tdri logo
tdri logo
23 ธันวาคม 2025
Read in 5 Minutes

Views

อัมมาร สยามวาลา กับนโยบายสาธารณะของไทย

ทีดีอาร์ไอจัดงานรำลึกมรดกความคิด ‘อาจารย์อัมมาร สยามวาลา’ พร้อมวงเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองโดยนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการผู้ร่วมงานใกล้ชิด เพื่อสะท้อนคุณูปการของอาจารย์และชวนคิดถึงโจทย์ที่ควรสานต่อจากงานวิชาการด้านเกษตร สาธารณสุข เศรษฐศาสตร์การเมือง และเศรษฐศาสตร์มหภาคของอาจารย์อัมมาร

ในวงเสวนา “อัมมาร สยามวาลา กับนโยบายสาธารณะของไทย” ที่จัดขึ้นมีการแลกเปลี่ยนเรื่องราวของอาจารย์อัมมารร่วมกันโดยวิทยากร 4 ท่าน คือ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รศ.ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และ รศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ดร.ประสาร กล่าวว่า อาจารย์อัมมาร มีคุณูปการสำคัญต่อการวางนโยบายสาธารณะของไทย โดยหลักยึดของอาจารย์อัมมาร คือ คิดให้ชัดเจน อยู่บนฐานข้อมูล ไม่อาศัยอารมณ์ หรือเหตุผลทางการเมือง ซึ่งการคิดให้ชัดเจนในรูปแบบของอาจารย์อัมมาร ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้ทุกเรื่อง แต่จะต้องคิดให้ชัดเจนตามหลักคณิตศาสตร์ ที่อธิบายว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน ผลเกิดจากเหตุ การที่จะเข้าใจผลได้นั้นจะต้องพยายามเข้าใจเหตุด้วย ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของนักวิจัย

นโยบายการเงิน : วางรากฐานกนง.

ดร.ประสาร กล่าวว่า อาจารย์อัมมารมีบทบาทสำคัญใน 3 นโยบายหลัก คือ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ในส่วนของนโยบายการเงิน ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 อาจารย์อัมมาร ได้ออกมาย้ำเตือนถึงนโยบายที่ไม่ยั่งยืนหลายครั้งระหว่างปี 2530 -2540 ว่าอาจจะเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งในขณะนั้นไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 9-10 % และเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น อาจารย์อัมมารค้นหาที่มาที่ไปของวิกฤตดังกล่าว หลายคนคิดว่าคุณูปการของอาจารย์อัมมารในเหตุการณ์ดังกล่าว คือ รายงานสปร. ของคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ ที่ชำแหละเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤต ซึ่งนับเป็นมรดกที่อาจารย์อัมมารได้ให้ไว้ รวมถึงการมีบทบาทตำหนิเรื่องการต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินบาท และการยกทฤษฎี Impossible Trinity แต่ส่วนตัวเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือแนวคิด Central Bank Governance  

ดร.ประสาร ระบุว่า อาจารย์อัมมารมีอิทธิพลต่อการออกแบบโครงสร้างระบบการตัดสินใจในนโยบายการเงิน ที่จะต้องไม่อยู่ภายใต้บุคคลคนเดียว หรือขึ้นอยู่กับผู้ว่าธปท.เหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่ต้องมีการกระจายอำนาจ ให้เกิดการตัดสินใจร่วมกันภายใต้คณะกรรมการ จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ที่มีสัดส่วนทั้งคนในธปท. และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก อีกทั้งต้องมีความเป็นอิสระจากการเมือง มีเป้าหมายชัด ยึดหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส ซึ่งถือเป็นคุณูปการที่สำคัญอย่างมากต่อนโยบายการเงินจวบจนปัจจุบัน

นโยบายการคลัง : กล้าหาญคัดค้านกับ “อำนาจ”

ด้านนโยบายการคลัง อาจารย์อัมมารมีความกล้าหาญในการคัดค้านกับอำนาจ โดยเฉพาะอย่างวิพากษ์วิจารณ์นโยบายประชานิยม แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าอาจารย์อัมมารจะค้านประชานิยมแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจารย์อัมมาร แยกระหว่างนโยบายเพื่อสังคม กับนโยบายที่ทำลายวินัยการคลัง ซึ่งในช่วงบั้นปลายของชีวิตอาจารย์อัมมาร ได้ทุ่มเทกับนโยบายเพื่อสังคมอย่างมากเพื่อหานโยบายสังคมที่สมดุล ไม่กระทบวินัยการเงิน การคลังของภาครัฐ รวมถึงหลักคิดที่ว่า “รัฐไม่ควรทำทุกอย่างเอง แต่ต้องสร้างกติกาให้เอกชนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นโยบายการค้าระหว่างประเทศ : ต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายให้ตลาดข้าวโลก

ส่วนนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศนั้น อาจารย์อัมมารทำรายงาน The World Rice Market: Structure, Conduct and Performance เมื่อสมัยที่เป็นนักวิจัยที่ International Food Policy Research Institute (IFPRI) ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติอย่างมาก เนื่องจากถือเป็น “จิ๊กซอว์” ชิ้นสุดท้ายที่ทำความเข้าใจระบบข้าวในตลาดโลก ที่หาคำตอบให้กับปริศนาที่ทั่วโลกอยากรู้ เช่น กลไกในตลาดการเงินเข้ามาช่วยตลาดข้าวให้เหมือนกับข้าวสาลีหรือข้าวโพด รวมถึงการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 

โดยอาจารย์อัมมารได้ใช้เครื่องมือของ “เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม” (Industrial Organization) ทำความเข้าใจโครงสร้างพฤติกรรมผู้เล่น และทำความเข้าใจกับผลที่ออกมา โดยประยุกต์เปลี่ยนผู้เล่นที่เป็นบริษัทให้เป็นประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปที่ชี้ว่า อิทธิพลของโครงสร้าง และพฤติกรรมของผู้เล่น ทำให้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้เต็มที่

ทั้งนี้สำหรับโครงสร้างของตลาดข้าวโลกเป็นตลาดที่บางมาก ปริมาณการค้ามีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของการผลิตทั้งหมด แม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ในฐานะผู้ผลิต ไทยอยู่ระดับเล็กถึงกลางเท่านั้นเพราะยังมีผู้ผลิตรายใหญ่กว่ามาก

ขณะที่พฤติกรรมของผู้เล่นนั้น ประเทศที่นำเข้าข้าวมีความพยายามที่จะใช้และพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกข้าว เพราะขาดแคลนข้าวในประเทศ ขณะที่ประเทศส่งออกข้าวกลับมีพฤติกรรมต่างกันออกไป ไม่มีใช้เทคโนโลยี หรือนำมาใช้ช้า เพราะธรรมชาติเอื้ออำนวยให้ปลูกข้าวอยู่แล้ว ทำให้กลไกตลาดทำงานได้ไม่เต็มที่ และการบริหารความผันผวนทำได้ยาก ซึ่งต่างไปจากตลาดข้าวสาลีและข้าวโพด

ร่องรอยแนวคิดของ อาจารย์อัมมารมีหลายประการ นโยบายที่ดีต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล และการวิเคราะห์ไม่ใช่ฐานอารมณ์และการเมือง ความซื่อสัตย์ทางวิชาการเป็นตัวสำคัญ จะอย่างไรก็แล้วแต่การพยายามยืนบนความจริง อาจารย์อัมมารจะตำหนิเสมอที่คนพยายามจะกระโดดข้ามไปว่างานวิจัยจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งอาจารย์อัมมารจะเตือนว่าอย่าเพิ่งคิดไปตรงนั้น เพราะจะทำให้ห่างจากความจริงไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะต้องพยายามซื่อสัตย์กับงานของตัวเอง

“เมื่อครั้งที่ผมจะลงสมัครผู้ว่าธปท. ก็ได้เข้าไปถามอาจารย์อัมมาร ว่าผมควรลงสมัครหรือไม่ ซึ่งอาจารย์อัมมารได้บอกว่าควรสมัคร อาจารย์อัมมารมีคุณสมบัติตามหลักพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตรต่อคนรุ่นหลัง เป็นคนที่รู้เยอะแต่มีเมตตากรุณากับคนรู้น้อย” ดร.ประสารระบุ

รศ. ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

รศ. ดร. นิพนธ์ กล่าวว่า เปรียบ อาจารย์อัมมารเป็น “นักเศรษฐศาสตร์ของนักวิชาการและของประชาชน”   นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับทั้งในหมู่นักวิชาการหลากหลายสาขา และในสังคมวงกว้าง เป็นตัวอย่างของนักวิชาการที่ใช้ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง

การผลักดันแนวคิดการค้าเสรีด้านเกษตร และไม่ใช้พรีเมี่ยมข้าว

ผลงานสำคัญช่วงแรกของอ.อัมมาร คือการผลักดันแนวคิดตลาดเสรีด้านการเกษตร ในเวลานั้นต้องถกเถียงและขัดแย้งกับกระทรวงพาณิชย์อย่างหนัก อาจารย์เจิมศักดิ์เป็นหัวหอกสำคัญในการสื่อสารเชิงสาธารณะ ขณะที่งานวิชาการถูกพัฒนาต่อโดยอาจารย์สุทัศน์และอาจารย์ดิเรก ในการคำนวณผลกระทบของพรีเมี่ยมข้าว อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีศุลกากรที่ใช้ปกป้องภาคอุตสาหกรรมแต่ส่งผลเสียต่อภาคเกษตร

ในปีที่รัฐบาลพลเอกเปรมประกาศไม่ใช้นโยบายพรีเมี่ยมข้าว ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนท่าทีของกระทรวงพาณิชย์ จากเดิมที่ไม่เชื่อในแนวคิดการค้าเสรี มาสู่จุดที่ในเวลาต่อมากว่า 20 ปีหลังจากนั้นกระทรวงพาณิชย์กลับมาขอให้ทีดีอาร์ไอช่วยจัดทำแผนปรับโครงสร้างและแผนแม่บทของกระทรวง โดยมีอาจารย์อัมมารเป็นหัวหน้าทีมวิจัย และอาจารย์นิพนธ์ร่วมเป็นทีมงาน

กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่า เมื่อเวลาผ่านไป หลักฐานและเหตุผลทางวิชาการสามารถเปลี่ยนความไม่เห็นด้วยให้กลายเป็นความเข้าใจได้ นักวิชาการอย่างพวกเราอาจสร้างศัตรูก่อน และในที่สุดศัตรูเหล่านั้นก็กลายเป็นมิตร

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแนวคิดแบบปกป้องคุ้มครอง (protectionism) ที่กลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นโจทย์ที่นักวิชาการจำเป็นต้องกลับมารณรงค์และถกเถียงกันใหม่

คัดค้านนโยบาย: เมื่อรัฐไม่ควรเป็น “พ่อรู้ดี”

นอกจากเรื่องข้าวและการค้าเสรีแล้ว อาจารย์อัมมารยังมีบทบาทสำคัญในการคัดค้านโครงการปุ๋ยแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวอย่างของนโยบายที่รัฐเข้าไปแทรกแซงตลาดโดยไม่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน

อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในประเด็นสาธารณสุข โดยเฉพาะโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ในช่วงเริ่มต้นโครงการที่งบประมาณไม่เพียงพออย่างรุนแรง และหากไม่แก้ไข โครงการอาจล้มเหลวได้ ในเวลานั้น อาจารย์ได้รับเชิญให้เป็นประธานในการเจรจากับสำนักงบประมาณ จนสามารถผลักดันให้งบประมาณมีความเพียงพอในระดับที่ทำให้ระบบเดินต่อได้ แม้ในปัจจุบันจะยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับระบบนี้อยู่ แต่หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น หากไม่เพิ่มงบประมาณ ระบบอาจล่มสลายตั้งแต่ต้น

อีกผลงานสำคัญคือแนวคิดเรื่องประกันราคาข้าวในระดับต้นทุน ซึ่งอาจารย์อัมมารเป็นผู้ริเริ่มในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้ต่อมาจะมีการนำไปปรับใช้นโยบายโดยเพิ่มกำไรให้เกษตรกร 25% ซึ่งอาจารย์อัมมารเองก็มีความกังวลต่อทิศทางดังกล่าว

อาจารย์อัมมารยังวิพากษ์นโยบายการปรับโครงสร้างภาคเกษตรในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม โดยเฉพาะโครงการที่รัฐกำหนดรูปแบบการผลิตจากเบื้องบน เช่น โครงการวัวพลาสติก ซึ่งตั้งใจให้เกษตรกรเลี้ยงวัวพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศด้วยวิธีสมัยใหม่ แต่ไม่สอดคล้องกับบริบทการเลี้ยงจริงของเกษตรกรไทย ส่งผลให้วัวไม่ให้ผลผลิต เกษตรกรจำนวนมากกู้เงินธกส. ก่อหนี้และล้มละลาย

กรณีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า รัฐไม่ควรทำตัวเป็น “พ่อรู้ดี” เพราะเกษตรกรเองมีเหตุผลและความเข้าใจในผลประโยชน์ของตนเองอย่างลึกซึ้ง

จากข้าวสู่เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐกิจสังคม

ในด้านองค์ความรู้ อาจารย์เป็นผู้ริเริ่มทำหนังสือประมวลความรู้เรื่องข้าวอย่างเป็นระบบ หนังสือเล่มนี้ของอาจารย์กลายเป็นงานอ้างอิงสำคัญ ทั้งในหมู่นักวิชาการ โรงสี ผู้ส่งออก และผู้เกี่ยวข้องในระบบข้าวไทย แม้บางส่วนของเนื้อหาอาจล้าสมัยไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ก็ยังถือเป็นงานคลาสสิกที่มีคุณูปการสูงมาก

นอกจากนี้ อาจารย์ได้เขียนเรื่องเรื่องค่าเงินบาทนี้ในนามปากกาว่า Ivory Tower และอาจารย์อัมมารมายังเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์มหภาคระดับแนวหน้าของประเทศในยุคนั้น แม้จะไม่ได้ทำงานวิจัยด้านมหภาคจำนวนมาก แต่ทุกครั้งที่เขียนงานด้านนี้ ล้วนมีคุณภาพสูง และยังมีความเข้าใจลึกซึ้งด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง นอกจากนี้ อาจารย์ยังมีบทบาทในการพัฒนาความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจไทย โดยร่วมกับทีดีอาร์ไอในการช่วยกันนิยามแนวคิดนี้ รวมถึงงานกองทุนเพื่อสังคมด้าน Social Capital และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสะท้อนความเป็นนักวิจัยแบบข้ามสาขาอย่างแท้จริง

“ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อัมมารจึงได้รับการยอมรับจากนักวิชาการหลากหลายสาขา ไม่ใช่เฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ แต่รวมถึงนักสังคมศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และแพทย์” ดร.นิพนธ์ ระบุ

“ทั้งหมดนี้เกิดจากความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อทำความเข้าใจตลาด สังคม และชุมชนไปพร้อมกัน อาจารย์อัมมารเป็นตัวอย่างของนักวิชาการที่ใช้ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง และผลงานของท่านยังคงมีคุณค่า เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายของประเทศจนถึงปัจจุบัน” ดร.นิพนธ์ระบุ

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า อาจารย์อัมมารมีบทบาทสำคัญในช่วงก่อนการประกาศนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเป็นประธานคณะทำงานจัดทำข้อเสนอเชิงวิชาการ ตั้งคำถามสำคัญสองประเด็น คือ การใช้ภาษีเป็นแหล่งเงินหลัก และการแยกบทบาทผู้ซื้อบริการออกจากผู้ให้บริการ


หากย้อนกลับไปช่วงที่ประเด็นเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเริ่มได้รับความสนใจในประเทศไทย ตอนนั้นเราพยายามรวบรวมนักเศรษฐศาสตร์ที่จะมาช่วยทำงานด้านนี้ แต่ก็ยังไม่มีชื่อของอาจารย์อัมมารอยู่ในกลุ่มนั้น แต่เรารู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าอาจารย์อัมมารให้ความสนใจประเด็นเหล่านี้ เพียงแต่ยังไม่ได้เข้ามาทำงานโดยตรง

ต่อมาได้มาร่วมงานกับอาจารย์อัมมารมากขึ้นในประเด็นเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านการเข้ามาเป็นกรรมการในงานด้าน Ethical, Legal and Social Implications (ELSI) ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับการถอดรหัสจีโนมมนุษย์ อาจารย์ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า หากกังวลผลกระทบทางจริยธรรมและสังคมของเทคโนโลยี สิ่งที่ควรระวังอาจไม่ใช่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่คืออำนาจของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันสะท้อนชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีของเทคโนโลยี AI

ระบบหลักประกันสุขภาพในมุมมองของอาจารย์อัมมาร

ในประเด็นระบบหลักประกันสุขภาพ อาจารย์อัมมารไม่เคยเสนอให้แปรรูปเป็นระบบเอกชน แต่ให้ความสนใจอย่างมากกับบทบาทของเอกชนในระบบบริการปฐมภูมิ โดยยกตัวอย่างจากระบบอังกฤษที่ GP เป็นหมอฟรีแลนซ์ แต่รัฐออกแบบกลไกทางการเงินลงทุนทำคลินิคและแรงจูงใจให้ทำงานเพื่อเป้าหมายสาธารณะ อาจารย์สนใจเป็นพิเศษว่ารัฐจะออกแบบแรงจูงใจ ทำสัญญาและการลงทุนอย่างไร เพื่อให้เอกชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบได้อย่างยั่งยืน

อีกด้านหนึ่ง อาจารย์อัมมารไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ให้เอกชนมาบริหารระบบประกันสุขภาพทั้งหมด เนื่องจากต้นทุนการบริหารของบริษัทประกันมีแนวโน้มสูง และไม่เหมาะกับระบบขนาดใหญ่ เช่น ระบบสวัสดิการข้าราชการหรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ในเชิงนโยบาย อาจารย์อัมมารมีบทบาทสำคัญในช่วงก่อนการประกาศนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเป็นประธานคณะทำงานจัดทำข้อเสนอเชิงวิชาการ ซึ่งตั้งคำถามสำคัญสองประเด็น คือ การใช้ภาษีเป็นแหล่งเงินหลัก และการแยกบทบาทผู้ซื้อบริการออกจากผู้ให้บริการ แม้ข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการจะมาจากทีมของคุณหมอสงวนและเครือข่ายนักวิชาการด้านสาธารณสุข แต่อาจารย์อัมมารมีบทบาทสำคัญในการช่วยตรวจสอบ เสริมความน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับระบบ

ในช่วงการดำเนินนโยบายจริง อาจารย์ยังมีบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ที่ช่วยให้สำนักงบประมาณมั่นใจว่าระบบสามารถเดินต่อได้ โดยเฉพาะในประเด็นงบประมาณด้านปฐมภูมิและการส่งเสริมป้องกันโรค ซึ่งเป็นส่วนที่อธิบายเชิงประจักษ์ได้ยากกว่าการรักษาผู้ป่วยใน

“สิ่งที่ผมประทับใจอย่างยิ่งคือ อาจารย์อัมมารไม่ใช่นักวิชาการที่อยู่บนหิ้ง ท่านพร้อมลงมาคุยกับผู้กำหนดนโยบาย หากเห็นว่าจำเป็น และทำด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดทางการเมือง โดยไม่ละทิ้งหลักวิชาการ”

แม้หลายข้อเสนอ เช่น การจัดตั้งหน่วยงานข้อมูลกลางของทั้งสามกองทุนสุขภาพ จะยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่จิตวิญญาณและความพยายามของอาจารย์อัมมารสะท้อนภาพของนักวิชาการอาวุโสที่ต้องการเห็นสังคมดีขึ้นอย่างแท้จริง

“สำหรับผม อาจารย์อัมมารคือครูทางความคิดที่ทำให้เห็นว่า นักวิชาการสามารถยืนอยู่บนฐานของความรู้ และในขณะเดียวกันก็สื่อสารกับสังคมและผู้มีอำนาจได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผมเชื่อว่า หากอาจารย์ยังอยู่กับเราในวันนี้ เราคงได้คำตอบต่อโจทย์ยาก ๆ ทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขอีกมาก และผมเองก็ยังมีคำถามที่อยากสนทนากับท่านไม่ต่ำกว่าปีละหลายสิบครั้ง และก็ยังคิดถึงบทสนทนาแบบนั้นอยู่เสมอ” นพ.สมศักดิ์ ระบุ

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.อภิชาต เล่าย้อนถึงหมุดหมายสำคัญของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่ทำเรื่องสาเหตุการเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งว่า อาจารย์อัมมารเป็นแรงผลักดันหลักของวิจัยชิ้นดังกล่าว โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วย จุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจ (genesis of economic crisis) และงานชิ้นนั้นประกอบสร้างตัวตนทางวิชาการของตน มากไปกว่านั้น ยังต่อยอดไปยังงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ว่าด้วยการหาคำอธิบายเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองว่า “คนเสื้อแดง” คือใคร?

สำหรับ รศ.ดร.อภิชาต แล้ว อาจารย์อัมมารในความคิดของเขา คือ เป็นอีกหนึ่ง “นักประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน” (historical instisualist) ที่วิเคราะห์การทำงานของสถาบันและประวัติศาสตร์เบื้องหลังของสถาบันที่มีบทบาททางนโยบายเศรษฐกิจโดยเฉพาะงานทางวิชาการช่วงต้นทศวรรษที่ 90 เช่นงานวิจัยเรื่อง Anatomy of the Thai Economic Crisis (2000) และหลังจากนั้นเรื่อยมางานที่มีแนวคิดเชิงสถาบันหลายชิ้นก็ผลิดอกออกผลเรื่อยมา

อาจารย์อัมมารชี้จุดสำคัญในทุกงานศึกษาช่วงหลังว่า ระบบตลาดไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากสถาบัน แต่มันเข้าไปฝังตัวอย่างแนบแน่นในสถาบัน ในความหมายที่ครอบคลุมเรื่องกฎกติกาและองค์กร อาจารย์แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจนั้นมาจากสถาบัน และระเบียบที่สถาบันเหล่านันสร้างขึ้น ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์นโยบายต่าง ๆ เพราะไม่ว่านโยบายเหล่านั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยควรคำนึงถึงประวัติศาสตร์ของวิธีคิด และการทำงานของสถาบันที่ผลิตนโยบายเหล่านั้น ผู้ที่เป็นคนตัดสินใจต่าง ๆ ไม่ได้มองเพียงกลไกลตลาดอย่างเดียว แต่มันมีปัจจัยและวิธีคิดขององค์กรที่ผลักให้พวกเขาตัดสินใจแบบนั้น

“สำหรับผม อาจารย์อัมมารทำให้คนเรียนเศรษฐศาสตร์ต้องหันมาสนใจ ‘สถาบัน’ และประวัติศาสตร์ของสถาบันเหล่านั้นมากขึ้น ทั้งในแง่ที่เป็นตัวองค์กร และระเบียบกติการายล้อม เพราะนโยบายแต่ละนโยบายจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันเกี่ยวข้องกับกติกาเหล่านั้น” รศ.ดร.อภิชาต ระบุ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด