tdri logo
tdri logo
24 มีนาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

“เปิดประตูโอกาส เจาะกลยุทธ์กล้วย-กาแฟไทย”

ทีดีอาร์ไอ ร่วมกับสศอ. จัดสัมมนา “เปิดประตูโอกาส เจาะกลยุทธ์กล้วย-กาแฟไทย” เปิดผลการศึกษาวิเคราะห์ห่วงโซ่อุทาน ชี้ “ผลิตภาพ” เป็นหัวใจสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเกษตรไทย สร้างฐานการผลิตให้แข็งแรง ดันมูลค่าเพิ่ม ปลดล็อกรายได้เกษตรกร

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดงานสัมมนา”เปิดประตูโอกาส เจาะกลยุทธ์ กล้วย-กาแฟ” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาโครงการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน และโอกาสการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูง กรณีศึกษากาแฟและกล้วย ที่จัดทำโดยดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ และคณะ นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีอภิปรายใน 2 หัวข้อคือ “ห่วงโซ่อุปทานกาแฟไทย และกล้วยไทย: อุปสรรค โอกาส และแนวทางการพัฒนา” ชี้หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างด้วยการเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

กาแฟ

ตลาดกาแฟโตก้าวกระโดด แต่ผลผลิตกาแฟไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เจอปัญหาโครงสร้างภาษีนำเข้ากาแฟลักลั่น ทำต้นทุนผู้ประกอบการไทยสูง ชี้กาแฟ สเปเชียล กาแฟฟังกชัน มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แต่ต้องเร่งจัดการปัญหาคอขวดตลอดห่วงโซ่อุปทาน

คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า การยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูง จำเป็นต้องแก้ปัญหา “คอขวด” ในทุกมิติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม “กาแฟ” ที่แม้ความต้องการในตลาดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ภาคการผลิตในประเทศกลับสวนทาง โดยเผชิญวิกฤตการณ์ใน ระดับต้นน้ำ ที่สำคัญคือ ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขผลผลิตต่อไร่ (Yield) ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง นอกจากนี้ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายมิติ เริ่มจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ปลูก โดยในภาคเหนือซึ่งเหมาะแก่การปลูกกาแฟอาราบิกาเพราะเป็นพื้นที่สูง แต่ก็มีความลาดชันสูง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ป่า ทำให้ยากต่อการขยายพื้นที่ปลูกหรือการนำเครื่องจักรเกษตรมาใช้ ขณะที่ภาคใต้ซึ่งเหมาะแก่การปลูกโรบัสตา แต่เกษตรกรมีทางเลือกในการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนจูงใจกว่า ส่งผลให้พื้นที่ปลูกกาแฟโดยรวมมีจำกัด

ขณะเดียวกันยังมีประเด็นความท้าทายด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี โดยพบว่าระบบการรับรอง และการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟให้ได้มาตรฐาน ทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศยังไม่ครอบคลุม รวมถึงเกษตรกรยังเข้าถึงการฝึกอบรมด้านการดูแลต้นและการจัดการแปลงกาแฟอย่างมีประสิทธิภาพได้น้อย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต รวมทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของเกษตรกร ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญในการปรับตัวสู่เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อดึงศักยภาพของพื้นที่ออกมาให้ได้สูงสุด ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ใน ระดับกลางน้ำ คณะผู้วิจัยพบความท้าทายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการแปรรูปและข้อจำกัดด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะกระบวนการแปรรูปกาแฟที่ยังใช้น้ำในปริมาณสูงและขาดระบบบริหารจัดการน้ำเสีย รวมถึงกากวัสดุเหลือทิ้งจากผลกาแฟและกะลาที่ยังไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ขณะเดียวกัน การก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ยังมีอุปสรรคจากการขาดการพัฒนาเทคโนโลยีการหมักและสายพันธุ์จุลินทรีย์ท้องถิ่น (Local Starter) ที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ หรือเผชิญความเสี่ยงจากการหมักที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ หัวหน้าโครงการ

นอกจากนี้ ประเด็นที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันคือ โครงสร้างภาษีที่ลักลั่น โดยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ (วัตถุดิบ) ภายใต้ข้อตกลง WTO ในโควตามีเพียง 5.25 ตันต่อปี (ภาษี 30%) ขณะที่นอกโควตาสูงถึง 90% แต่ในทางกลับกัน การนำเข้ากาแฟคั่วและผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปภายใต้ข้อตกลง FTA กลับมีอัตราภาษีเป็น 0% และโครงสร้างภาษีการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ 5% ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่ผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้และบริโภค ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการไทยสูงกว่าคู่แข่ง และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทยในตลาดในไทยเองและในตลาดโลก

ใน ระดับปลายน้ำ คณะผู้วิจัยพบว่า แม้ความต้องการกาแฟพรีเมียม กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) และกาแฟฟังก์ชัน (Functional Coffee) ในไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่สินค้าไทยกลับเผชิญอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงเหล่านี้ เนื่องจากการขาด ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และ การรับรองแหล่งกำเนิด (Geographical Indication) ที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้บริโภคยุคใหม่ใช้ตัดสินใจเลือกซื้อ สุดท้ายนี้หากไทยสามารถปลดล็อกปัญหาคอขวดเหล่านี้ได้ จะช่วยลดการพึ่งพากาแฟนำเข้า แต่ยังเป็นการเปลี่ยนสถานะของกาแฟไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในเวทีโลก

กล้วย

ตลาดกล้วยไทยยังโตได้อีก ชี้ส่งออก “กล้วยหอมทอง” ไปญี่ปุ่นได้ไม่ถึง 1 ใน 3 ของโควตาทั้งหมด กระจุกตัวในผู้ส่งออกบางราย ติดข้อจำกัดสายพันธุ์–มาตรฐาน–คัดเกรด–ราคา แนะเร่งวางแผนเชิงพื้นที่คุมคุณภาพ และเปิดทางรุกค้าปลีกญี่ปุ่น และต่างประเทศ

สำหรับโครงการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานและโอกาสการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูง กรณีศึกษากล้วย คณะผู้วิจัยได้ระบุถึงภาพรวมอุตสาหกรรมกล้วยในไทยว่า ในประเทศนิยมปลูกและบริโภคกล้วยน้ำว้า และกล้วยหอมทอง แต่ตลาดโลก เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย และญี่ปุ่น นิยมบริโภค ‘กล้วยหอมคาเวนดิช’ หรือ “กล้วยหอมเขียว” เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกพันธุ์ที่ตลาดโลกนิยมบริโภค แต่ปัจจุบันยังส่งออกกล้วยหอมทองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่ให้สิทธิภาษีนำเข้ากล้วยสดจากไทย 0% ในโควตา 8,000 ตันต่อปี แต่ไทยส่งออกเพียงประมาณ 2,000–3,000 ตันต่อปีเท่านั้น และยังพบด้วยว่าโควตากระจุกตัวอยู่ในผู้ส่งออกบางราย เนื่องจากการใช้โควตาส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่นต้องเป็นนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสารตกค้าง โดยโควตา 8,000 ตันถูกจัดสรรให้กับผู้ส่งออกรายเดิม 70% รายใหม่15% และโควตากลาง15% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการยกระดับผู้ประกอบการรายใหม่ อีกทั้งในปัจจุบันไทยยังใช้โควตาได้ไม่เต็ม เนื่องจากข้อจำกัดด้านคุณภาพของผลผลิตที่ตรงตามมาตรฐานความต้องการ สำหรับการส่งออกกล้วยหอมทองออร์แกนิคให้กับประเทศญี่ปุ่นนั้น ช่องว่างที่สำคัญคือความสม่ำเสมอของอุปทาน มากกว่าข้อจำกัดด้านภาษี

ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ทีดีอาร์ไอ

ส่วนปัญหาและอุปสรรคของกล้วยไทยนั้น คณะผู้วิจัยได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับต้นน้ำ คอขวดต้นน้ำอยู่ที่ข้อจำกัดด้านสายพันธุ์ เทคโนโลยีการเพาะปลูก และการจัดการแปลง เช่น การตรวจคุณภาพดิน แรงงาน มาตรฐาน GAP และต้นทุนการผลิต ทำให้คุณภาพและความสามารถในการแข่งขันยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่กลางน้ำ อยู่ที่การสูญเสียหลังเก็บเกี่ยวสูง มาตรฐานคัดเกรดเข้มงวด และข้อจำกัดด้านเงินทุน ทำให้การพัฒนาและเพิ่มมูลค่ายังทำได้จำกัด ส่วนปลายน้ำ คือราคาแข่งขันยาก แรงกดดันจากคู่แข่งในตลาดส่งออก และขาดการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น การแปรรูปเป็นแป้งกล้วย กล้วยผงเพื่อสุขภาพ นมกล้วย หรือกล้วยบดสำหรับทำเบเกอรี่

ขณะที่นโยบายภาครัฐในปัจจุบัน ในระดับต้นน้ำ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและจัดการทรัพยากร ผ่านโครงการแปลงใหญ่ การบริหารดิน–น้ำ และการส่งเสริมพันธุ์กล้วย กลางน้ำ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านงานวิจัย อุปกรณ์แปรรูป และการพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร และปลายน้ำ เน้นการสร้างมูลค่า ยกระดับมาตรฐาน และผลักดันการส่งออก ผ่านการสร้างแบรนด์และมาตรฐานสากล

คณะผู้วิจัยระบุด้วยว่า อุตสาหกรรมกล้วยไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตสูงทั้งตลาดในและต่างประเทศ แม้จะยังเผชิญปัญหาผลผลิตล้นตลาดเป็นระยะ และยังไม่สามารถขยายการส่งออกได้เต็มศักยภาพ อย่างไรก็ ตามหัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการ “แยกกลุ่มตลาดให้ชัดเจน” โดยตลาดในประเทศ ควรใช้การประเมินขนาดของตลาดและความต้องการของตลาด ร่วมกับการวางแผนการผลิตเชิงพื้นที่เพื่อควบคุมคุณภาพ และแก้ปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ให้ตรงตามมาตรฐานของแต่ละช่องทาง เช่น ตลาดสด หรือห้างสรรพสินค้า

สำหรับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น แม้ไทยจะส่งออกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ กล้วยหอมทองออร์แกนิคมานานกว่า 30 ปีให้สหกรณ์ผู้บริโภคญี่ปุ่น แต่ยังส่งออกได้ในปริมาณที่จำกัด จึงควรทบทวนว่ามาตรฐานที่เข้มงวดนั้นจำเป็นต่อทุกช่องทางการขายหรือไม่ หากสามารถรุกเข้าสู่ตลาดค้าปลีกหรือโมเดิร์นเทรดที่มีข้อกำหนดหยุ่นตัวขึ้นได้ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนการส่งออก นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่ชัดเกี่ยวกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นในด้านสายพันธุ์ว่ามีความต้องการกล้วยหอมทอง หรือกล้วยคาเวนดิชเป็นหลัก โดยในกรณีของกล้วยคาเวนดิชไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดญี่ปุ่น เช่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า

คณะผู้วิจัย มีข้อเสนอแนะทางนโยบายทั้งห่วงโซ่อุปทานกล้วยไทยดังนี้ 1.วางรากฐานการผลิตและกำหนดทิศทางตลาด (Strategic Positioning): เร่งกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Positioning) ให้ชัดเจนระหว่าง “การผลิตเพื่อบริโภคในประเทศ” และ “การผลิตเพื่อส่งออก” ซึ่งมีมาตรฐานและคุณภาพที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งต้องทำการประเมินขนาดตลาดและความต้องการ (Market Size & Demand) ทั้งในและต่างประเทศอย่างแม่นยำ เพื่อนำมาคำนวณย้อนกลับเป็นแผนการส่งเสริมการปลูกในเชิงพื้นที่ (Area-based Planning) ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด (Oversupply) และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกร 2.การเพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐาน

  • ต้นน้ำ: มุ่งเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรค (เช่น โรคตายพราย) และวางแผนการผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก (GAP) และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีการผลิต 3.การลดความสูญเสียและสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • กลางน้ำ: มุ่งเน้นการบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดการสูญเสีย (Post-harvest loss) ปรับปรุงระบบการจัดการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่าผ่านอุตสาหกรรมการแปรรูปและสารสกัดมูลค่าสูง เช่น ผงกล้วยเพื่อสุขภาพ นมกล้วย หรือแป้งกล้วย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและตอบโจทย์เทรนด์อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า  4. การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและขยายตลาด
  • ปลายน้ำ: สร้างแรงจูงใจในการผลิตเพื่อส่งออกที่เป็นธรรม บริหารจัดการความเสี่ยงทางการค้า และมุ่งเน้นการตลาดเชิงรุกเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์และเรื่องราวของกล้วยไทย (Storytelling) สู่ตลาดระดับบน     

“บทสรุปของการศึกษาเปรียบเทียบพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดนี้ แสดงให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างเกษตรไทย คือ การให้ความสำคัญกับผลิตภาพและผลผลิตต่อไร่เป็นกระดุมเม็ดแรก การสร้างฐานการผลิตต้นน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในต้นทุนที่แข่งขันได้จะเป็นรากฐานสำคัญนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยพาเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นจากวงจรรายได้ต่ำอย่างยั่งยืน”คณะผู้วิจัยระบุ

นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีเสวนา 2 หัวข้อ ประกอบด้วย การอภิปรายหัวข้อ “ห่วงโซ่ อุปทานกาแฟไทย: อุปสรรคโอกาสและแนวทางการพัฒนา” โดยมีคุณสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด คุณสิทธินัดดา ปภาวสิทธิ์ ผู้จัดการส่วนโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณฉัฐรินทร์ ธรรมชัยโรจน์ กรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) คุณเจริญ บุญลาภทวีโชค อุปนายกสมาคมกาแฟไทย ร่วมเสวนา

และการอภิปรายในหัวข้อ “ห่วงโซ่ อุปทานกล้วยไทย: อุปสรรค โอกาส และแนวทางการพัฒนา” โดยมีคุณไพวัลย์ แจ่มแจ้ง  ไร่ไพวัลย์กล้วยหอม คุณรัฐธีร์ มนตรีจารุวัฒน์  BCG Social Company Limited และผศ.ดร.อารยา อาจเจริญ เทียนหอม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมเสวนา

นักวิจัย

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด