tdri logo
tdri logo
9 เมษายน 2026
Read in 5 Minutes

Views

สมรภูมิตะวันออกกลาง สู่บิลค่าไฟในมือคุณ เมื่อไทยยังพึ่งพาการนำเข้า

สงครามในตะวันออกกลางเกี่ยวข้องอะไรกับค่าไฟของคนไทย?

คำตอบที่ได้…อาจมากกว่าที่คิด

ปัจจุบันไทย ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติถึง 58.19% ในการผลิตไฟฟ้า1 โดยนอกจากก๊าซธรรมชาติที่มาจากอ่าวไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาแล้วนั้น ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Natural Gas: LNG) จากต่างประเทศ เช่น กาตาร์ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ เป็นสัดส่วนกว่า 35% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า

เมื่อเกิดเหตุสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมันและ LNG จากประเทศแถบตะวันออกกลางไปจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยก็ถูกปิดลง ตอกย้ำภาพความไม่แน่นอนของการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับการคมนาคมและการผลิตไฟฟ้าของไทย ทั้งในแง่ของปัญหาการขาดแคลนและผลกระทบด้านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จนต้องใช้กลไกกองทุนน้ำมันตรึงราคาเพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจและประชาชน

ในความเป็นจริงแล้ว แม้ในช่วงที่สถานการณ์ปกติ ก็ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นที่สามารถส่งผลกระทบต่ออุปทาน (Supply) และราคาของ LNG ได้ เช่น เส้นทางการขนส่ง LNG จากสหรัฐฯ มายังประเทศไทย ผ่านคลองปานามา (Panama Canal) ที่เมื่อประสบปัญหาภัยแล้งจนทำให้ระดับน้ำลดลงจะส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ อาจจะต้องลดปริมาณการขนส่ง หรือจ่ายค่าธรรมเนียมผันแปร (Fresh Water Surcharge) เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยการใช้น้ำเพื่อเดินเรือ เป็นเหตุให้ราคาต้นทุนในการใช้ LNG มาผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น2 3

ไม่เพียงเท่านั้น การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักอาจจะค่อย ๆ บั่นทอนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคต เนื่องจากเชื้อเพลิงดังกล่าวเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป ส่งผลให้ต้นทุนการเสาะหาและขุดเจาะเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะแพงขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังก่อให้เกิดต้นทุนแอบแฝงในระยะยาว เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานนั้น เป็นกระบวนการที่ปล่อย ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) อันเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนและความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแม้จะไม่ได้สะท้อนให้เห็นในบิลค่าไฟ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นสิ่งที่ประชาชนจะต้องแบกรับ ทั้งในทางการจ่ายภาษีเพื่อให้ภาครัฐดำเนินการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว และในด้านคุณภาพชีวิตที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่ลง

เพื่อค่าไฟที่เป็นธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในระยะยาว สิ่งที่ภาครัฐควรคำนึงถึงคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งไม่ได้หมายความแค่การหันไปใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น แต่หมายถึง การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ให้รองรับการผลิตและการบริโภคพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และนำไปสู่การลดการปล่อยตัวปัญหาหลักอย่างก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

แน่นอนว่าความตั้งใจในการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศไทย แต่เป็นเป้าหมายร่วมกันของทั้งโลก ซึ่งถูกผลักดันผ่านความร่วมมือสำคัญในนามของ “ความตกลงปารีส”

เมื่อโลกร้อนเกินขีดจำกัด กำเนิดความตกลงปารีส

หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มเกินระดับที่โลกใบนี้จะรับได้ คือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การความร่วมมือในระดับโลกกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) หรือ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้รับการรับรองในการประชุมสมัชชาภาคีสมัยที่ 21 (Conference of the Parties: COP21) โดยประเทศสมาชิกกว่า 195 ภาคี4 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษจิกายน 2559 เป็นต้นมา

ความตกลงปารีส ถือเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และมีเป้าหมายหลักให้ประเทศในภาคีควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส รวมถึงจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม5 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่มีนัยสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ด้วยเหตุนี้ ความตกลงปารีสจึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบริหารจัดการปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผ่านกลไกการจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่แต่ละประเทศกำหนด (National Determined Contributions: NDCs) ในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามบริบทของตนเอง และนำเสนอแผนดังกล่าวต่อ UNFCCC และที่ประชุม COP นับตั้งแต่ปี 2565 รวมถึงต้องมีการทบทวนและยกระดับความมุ่งมั่นของ NDCs ในทุก ๆ 5 ปี

เมื่อโลกปรับ ไทยต้องเปลี่ยน

สำหรับเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยนั้น NDCs 3.0 คือเป้าหมายฉบับล่าสุดที่ถูกนำเสนอต่อที่ประชุม COP30 ณ กรุงเบเล็ม ประเทศบราซิล เมื่อเดือนพฤษจิกายน ปี 2568 โดยมีสาระสำคัญดังนี้6

  • ภายในปี 2578 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิประมาณ 47%7 เทียบกับระดับการปล่อยสุทธิในปีฐาน (ปี 2562)
  • ภายในปี 2593 บรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ซึ่งถือเป็นการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมที่วางไว้เป็นภายในปี 2608 ใน NDCs ฉบับก่อนหน้า

เป้าหมายดังกล่าวของไทย ถือเป็นการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบครอบคลุมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ใน 4 ภาคส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Process and Product Use: IPPU) ภาคจัดการของเสีย และภาคพลังงานและการขนส่ง8 ซึ่งเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยข้อมูลจากปีฐาน (ปี 2562) ชี้ว่า ภาคพลังงานและการขนส่งของไทย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 260.77 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) หรือ คิดเป็น 70% จากทุกภาคส่วน9

นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ เพราะการปลดล็อกให้โครงสร้างพลังงานของประเทศสามารถพึ่งพาพลังงานสะอาดซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่น้อยกว่าการใช้พลังงานฟอสซิลได้นั้น ถือเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ประเทศไทยให้ไว้กับทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

ที่สำคัญ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ซึ่งถูกพิสูจน์จากกรณีสงครามระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ แล้วว่า การที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นส่วนใหญ่นั้น ได้สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนรวมถึงความไม่มั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดซึ่งไทยสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของไทยให้ได้ดียิ่งขึ้น

แล้วทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยในเชิงปฏิบัติเป็นอย่างไร ?

ในการประชุม COP31 ที่จะถูกจัดขึ้นที่ประเทศตุรกี ในเดือนพฤศจิกายนปี 2569 ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมผลักดันให้เหล่าประเทศสมาชิกเปลี่ยนจากการวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติตามแผนให้ได้จริง โดยเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่แต่ละประเทศให้ไว้ในความตกลงปารีสสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงมุ่งเน้นไปที่การรับรองความสอดคล้องของเป้าหมายใน NDCs ของแต่ละประเทศกับเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก และมุ่งเปลี่ยนเป้าหมายเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่สามารถวัดผลได้10

สำหรับประเทศไทย ตอนนี้จึงเป็นเวลาสำหรับการติดตามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ว่าจะสามารถวางแนวทางให้สอดรับกับเป้าหมายการจะเป็น Net Zero ภายในปี 2593 ที่ถูกประกาศไปใน NDCs 3.0 ได้อย่างสมเหตุสมผลและเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติเพียงใด

ไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก…เพียงพอแล้วหรือยัง ?

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในแบบที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า แต่เกี่ยวข้องกับการจัดการ 3 มิติสำคัญในความตกลงปารีสที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

มิติที่หนึ่ง การลดมลพิษ (การบรรเทาผลกระทบ: Mitigation) โดยการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยเสริมในการผลิตพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

สำหรับบริบทของประเทศไทย พลังงานสะอาดที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายที่สุดก็คงไม่พ้น พลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่ในวันนี้ยังมีคำถามถึงกลไกสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาคประชาชน ความยุติธรรมด้านการแข่งขันในตลาดโซลาร์เซลล์ รวมถึงความชัดเจนในนโยบายการจัดการแผงโซลาร์ที่หมดอายุใช้งาน ที่อาจจะกลายเป็นดาบสองคมต่อสิ่งแวดล้อมหากไม่ได้รับการกำจัดอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ชวนทำความรู้จักเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพและสามารถช่วยเติมเต็มความต้องการพลังงานของประเทศไทยได้อย่าง พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงนั้นต่างจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตรงที่ไฮโดรเจนจะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลังงาน จึงถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสำหรับภาคพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยากอย่างโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมหนัก และการขนส่งระยะไกล11 รวมไปถึง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular. Reactor: SMR) ที่ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (Nuclear Fission) เป็นจุดตั้งต้นในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ไม่เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิต

โดยเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบดั้งเดิมแล้วนั้น SMR มีกำลังการผลิตที่ต่ำกว่า (ผลิตได้ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์) แต่ก็มีข้อได้เปรียบด้านการใช้เงินทุน พื้นที่ และเวลาในการสร้างที่น้อยกว่า12 อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน พลังงานไฮโดรเจนยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตที่สูง และสังคมยังคงมีข้อกังวลในอันตรายของกัมมันตรังสีจาก SMR จึงอยากชวนสำรวจข้อเท็จจริงและความเสี่ยงของเทคโนโลยีแต่ละประเภท รวมถึงนโยบายหรือมาตรการกำกับดูแลที่จะสามารถช่วยบริหารความเสี่ยงเหล่านั้นให้อยู่ในระดับที่สังคมยอมรับได้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน ก่อนที่พลังงานเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในวงกว้างในบริบทประเทศไทย

มิติที่สอง การเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (การปรับตัว: Adaptation) นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วนั้นเรายังต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ที่เริ่มส่งผลให้เห็นมากขึ้นผ่านภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น และยังรวมไปถึงการปรับตัวทางโครงสร้างพลังงานให้สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงควบคู่กันไปก็คือ ความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่าง โครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ของประเทศ –ควรมีหน้าตาอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไรต่อความสามารถในการรองรับพลังงานสะอาดที่มากขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถรับรองเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่ประชาชนได้ ไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ (Blackout) ครั้งใหญ่ในยุโรป (สเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศสบางส่วน) ที่เกิดขึ้นเมื่อเมษายน ปี 2568 ที่ผ่านมา

รวมไปถึง ชวนมองหาโอกาสจาก ความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว ผ่านการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับภูมิภาค เช่น โครงการ ASEAN Power Grid – โครงการความร่วมมือระดับภูมิภาค ที่มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างตลาดพลังงานที่เป็นเอกภาพและยั่งยืนในระดับ ASEAN

มิติที่สาม การจัดหาเงินทุนสำหรับงานทั้งหมดนี้ (การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: Climate Finance) กิจกรรมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากขาดเงินทุนที่จะสนับสนุนกระบวนการทั้งหมด

Climate Finance จึงถือเป็นอีกมิติที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการเงินที่จะมาช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เช่น สินเชื่อสีเขียว (Green Loans) และตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) รวมถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (Market-based Mechanism) อย่าง ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) ที่จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความยุติธรรมให้แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจในการหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

เหล่านี้คือเหตุผลและความจำเป็นเร่งด่วนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย ซึ่งแม้จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศ แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดความเป็นไปได้ของเป้าหมายในทางปฏิบัติเช่น การปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เอื้อต่อการขยายพลังงานสะอาด นโยบายส่งเสริมที่ต้องสอดรับและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แหล่งเงินทุนและนักลงทุน รวมไปถึง การเตรียมความพร้อมให้แก่ทุกภาคส่วน ทั้งในแง่ของการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ ของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาทักษะแรงงานให้เท่าทัน และการจัดการกับความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่าน ระหว่างผู้ที่สามารถและผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้

การคำนึงถึงอุปสรรคเหล่านี้พร้อมกับการวางแผนในการรับมือ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าการเปลี่ยนผ่านของไทยจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเพียงใดในทางปฏิบัติ

แล้วตอนนี้ ไทยพร้อมแค่ไหน ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ?

ชวนติดตามเส้นทางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของไทย ผ่านการสำรวจเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ข้อจำกัดสำคัญ และนโยบายที่เกี่ยวข้อง จากบทความถัดไปของชุดบทความ Energy Transition Series เร็ว ๆ นี้

“บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการพลังงานสะอาดเข้าถึงได้ และมั่นคง สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Clean, Affordable and Secure Energy: CASE for Southeast Asia)”


อ้างอิง

  1. [1] (2 มีนาคม 2569). สงครามตะวันออกกลางดัน “ค่าไฟไทย” เสี่ยงแพง เหตุพึ่งพา LNG จากกาตาร์สูงสุด. Just Pow. https://justpow.co/article-unfair-electricity-bill/ ↩︎
  2. [2] Trade Policy and Strategy Office (TPSO). (กรกฎาคม 2566). บทบาทคลองปานามาต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ภัยแล้งของโลก. https://uploads.tpso.go.th/rwmaiflngaansueksaakhlngpaanaamaa_k.kh_._66.pdf ↩︎
  3. [3] Krecke, T. (19 กุมภาพันธ์ 2569). PEIT Public Lecture: Natural Gas: Managing Energy Security in an LNG-Dependent Future – Navigating Global Market Volatility and Redefining the Role of LNG Within a Resilient Energy Portfolio ↩︎
  4. [4] 195 ประเทศ ได้แก่ 194 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) แต่ปัจจุบัน มีประเทศสมาชิกคงเหลือ 194 ประเทศ โดยสหรัฐอเมริกา ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศถอนตัวไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (15 มกราคม 2569). ทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงและสนธิสัญญาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ. https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/INFO385-TRUMP-ENVIRONMENTAL-FB-2026-01-15.aspx) ↩︎
  5. [5] https://unfccc.int/process-and-meetings/the-paris-agreement ↩︎
  6. [6] สิรินาฏ ศิริสุนทร. (8 พฤษจิกายน 2568). COP30: ไทยเสนอแผนลดก๊าซเรือนกระจก 47% ในปี 2035. Policy Watch. https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-145 ↩︎
  7. [7] ดำเนินการลด 135.2 MtCO2eq จาก 287.2 MtCO2eq (หรือ ก็คือจะปล่อยเพียง 152 MtCO2eq ในปี 2035) ↩︎
  8. [8] ภาคพลังงานและการขนส่ง ครอบคลุมกิจกรรมดังนี้: อุตสาหกรรมพลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิตและการก่อสร้าง น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการใช้พลังงานอื่น ๆ และเชื้อเพลิงแข็ง ↩︎
  9. [9] กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ และกฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์. (13 ธันวาคม 2567). การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับเศรษฐกิจ: ตอนที่ 2 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์: PIER. https://www.pier.or.th/pierspectives/003/ ↩︎
  10. [10] https://cop31.co.uk ↩︎
  11. [11] กองบรรณาธิการ THE STANDARD. (7 กรกฎาคม 2568). ทำไม “ไฮโดรเจน” คืออนาคตพลังงานไทยที่จะมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2065. https://thestandard.co/hydrogen-net-zero-2065/ ↩︎
  12. [12] (31 มีนาคม 2568). สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ดีอย่างไร. https://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/21503-articles-energy-2025-03-31-05 ↩︎

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด