tdri logo
tdri logo
23 กุมภาพันธ์ 2026
Read in 5 Minutes

Views

เมื่อสงครามภาษีเปลี่ยนโหมด จาก IEEPA สู่ Section 122 สำรวจความเสี่ยงผู้ส่งออกไทย

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้มีคำวินิจฉัยสำคัญในคดี Learning Resources, Inc. v. Trump ซึ่งตัดสินว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐสภามอบให้ ทำให้มาตรการภาษีหลายชุดที่ฝ่ายบริหารใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา กลายเป็น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในทันที

โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ “ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งภาษีนำเข้าโดยตรง” เพราะไม่ปรากฏคำว่า “tariffs” หรือ “duties” ในตัวบท และอำนาจการเก็บภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภาที่ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ1

คำวินิจฉัยนี้ออกมาด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 จากผู้พิพากษาศาลสูงสุด2 โดยศาลยืนยันว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถอ้าง IEEPA เพื่อกำหนดภาษีในวงกว้างได้อีกต่อไป และยกคำสั่งภาษีส่วนใหญ่ที่อาศัยฐานอำนาจนี้ลงทันที พร้อมส่งเรื่องกลับให้ Court of International Trade (CIT) ซึ่งเป็นศาลล่างเฉพาะทางพิจารณา “เรื่องการเยียวยา/คืนเงินภาษี” ต่อไป3

การตัดสินครั้งนี้สะท้อนถึงแนวคิดว่าฝ่ายบริหารไม่สามารถอ้างอำนาจกว้างโดยไม่มีการมอบอำนาจอย่างชัดเจนจากรัฐสภา โดยศาลนำหลักการนี้มาใช้เน้นย้ำว่าการกำหนดภาษีศุลกากรเป็น “อำนาจที่สำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง” ซึ่งต้องได้รับอนุญาตชัดจากฝ่ายนิติบัญญัติ4

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเข้าใจอย่างรอบคอบคือ ศาลสูงสุดไม่ได้มีคำสั่งให้คืนเงินภาษีโดยอัตโนมัติแก่ผู้นำเข้าที่ชำระอากรไปก่อนหน้านี้ คำวินิจฉัยได้ส่งเรื่องกลับไปยัง Court of International Trade (CIT) เพื่อพิจารณาเรื่องการเยียวยาเป็นรายกรณี

เนื้อหาในบทความส่วนนี้ถูกวิเคราะห์ภายใต้กลไกปกติของกฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ (19 U.S.C. § 1514 – Finality of Liquidation) และบรรทัดฐานจากคดีในอดีต (เช่น United States v. U.S. Shoe Corp.) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องรักษาสิทธิในการขอคืนเงินผ่านการยื่นคัดค้าน (Protest) เป็นรายกรณี ภายในกรอบเวลาที่กำหนด

หมายเหตุ: ภายหลัง มีรายงานข่าวจาก Reuters เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ระบุว่า ผู้พิพากษา Richard Eaton แห่ง U.S. Court of International Trade ได้มีคำสั่งให้รัฐบาลสหรัฐเริ่มดำเนินการคืนภาษีที่ถูกเก็บอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้นำเข้า พร้อมดอกเบี้ย โดยศาลได้กำกับให้หน่วยงานศุลกากรสหรัฐ (U.S. Customs and Border Protection: CBP) จัดทำแนวทางหรือกลไกในการดำเนินการคืนเงินดังกล่าว ซึ่งศาลได้ระบุว่าควรพิจารณาหาวิธีดำเนินการที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาคดีเป็นรายกรณีจำนวนมาก และกำหนดให้มีการรายงานความคืบหน้าต่อศาล อย่างไรก็ดี รายละเอียดของกระบวนการคืนเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและจัดทำโดยฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ รายงานข่าวยังระบุว่าปัจจุบันมีคดีที่ยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเรียกคืนภาษีดังกล่าวประมาณ 2,000 คดี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลสูงสุดชี้ว่ามาตรการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนการคืนเงินยังต้องดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งมีระบบการคัดค้าน การพิจารณา และการอุทธรณ์เป็นลำดับขั้น  ดังนั้น การได้เงินคืนขึ้นอยู่กับสถานะของผู้นำเข้า การยื่น protest ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด และการต่อสู้คดีในศาลล่างตามกระบวนการปกติ ไม่ได้นำไปสู่กระแสเงินสดคืนในทันทีสำหรับภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ “สงครามภาษี” ของสหรัฐฯยุติลง หากแต่เปลี่ยนรูปแบบและฐานอำนาจทางกฎหมาย เนื่องจากเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังคำวินิจฉัยออกมา ฝ่ายบริหารสหรัฐฯประกาศกำหนดภาษีนำเข้าแบบชั่วคราวในอัตรา 10% ทั่วโลกภายใต้ Section 122 ของ Trade Act of 1974 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศหรือภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง

หมายความว่า 10% จะถูกบวกเพิ่มจากอัตราภาษีพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว (เช่น MFN rate หรืออัตราที่กำหนดตามมาตรการอื่น ๆ ที่ยังคงบังคับใช้)

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้มีลักษณะจำกัดในตัวเองอย่างชัดเจน กล่าวคือสามารถใช้อัตราได้ไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนด (15%) และมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในการขยายเวลาออกไป5

การเคลื่อนไหวนี้จึงสะท้อนว่าแม้ศาลจะจำกัดการใช้อำนาจภายใต้ IEEPA แต่ฝ่ายบริหารยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่แคบและตรวจสอบได้มากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี ประกาศของฝ่ายบริหารสหรัฐฯเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ระบุไว้ชัดเจนว่า ภาษีชั่วคราว 10% ภายใต้ Section 122 จะไม่ซ้อนทับกับสินค้าบางประเภทที่อยู่ภายใต้มาตรการอื่นซึ่งบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะสินค้าที่ถูกจัดอยู่ภายใต้มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือมาตรการเฉพาะตามกฎหมายการค้าอื่น หากสินค้าของบริษัทอยู่ในกลุ่มดังกล่าว อัตราภาษีที่ใช้จะยังคงเป็นไปตามมาตรการเดิม และจะไม่ถูกบวกเพิ่มอีก 10% ในช่วงระยะเวลา 150 วันที่กำหนด6

แต่หากสินค้าของบริษัทไม่ได้อยู่ในรายการข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในประกาศ หรือไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการเฉพาะที่ได้รับการยกเว้นอย่างชัดแจ้ง สินค้านั้นจะถูกบวกภาษีเพิ่มเต็มจำนวน 10% ตาม Section 122 ตลอดช่วงเวลาบังคับใช้มาตรการ โดยภาษีดังกล่าวจะคำนวณเพิ่มจากอัตราพื้นฐานหรืออัตราที่ใช้บังคับอยู่ก่อนหน้า เป็นภาระต้นทุนที่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องนำไปคำนวณในโครงสร้างราคาและสัญญาทางการค้าในทันที

สรุปการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

1.ใช้อัตราภาษี 10% เท่ากันหมด (Flat Rate): ภายใต้ IEEPA เดิม อัตราภาษีนำเข้าจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ (ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง) แต่มาตรา 122 จะเปลี่ยนมาใช้วิธีเก็บภาษีส่วนเพิ่ม 10% ในอัตราเดียวสำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก

2.ระยะเวลาบังคับใช้: ภาษีภายใต้มาตรา 122 เป็นมาตรการชั่วคราว มีอายุเพียง 150 วัน (สิ้นสุด 24 กรกฎาคม 2026) เว้นแต่สภาคองเกรสจะอนุมัติให้ต่ออายุ (แต่มีความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีอาจหาช่องทางประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใหม่เพื่อต่ออายุไปเรื่อยๆ)

3.ผลกระทบต่อข้อตกลงทวิภาคีเดิม: สิทธิพิเศษหรือส่วนลดทางภาษีที่สหรัฐฯ เคยเจรจาไว้กับประเทศคู่ค้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ถือว่า “สิ้นผลทางกฎหมาย” ไปโดยปริยาย ทำให้ตอนนี้ทุกประเทศต้องกลับมาเผชิญหน้ากับกำแพงภาษี 10% เท่ากันหมด จนกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีคำสั่งประกาศบังคับใช้ข้อตกลงเหล่านั้นใหม่ด้วยกลไกอื่น

สิ่งที่ยังคงเดิม

  • ไม่เก็บซ้ำซ้อนกับมาตรา 232: หากสินค้าใดโดนเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว (เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม) จะไม่ถูกนำมาคิดภาษีเพิ่ม 10% จากมาตรา 122 ซ้ำอีก
  • สินค้าที่ได้สิทธิประโยชน์จากกลุ่มการค้า USMCA (สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา) และ ชิ้นส่วนอากาศยานพลเรือน ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตามเดิม
  • รายการสินค้ายกเว้นอื่นๆ (Annex II) กว่า 1,100 รายการ ยังคงเหมือนเดิมแทบทั้งหมด มีการถอดรายการสิ่งพิมพ์บางชนิดออกเพื่อจัดระเบียบใหม่เท่านั้น
  • มาตรการ De Minimis: สหรัฐฯ ยังคงระงับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ (De Minimis) ต่อไปตามเดิม

เมื่อพิจารณาในเชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องดำเนินการ ดังนี้

1.เริ่มจากการตรวจสอบพิกัดสินค้าในระดับ HS 10 หลักอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าสินค้าแต่ละรายการอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของ Section 122 หรือไม่ และมีภาระภาษีอื่นที่ยังคงใช้บังคับอยู่หรือไม่ การระบุพิกัดอย่างแม่นยำเป็นตัวกำหนดอัตราภาษีที่แท้จริงหรือ effective duty rate ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน

2.การจัดทำโมเดลคำนวณต้นทุนที่สะท้อนผลของมาตรการ 150 วันนี้อย่างชัดเจนก็มีความสำคัญ เพราะอาจกระทบต่อการตั้งราคา ตลอดจนการบริหารสัญญาคู่ค้า

3.อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือวันนำเข้าสินค้า เนื่องจากมาตรการ Section 122 มีผลบังคับใช้กับสินค้าที่ “entered for consumption” ในสหรัฐฯหลังวันที่มีผลบังคับใช้7 ไม่ได้พิจารณาจากวันที่ออกจากประเทศไทยหรือวันที่ลงนามในสัญญา ดังนั้น สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งอาจเข้าข่ายถูกเรียกเก็บ หากวันที่ CBP รับรายการนำเข้าอยู่ในช่วงเวลาบังคับใช้ 150 วันของมาตรการ

4.สุดท้ายบริษัทควรวางแผนทำงานร่วมกับผู้นำเข้าในสหรัฐฯเกี่ยวกับการคัดค้านและการขอคืนเงิน โดยจัดเตรียมข้อมูล sourcing และ production ที่ครบถ้วน การจัดประเภทสินค้าที่ถูกต้อง และเอกสารต้นทุนที่โปร่งใส เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีทั้งในขั้น CBP และในศาล

แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดจะยุติการอ้าง IEEPA ในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ยุติความเป็นไปได้ของการกำหนดภาษีในอนาคต ระบบการเก็บภาษีของสหรัฐฯยังดำเนินภายใต้เครื่องมือทางกฎหมายหลายชุดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และกระบวนการอนุมัติทางการเมืองอาจเข้ามามีบทบาทเด่นชัดกว่าเดิม ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจึงยังคงอยู่

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดยังสะท้อนทิศทางที่อาจเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะ “ยกระดับ” ภาษี 10% ทั่วโลกไปสู่ระดับสูงสุดที่กฎหมาย Section 122 อนุญาต คือ 15% และสำหรับบริษัทไทยที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มีสิ่งที่ต้องเตรียมการคือการรับมือกับอัตราภาษี 10% ในวันนี้ ตลอดจนการบริหารเวลา ความเสี่ยง และโครงสร้างข้อมูลภายในองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

บทความโดยดร.สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโส ด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทีดีอาร์ไอ


อ้างอิง

  1. 1.Learning Resources, Inc. v. Trump, No. 24-1287, slip op. opinion of the Court at 8–12 (U.S. Feb. 20, 2026), https://www.supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_4gcj.pdf.
    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส, “ด่วน ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าของ Trump ผิดกฎหมาย,” กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, 20 กุมภาพันธ์ 2569, https://files-website.ditp.go.th/uploads/TTCLA_US_News_Tariff_Supreme_Court_Feb2026_4cfadd3064.pdf. ↩︎
  2. 2.Id., opinion of the Court at 1. ↩︎
  3. 3.Id., opinion of the Court at 20-21. ↩︎
  4. 4.Id., opinion of the Court at 12–15 ↩︎
  5. 5.Lisa O’Carroll and Lauren Aratani, “What Will Happen to Trump’s Tariffs After Supreme Court Verdict?,” The Guardian, February 20, 2026, https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/20/what-will-happen-to-trump-tariffs-after-supreme-court-verdict. ↩︎
  6. 6.Fiama Angeles and Johannes Fritz, “From IEEPA to Section 122: What Changed on 20 February 2026,” Global Trade Alert, February 21, 2026, https://globaltradealert.org/blog/from-ieepa-to-section-122. ↩︎
  7. 7.”Supreme Court Strikes Down Trump’s IEEPA Tariffs — Now What for LSPs?,” TRADLINX Blogs, February 21, 2026, https://blogs.tradlinx.com/supreme-court-strikes-down-trumps-ieepa-tariffs-now-what-for-lsps/.
    “U.S. 10% Section 122 Tariff In Effect Feb. 24,” GHY International, February 21, 2026, https://www.ghy.com/trade-compliance/us-10-section-122-tariff-in-effect-feb-24-ieepa-tariffs-directed-to-wind-down-de-minimis-suspension-continues/. ↩︎

บทความที่เกี่ยวข้อง เมื่อข้อมูลคืออาวุธ โอกาสของส่งออกไทย ก่อนศาลชี้ชะตาภาษีทรัมป์

นักวิจัย

ดร. สลิลธร ทองมีนสุข
นักวิชาการอาวุโส

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด