที่พบว่าหากมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้ความรู้ทางการเงินที่จำเป็นต่อการแก้หนี้หรือป้องกันการก่อหนึ้ใหม่ จะทำให้การแก้ปัญหาหนี้มีความรอบด้านและยั่งยืนกว่า โดยควรทำควบคูู่ไปกับการแก้ปัญหาด้วยเงินดังที่รัฐบาลไทยและหลายประเทศทำกันอยู่
การแก้ปัญหาหนี้ด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติและเพิ่มความรู้ทางการเงินมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ลูกหนี้หรือคนที่กำลังจะเป็นหนี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่นพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว การหลีกเลี่ยงการกู้เงินนอกระบบ การมีวินัยในการจ่ายคืนหนี้ เป็นต้น ซึ่งโครงการวิจัยพบว่าการส่งต่อจากทัศนคติและความรู้ทางการเงินไปสู่พฤติกรรมนั้นต้องใช้เวลาพอควร เพราะลูกหนี้มักจะมีข้อจำกัดอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาในการคลี่คลายไปพร้อม ๆ กันด้วย
จากการสำรวจลูกหนี้กว่า 390 ราย ด้านความรู้ทางการเงิน (Knowledge) ทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Attitude) และพฤติกรรมด้านการเงิน (Practice) หรือเรียกรวมทั้งสามด้านว่า K-A-P โดยทำการเปรียบเทียบความแตกต่างที่เกิดขึ้นหากได้รับการกระตุ้นหรือได้ทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายในการเพิ่มรู้ ปรับทัศนคติ ด้านการเป็นหนี้และการจัดการหนี้ พบว่าโดยพื้นฐานแล้ว ก่อนที่จะเข้ากิจกรรม ลูกหนี้ส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในหลายประเด็น ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีหรือการกระบวนการศาลที่เกี่ยวกับการค้างชำระหนี้ สิ่งที่ควรทำหากได้รับโทรศัพท์ทวงถามหนี้ หลักการออมเงินที่ถูกต้อง และการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น
ในเรื่องของทัศนคตินั้น ปัญหาที่พบมากที่สุดคือยังมีความเชื่อว่าจะรวยจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือซื้อหวยใต้ดิน และในส่วนของพฤติกรรมก็พบปัญหาหลายประเด็น ได้แก่ การไม่จดบันทึกรายรับรายจ่าย ไม่มีการวางแผนเพื่อชีวิตยามชราหรือยามฉุกเฉิน หรือแม้แต่สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแน่นอน อย่างค่าเล่าเรียนบุตรหรือค่าเดินทาง
อีกทั้งยังมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้โดยตรง เช่น การไม่เจรจากับเจ้าหนี้นอกระบบ การไม่ขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน และการไม่ใช้บริการคลินิกแก้หนี้ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นปัญหา K-A-P ที่พบได้มากจากการสำรวจลูกหนี้
ในกลุ่มลูกหนี้ที่สำรวจมานี้ มีส่วนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อปรับปรุงแก้ไข K-A-P เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม พบว่าลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงบางประเด็นเท่านั้น โดยด้านความรู้ที่มีการพัฒนามากขึ้นอย่างชัดเจนคือ หลักการออมเงิน การคำนวณดอกเบี้ยทบต้น และลักษณะของการก่อหนี้ที่ดี ส่วนในด้านทัศนคติพบว่า ลูกหนี้ที่เข้าร่วมกิจกรรมมีทัศนคติที่ดีขึ้นในบางเรื่อง เช่น การไม่ปล่อยปะละเลยหนี้ การไม่ยอมเป็นหนี้เพื่อเพื่อนหรือครอบครัว การเผชิญหน้ากับปัญหาหากถูกฟ้องร้อง และการออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉินถึงแม้จะยังมีหนี้ก็ตาม
ปัญหาสำคัญที่พบจากกิจกรรมการส่งเสริม K-A-P นี้คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องยาก ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้และทัศนคติแล้วก็ตาม โดยพบว่า พฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมักเป็นพฤติกรรมที่สามารถทำได้ทันที เช่น การบันทึกรายรับรายจ่าย และการนำหนี้ดอกเบี้ยต่ำปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง (มีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรม) แต่อีกหลายพฤติกรรมที่ต้องใช้ความพยายามหรือมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ภายในระยะเวลาที่จำกัด ตัวอย่างเช่น การคุยกับคนในครอบครัวเรื่องหนี้ การหารายได้เสริม การควบคุมรายจ่าย การลดการเสี่ยงโชค การออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน การต่อรองหนี้นอกระบบ การชำระยอดบัตรเครดิตเต็มจำนวน ไปจนถึงการขายสินทรัพย์เผื่อปิดหนี้บางส่วน ซึ่งปัญหาบางส่วนอาจมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน
การศึกษายังพบว่าปัญหาหนี้เป็นปัญหาที่มีความปัจเจกค่อนข้างสูง ลูกหนี้แต่ละคนมีสาเหตุการเป็นหนี้ที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาจากการให้คนสนิทหรือครอบครัวยืมเงิน หรือบางคนเป็นหนี้จากการใช้จ่ายเกินตัว การให้ความรู้ลูกหนี้ในข้อมูลชุดเดียวกันจึงอาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร หรือแม้แต่ความรู้บางอย่างก็อาจนำไปใช้ไม่ได้ เนื่องจากไม่เห็นภาพ เช่น การเจรจากับเจ้าหนี้ที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่การคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว ก็มีประเด็นแวดล้อมที่แตกต่างกันทั้งสิ้น
นโยบายการแก้หนี้ที่ดีจึงต้องอาศัยการปรับแต่งชุดความรู้ให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละคน หรือทำให้นโยบายมีความเป็น Tailor-Made มากขึ้น และทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างฝังรากลึกในตัวลูกหนี้
หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่มีความยืดเยื้อยาวนาน และฝังรากลึกในสังคมไทย หากภาครัฐจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ให้บรรเทาลงจำเป็นต้องทำมากกว่าการสนับสนุนเพียงด้านการเงินเท่านั้น โดยภาครัฐจะต้องเร่งหาแนวร่วมให้หน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนมาช่วยกันในการแก้ปัญหา ซึ่งในปัจจุบันก็มีบริษัทเอกชนบางแห่งให้บริการในการแก้หนี้ให้กับบริษัทต่าง ๆ แล้ว โดยภาครัฐสามารถสนับสนุนให้มีบริษัทเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงผลักดันให้มีการใช้หลักการ K-A-P และมีความ Tailor-Made มากขึ้นในการแก้หนี้
อีกกรณีหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนบริษัทที่ต้องการแก้หนี้ให้กับลูกจ้าง โดยให้ลูกจ้างที่มีปัญหาหนี้เข้าโครงการโดยสมัครใจโดยมีแผนกบุคคล (HR) เป็นตัวกลาง โดยภาครัฐอาจให้ความรู้พร้อมกับเงินทุนให้กับแต่ละบริษัทในการดำเนินการแก้หนี้ เพื่อให้นโยบายมีความเฉพาะเจาะจงกับแต่ละคนมากขึ้นเนื่องจากบริษัทน่าจะมีความรู้ความเข้าใจในตัวลูกจ้างมากกว่าบุคคลภายนอก และในส่วนของลูกหนี้ที่เป็นแรงงานนอกระบบ ก็อาจต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อแก้หนี้ให้กับกลุ่มแรงงานนอกระบบ
ปัญหาหนี้อาจยาก แต่ไม่ใช่ไร้ทางออก หากทุกฝ่ายร่วมกัน ช่วยลูกหนี้ให้พ้นจากวังวนหนี้ ด้วยการสร้างความพร้อมด้านทักษะความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และด้านการเงินควบคู่กัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว
บทความโดย ธนิน ว่องวงศ์ นักวิจัยทีมนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย มาตรการที่ได้ผลในการสนับสนุนการวางแผนก่อนการก่อหนี้และการบริหารจัดการปัญหาหนี้สินและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับหวย เพื่อส่งเสริมการวางแผนทางการเงินของแรงงานในระบบท่ามกลางสังคมอายุยืน ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
[i] https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2025-10-01/national/socialAffairs/Govt-launches-New-Leap-Fund-bad-bank-program-aimed-at-buying-writing-off-delinquent-debt/2412999
[ii] https://nplreo.prime-yield.com/desenrola-programme-ends-below-potential/
[iii] https://www.debt.ca/debt-management-plans
[iv] https://www.gov.uk/debt-advice
[v] https://www.ibpo.com.my/debt-consolidation-vs-akpk-malaysia/
[vi] Veronica Frisancho, Is School-Based Financial Education Effective? Immediate and Long-Lasting Impacts on High School Students, The Economic Journal, Volume 133, Issue 651, April 2023, Pages 1147–1180, https://doi.org/10.1093/ej/ueac084
[vii] Gilbert, Aaron, Kelly Nicholson, and Ayesha Scott. Can Financial Education Improve Debt Use for Young Adults. 2022.
[viii] https://www.ato.gov.au/about-ato/research-and-statistics/in-detail/research-for-individuals-and-families/teaching-taxation-and-superannuation-at-school/consumer-and-financial-literacy-education-policy



