tdri logo
tdri logo
9 มกราคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

เขาแจก แต่เราจ่าย ถึงเวลาประชา(ต้องเลิก) นิยม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายการคลังของไทยเดินอยู่บนเส้นทาง “ขาดดุลการคลัง” เฉลี่ยเกินร้อยละ 3 ของ GDP อย่างต่อเนื่อง โดยขาดดุลอย่างมากในช่วงเกิดวิกฤต  ๆ รวมถึงช่วงที่ใช้นโยบายที่ขาดความรับผิดชอบทางการคลัง และการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ

นอกจากรายจ่ายจะมากแล้ว ขณะเดียวกันรายรับก็ลดน้อยลง จากมาตรการลดภาษีสำคัญ ๆ หลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ

เมื่อมองไปในอนาคต ระยะยาวประเทศไทยยังจะมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอีกมาก จากการต้องเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้เริ่มมีปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง และภาระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ต่อรายจ่ายงบประมาณ ที่สูงขึ้นเช่นกัน 

หากรัฐบาลไทยในอนาคตยังขาด ‘วินัยทางการคลัง’ เช่นนี้ต่อไป ประเทศก็จะมีความเสี่ยงด้านการคลังที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากแก้ไข ดังเช่นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งได้แสดงความกังวล โดยหากรัฐบาลถูกลดอันดับเครดิต ธุรกิจทั้งหมดก็จะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แล้วควรทำอย่างไร ? สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ชวนร่วมคิดไปกับทรรศนะของผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจของไทย ในเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” ประกอบด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ThaiPBS

ประชานิยมต้องสร้างงาน สร้างรายได้

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สะท้อนมุมมองต่อนโยบายประชานิยมว่า ในมุมมองภาคธุรกิจ เรานิยามคำว่า “เขาแจก เราจ่าย” คือการที่เขา(รัฐบาล) นำเงินงบประมาณที่เก็บมาจากกระเป๋าคนทำงานแบบพวกเราออกไปเพื่อแจกประชาชน

ดร.พจน์ ย้ำว่า ภาคธุรกิจไม่เคยปฏิเสธการใส่เงินเข้าไปในระบบ แต่สิ่งที่รัฐควรคิดให้หนักคือ เงินที่แจกนั้นเอามาจากช่องทางไหน มีวิธีการแจกอย่างไร และที่สำคัญเมื่อแจกไปแล้วสร้างประโยชน์ได้มากขนาดไหน เพราะที่ผ่านมา เงินที่รัฐใส่เข้าไปในรูปของการแจกเงินยังไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นรายได้กลับคืนเข้าระบบ หรือเป็นเม็ดเงินที่จะนำกลับมาแจกอีกครั้ง ส่วนใหญ่จะหยุดอยู่แค่การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นสิ่งที่อาจทำควบคู่กันต่อคือ เมื่อแจกเงินแล้วอาจจะต้องมีนโยบายพิเศษขึ้นมาเพื่อสร้างให้เกิดงาน เกิดรายได้ควบคู่กันไป ท้ายที่สุดรัฐจะไม่สามารถยืนระยะในการหางบประมาณมาสร้างนโยบายประชานิยมได้อีก

ดร.พจน์ ทิ้งท้ายเรื่องการสร้างความโปร่งใสและแก้ปัญหาคอรัปชั่น เป็นอีกเรื่องท้าทายของทุกพรรคการเมืองไม่แพ้เรื่องการคลัง เพราะนั่นหมายถึงการเข้าไปกระทบกับอำนาจเดิมที่แข็งตัวมากของราชการ ที่มักไม่เต็มใจที่จะให้คนข้างนอกเข้าไปแบ่งสรรอำนาจ หรือเปิดเผยข้อมูลให้เราล่วงรู้

สร้างแรงงานทักษะสูง ขยับคุณภาพอุตสาหกรรมไทย

คุณเกรียงไกร เธียรบุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้มุมมองต่อนโยบายประชานิยมว่า เปรียบเสมือนธรรมเนียมปฏิบัติของทุกพรรคการเมือง เกิดผลเร็วในทางการเมือง แต่ไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด ในอดีตที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่อาจจะชอบเวลาได้รับแจกเงิน แต่ท้ายที่สุด ณ ตอนนี้ กลายเป็นกับดักประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อมองจากสายตานักเศรษฐศาสตร์ หรือนักลงทุนต่างชาติ เพราะมองว่าไทยกำลังสร้างภาระทางการคลัง

คุณเกรียงไกร มองการแจกเงินว่า หากรัฐจะแจก ต้องมีกลยุทธุ์ในการแจกเงิน เพราะหากแจกแบบไม่มีเงื่อนไขประชาชนจะรอรับเงินอย่างเดียวโดยไม่สร้างผลิตภาพทางการผลิต พร้อมกันนี้ยังได้ยกตัวอย่างกรณีประเทศจีน ที่ยกเลิกนโยบายประชานิยม เลิกการแจกเงิน แต่หันไปใช้วิธีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐาน สิ่งเหล่านี่จะยั่งยืนกว่ามาตรการประชานิยม

คุณเกรียงไกร ตั้งข้อสังเกตต่อว่า เรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองนิยมทำคือการดึงคะแนนนิยมด้วยการประกาศขึ้นค่าแรงขึ้นขึ้นต่ำ ทำให้ภาระทางการเงินตกกับผู้ประกอบการ โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย ที่ทุกวันนี้เราใช้แรงงานรับจ้างผลิต (OEM) และแข่งขันกันที่การลดต้นทุน เพราะเราขยับไปสู่อุตสาหกรรมคุณภาพสูงยังไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่พรรคการเมืองควรทำ คือ การขยับทักษะแรงงานในประเทศให้เป็นแรงงานทักษะสูง ในกลุ่มงานคุณภาพ ผู้ประกอบการหลายภาคส่วนยินดีที่จะจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้นตามทักษะ แต่ปัญหาคือ แรงงานในประเทศไม่ได้มีทักษะสูงขนาดนั้น การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมันจึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

จะใช้ประชานิยม รัฐต้องมีฐานข้อมูลที่แข็งแรง

คุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยตั้งข้อสังเกตในสามประเด็นหลักเกี่ยวกับการแจกเงินเข้าระบบ คือ 1) ข้อมูลที่จะนำมาตรวจสอบว่าเงินที่เราแจกไปนั้นได้ประสิทธิภาพมากแค่ไหน วัดผลจากอะไร และใช้ทรัพยากรเท่าไร 2) ประเทศต้องเห็นภาพร่วมกันก่อนว่าเราจะสร้างระบบเศรษฐกิจแบบไหน ประชานิยม รัฐสวัสดิการ หรือขับเคลื่อนด้วยความรู้ โดยเฉพาะหากต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจประเทศโดยใช้ความรู้เป็นฐาน ไปพร้อมกับการมีนโยบายประชานิยม นโยบายเหล่านั้นต้องนำไปสู่การจ้างงาน สร้างรายได้เพิ่ม และต้องยั่งยืน ไม่เช่นนั้น การแจกเงินจะกลายเป็นการทิ้งเปล่า มากไปกว่านั้นจะยิ่งเป็นการสร้างสิ่งเสพติดให้คนกลุ่มเปราะบาง เลี้ยงไข้เขาไปเรื่อย ๆ ในหลุมโดยไม่ดึงเขาออกจากหลุม

3) หากรัฐกล่าวว่า 65% ของ GDP สร้างโดยกลุ่มผู้ประกอบการ 1% ดังนั้นจะแก้สมการเหล่านี้ อย่างไรให้คนกลุ่มที่น้อยกว่า 65% กระจายผลผลิตร่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นคนที่แบกรับภาระนี้ไปด้วยคือ ผู้ประกอบการ 99% ที่เหลือ ดังนั้นรัฐจำเป็นจะต้องมีการอุดหนุนคนกลุ่มนี้ร่วมด้วย

คุณผยงย้ำว่า ความน่ากังวลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ หากในอนาคต รัฐยังไม่มีมาตรการจัดการการคลังที่รัดกุม และใช้เงินเพื่อประชานิยมไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดรัฐจะไม่มีเงินเหลือพอในยามประเทศเกิดวิกฤติใหญ่ มากไปกว่านั้นภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับมนุษย์เงินเดือน และภาคธุรกิจที่เข้าสู่ระบบการจ่ายภาษี เพราะรายได้ภาษีจากรัฐที่เก็บจากกลุ่มนี้คือทรักพยากรหลักที่ใช้ในมาตรการแจกเงิน

คุณผยงเสนอเพิ่มเติมว่า สิ่งที่รัฐควรจะเร่งทำเพิ่มอีกอย่างหนึ่งคือ การดึงกลุ่มคน 48% ที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ นอกฐานภาษี เข้ามาอยู่ในระบบให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดการจัดเก็บรายได้ที่คลอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ประชานิยมอย่างมีเงื่อนไข กระตุ้นสร้างทักษะแรงงาน      

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงระบุว่า ทุกวันนี้ทักษะแรงงานไทยต่ำกว่ามาตรฐานในทุกระดับ สิ่งที่จะช่วยแก้ได้คือการที่รัฐเปลี่ยนจากการแจกเงินอย่างเดียวเป็นการแจกคูงปองสร้างทักษะให้ประชาชนไปใช้ฝึกทักษะเพิ่มพร้อม ๆ กับการแจกเงินค่าเสียโอกาส หากทักษะที่ฝึกแล้วไม่ตรงกับความต้องการของตลาด หรือยังหางานไม่ได้ก็ยังมีเงินที่รัฐหนุนให้

ข้อเสนอนี้จะทำให้การยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสร้างแรงงานเกิดขึ้นได้จริง และยั่งยืนมากกว่าการแจกเงินแบบประชานิยม ซึ่งหากท้ายที่สุดเกิดอาชีพใหม่ ๆ ทักษะใหม่ ๆ เงินตรงนี้ก็จะไหลกลับเข้ามาในระบบ


ดร.สมชัย ชี้ว่า การฟื้นฐานะการคลังของประเทศให้ดีขึ้น ต้องสร้างนโยบายที่ช่วยขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้น ตัวอย่างสำคัญคือ นโยบายด้านทักษะแรงงาน เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยในปัจจุบันคือ ทักษะแรงงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การใช้งบประมาณในลักษณะ “แจกเงิน” จึงควรถูกตั้งคำถามในแง่ค่าเสียโอกาส หากเปลี่ยนมาเป็นการสนับสนุนการพัฒนาทักษะ เช่น คูปองฝึกอบรม หรือการยกระดับทักษะอย่างตรงจุด อาจให้ผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจมากกว่า

ด้านวินัยทางการคลัง มีหลายเรื่องที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการภายในช่วงเวลาอันสั้น โดยเฉพาะหลักความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ การลงทุนภาครัฐที่ไม่ชัดเจนต่อการใช้งาน หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว อาจยิ่งทำให้ประเทศติดอยู่ในวังวนหนี้อย่างต่อเนื่อง

นโยบายประชานิยมมักถูกออกแบบเพื่อให้ได้รับความนิยมทางการเมือง เห็นผลชัดในระยะสั้น แต่ในหลายกรณีอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ หากทรัพยากรถูกส่งไปถึงกลุ่มที่มีฐานะดีกว่ามากกว่ากลุ่มเปราะบาง ขณะที่นโยบายสวัสดิการที่แท้จริงควรมุ่งสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และให้ความสำคัญกับผู้ด้อยโอกาสเป็นหลัก

ดร.สมชัย ตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองในปัจจุบัน จะพบว่ามีเพียงไม่กี่พรรคที่กล่าวถึงคนพิการหรือกลุ่มเปราะบางอย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของการเมืองเชิงฐานเสียง

นโยบายสวัสดิการจำเป็นต้องคำนึงถึงรายรับของรัฐควบคู่ไปด้วย เพราะสวัสดิการที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนความยินยอมของสังคมในการร่วมกันจ่าย ไม่ใช่เพียงการใช้จ่ายโดยไม่สร้างฐานรายได้รองรับ ปัญหาสำคัญของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณไม่พอ แต่คือสังคมยังไม่เห็นคุณค่าของการร่วมกันรับภาระทางการคลังเพื่อสร้างสวัสดิการที่เป็นธรรม

อ.สมชัยชี้ด้วยว่า ความท้าทายของนโยบายประชานิยมคือ การเน้น “จ่าย” โดยไม่ตอบคำถามว่าเงินจะมาจากไหน ในขณะที่โจทย์สำคัญของประเทศคือ การสื่อสารและโน้มน้าวให้สังคมเห็นพ้องร่วมกันว่า การลงทุนเพื่ออนาคต จำเป็นต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

ประชานิยมไม่ควรไร้ที่มาของเงิน

ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลไทยทุกพรรคการเมืองเก่งเรื่องนโยบายระยะสั้น ตั้งแต่นโยบายรถคันแรกจนถึงคนละครึ่ง แต่ราคาที่คนไทยทุกคนต้องร่วมจ่ายในระยะยาวคือความอ่อนแอของเสถียรภาพการคลัง หนึ่งในช่องทางรายได้ของรัฐที่ทำมาสร้างคะแนนนิยมคือรายได้ภาษีที่มากถึง 17%

หากรัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายที่มาหรือวิธีการหาเงินมาในในมาตรการแจกเงินแบบต่างๆได้นั้น สุดท้ายเราจะไม่สามารถดำเนินนโยบายที่เป็นสวัสดิการที่ควรจะมีจริง ๆ ได้เลย โดยเฉพาะสวัสดิการที่จะสร้างการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ หากรัฐไม่สามารถอธิบายที่มาของเงินได้ ก็จำเป็นที่จะต้องลดรายจ่ายที่ไม่ควรจะจ่ายลง


ศ.ดร.อธิภัทร ระบุว่า ที่ผ่านมา นักการเมืองไทยมีความถนัดในการออกแบบมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรถคันแรกที่ทำให้ยอดขายรถและสินเชื่อเติบโตอย่างมาก หรือมาตรการคนละครึ่งที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ปัญหาสำคัญคือ มาตรการเหล่านี้ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ในระยะยาว และขาดการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เช่น ร้านค้าและผู้ประกอบการจะถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ต้นทุนของการละเลยผลระยะยาวกำลังสะสมและสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในวันนี้ โดยเฉพาะในมิติการคลัง อันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ (Credit Rating) ชี้ให้เห็นว่าภาระการคลังคือหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของไทย ปัจจุบัน การขาดดุลการคลังในระดับ 4–5% ต่อ GDP กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ไม่ควรเป็นภาวะถาวร

ศ.ดร.อธิภัทร ตั้งคำถามว่า เมื่อนโยบายใหม่ ๆ ถูกเสนอขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายล้างหนี้หรือมาตรการแจกเงิน รัฐควรอธิบายให้ชัดว่า เงินจะมาจากไหน เพราะเมื่อมองไปที่กระเป๋าเงินของรัฐในวันนี้จะพบว่ารายได้ภาษีของไทยลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยอยู่ราว 17% ต่อ GDP เหลือเพียงประมาณ 14% ต่อ GDP แม้ระบบจัดเก็บภาษีจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ตาม

สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของกรมสรรพากร แต่เป็นผลจากการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการช้อปดีมีคืนที่เกิดขึ้นแทบทุกปี จนกลายเป็นความคาดหวังของสังคม และทำให้รายได้ของรัฐค่อย ๆ หายไป ในที่สุดการขาดดุล 4–5% ต่อ GDP จึงกลายเป็นเรื่องปกติของระบบการคลังไทย

อีกหนึ่งตัวเลขที่ศ.ดร.อธิภัทรชี้ว่าน่ากังวลคือ สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11% ใกล้เพดานที่ควรไม่เกิน 12% หากพรรคการเมืองยังไม่นำเสนอแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังจะยิ่งเพิ่มขึ้น

“เงินที่แจกในวันนี้คือภาระของวันข้างหน้า โดยเฉพาะต่อชนชั้นกลาง เพราะการปรับภาษีหรือ VAT เป็นการตัดสินใจที่ยากทางการเมือง ภาระจึงมักตกอยู่กับกลุ่มเดิม การแจกไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด สุดท้ายต้องมีคนจ่าย และประเทศไทยไม่สามารถเลื่อนปัญหานี้ออกไปได้อีก หลังจากเลื่อนมาแล้วหลายปี” ศ.ดร.อธิภัทร ระบุ

รัฐบาลชุดถัดไปในอีก 4 ปีข้างหน้า จึงต้องเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหากอันดับเครดิตประเทศถูกปรับลดลงอีก ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีผู้เสียภาษีอยู่เพียงราว 4 ล้านคนมาเป็นเวลานาน คำถามสำคัญคือ จะดึงคนที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้อย่างไร

ในด้านโครงสร้างงบประมาณ ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่า กรอบวินัยการคลังที่กำหนดให้งบลงทุนต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณทั้งหมด กลับกลายเป็นแรงจูงใจให้นักการเมืองหลีกเลี่ยงการลงทุนที่แท้จริง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับนโยบายระยะสั้น ปัจจุบัน สำนักงบประมาณยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่างบลงทุนของรัฐถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า รัฐใช้งบประมาณไปกับการซ่อมถนนมากกว่าการสร้างใหม่ และงานศึกษาของหน่วยงานรัฐเองก็ชี้ว่า เกือบครึ่งของงบลงทุนเป็นรายจ่ายประจำที่แฝงตัวมา แม้แต่นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตก็มีบางส่วนที่ถูกจัดอยู่ในหมวดงบลงทุน

ทั้งหมดนี้สะท้อนมุมมองของ ศ.ดร.อธิภัทร ว่า หากประเทศยังคงมุ่งพึ่งมาตรการระยะสั้นโดยไม่จัดการโครงสร้างรายรับ รายจ่าย และวินัยการคลังอย่างจริงจัง ต้นทุนของนโยบายในวันนี้จะกลายเป็นภาระหนักของประเทศในวันข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะใช้ AI แก้ปัญหาประเทศ รัฐ ต้องพร้อมเปิดข้อมูล

รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน (KRAC) ระบุว่า นโยบายแก้ปัญหาปากท้อง และปัญหาสังคมของทุกพรรคการเมือง พยายามชูการใช้ AI เข้ามาแก้วิกฤติ แต่สิ่งที่แต่ละพรรคลืมคิดไปก็คือ เราไม่ได้มีฐานข้อมูลในระบบมากพอที่จะให้ AI อ่าน การจัดการปัญหาคอร์รัปชันในโลกสำเร็จได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ แต่หน่วยงานรัฐไทยไม่เคยมีมาตรฐานกลางในการเปิดเผยชุดข้อมูลเพื่อให้นำไปวิเคราะห์ต่อได้

ความสำเร็จในอดีตของไทยเช่น ทุจริตก่อสร้างภาครัฐฯ เกิดจากการที่ประชาชนเข้าถึงฐานข้อมูล และใช้ระบบช่วยตรวจสอบความผิดปกติ จนทำให้ป.ป.ช. สามารถหาหลักฐานดำเนินคดีได้จริง แต่ทุกวันนี้เราแทบจะไม่มีสิ่งนั้นหลงเหลือ 

อ.ต่อภัสสร์ ชี้ว่า การยกระดับมาตรฐานข้อมูลของภาครัฐคือหัวใจสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชันในยุคดิจิทัล เพราะเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยและเชื่อมโยงกันได้ การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และบล็อกเชนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลกว่า 25 ชุดมาใช้ตรวจสอบการทุจริต กรณีเสาไฟฟ้ากินรีที่ประชาชนสามารถเปิดแอปพลิเคชันดูราคาต่อหน่วย พบว่ามีราคาสูงผิดปกติ และสามารถร้องเรียนจนเกิดการขยับของกลไกตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่าข้อมูลคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างในปัจจุบันคือ ฐานข้อมูลของรัฐยังไม่ถูกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกรมบัญชีกลาง หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ได้จะช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบเห็นความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การเปิดข้อมูลยังไม่เป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ศักยภาพของการใช้ข้อมูลถูกจำกัด

เมื่อพิจารณารายจ่ายของรัฐผ่านเลนส์ข้อมูล จะเห็นว่างบประมาณจำนวนหนึ่งถูกใช้ไปกับโครงการหรือสิ่งปลูกสร้างที่ขาดความจำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ศาลาแก้วมูลค่ากว่า 120 ล้านบาท หรือการก่อสร้างอาคารราชการใหม่จำนวนมาก รวมถึงโครงการก่อสร้างบางแห่งที่เป็นงบผูกพันระยะยาว ซึ่งเพิ่มภาระการคลังโดยไม่สร้างคุณค่าเชิงสาธารณะอย่างชัดเจน

อ.ต่อภัสสร์เสนอว่า ทางออกสำคัญไม่ใช่เพียงการ “ลดงบประมาณ” แต่คือการทำให้งบที่ถูกใช้ไปแล้วเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการลดคอร์รัปชันและอุดช่องโหว่งบประมาณเป็นกลไกหลัก แนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันสามารถมองได้เป็น 3 มิติ

มิติแรก คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างหลักนิติรัฐ (Rule of Law) ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโทษหรือเขียนกฎหมายให้รุนแรงขึ้นอาจไม่ใช่คำตอบเชิงโครงสร้างเสมอไป เพราะแม้บทลงโทษสูงสุดของคดีคอร์รัปชันจะรุนแรงมาก แต่หากไม่ถูกบังคับใช้จริง ก็ไม่ก่อให้เกิดผลยับยั้ง

มิติที่สอง คือ การเพิ่มความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูล โดยเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาปัจจุบันคือ ข้อมูลจำนวนมากไม่ถูกเปิดเผยตั้งแต่แรก ทำให้ไม่สามารถนำไปเชื่อมโยง วิเคราะห์ และใช้เป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริตได้อย่างเต็มที่

มิติที่สาม คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สังคมเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ การมีส่วนร่วมจำนวนมากยังอยู่ในเชิงสัญลักษณ์ ความเห็นของประชาชนไม่ถูกนำไปใช้จริง และข้อมูลจำนวนมากยังไม่ถูกส่งถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้ อ.ต่อภัสสร์จึงตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายด้านการต่อต้านทุนเทาและการต่อต้านคอร์รัปชันที่พรรคการเมืองนำเสนอ จำเป็นต้องลงรายละเอียดมากกว่าการประกาศเจตนารมณ์ โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน หากต้องการให้การต่อต้านคอร์รัปชันเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ

รับชมย้อนหลัง

บทความ นโยบายที่ประเทศต้องการ และรัฐบาลใหม่ควรทำ โดยคณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ

นักวิจัย

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด