ทีดีอาร์ไอเสนอไทยเร่งยกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร สู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน พบปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายมิติ ผู้บริจาคเสี่ยงรับผิด-ขาดแรงจูงใจลดขยะอาหาร ชี้ต้องขยับจาก “โครงการระยะสั้น” ไปสู่ “นโยบายที่เปลี่ยนวิธีจัดการทั้งห่วงโซ่อาหาร”
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาวิชาการ “บทบาทของกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อการแก้ปัญหาอาหารส่วนเกินและขยะอาหารของประเทศไทย” พร้อมเปิดเผยผลการศึกษาเรื่องการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร โดยเปรียบเทียบแนวทางของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ผลการศึกษาชี้ชัดว่าการแก้ปัญหาที่เน้นเพียงการเก็บรวบรวมและกำจัดไม่เพียงพอ และไม่สามารถลดขยะอาหารได้อย่างยั่งยืน หากไม่เริ่มจัดการตั้งแต่ต้นทางและเชื่อมโยงการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ซึ่งปัญหาขยะอาหารไม่ได้เริ่มต้นที่การทิ้ง แต่เกิดขึ้นตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงพฤติกรรมการบริโภค และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน ในระดับโลก การลดขยะอาหารถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญ ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs 12.3) ที่มุ่งลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030

สำหรับประเทศไทย ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการดำเนินงานที่กระจัดกระจาย การขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน รวมถึงนิยามของอาหารส่วนเกินและขยะอาหารที่ยังไม่ชัดเจนในระดับกฎหมาย ส่งผลต่อการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การบริจาคอาหารยังมีความเสี่ยงทางความรับผิดหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริโภคอาหารส่วนเกิน แม้ผู้บริจาคจะดำเนินการโดยสุจริตก็ตาม ขณะที่ระบบภาษีไม่ได้เอื้อให้การบริจาคเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ทำให้การทิ้งหรือทำลายสินค้ายังมีต้นทุนต่ำกว่า
ในระดับท้องถิ่น การจัดการขยะอาหารยังติดข้อจำกัดด้านการอนุญาต การขนย้ายข้ามพื้นที่ และศักยภาพของหน่วยงาน รวมถึงความไม่สม่ำเสมอในการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลกลางและเครื่องมือจูงใจที่ชัดเจนในการลดขยะอาหาร ทำให้การติดตามสถานการณ์และการออกแบบนโยบายยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ถอดบทเรียนความสำเร็จจากต่างประเทศ สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายของไทย
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอระบุว่า บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนว่าสหภาพยุโรปสามารถผลักดันเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง เพราะผูกโยงเข้ากับนโยบายสำคัญของภูมิภาค เนื่องจากยกระดับประเด็นนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระบบอาหารโดยรวม และเชื่อมโยงเข้ากับยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค เช่น Circular Economy Action Plan และ European Green Deal ทำให้การลดขยะอาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงกิจกรรมรณรงค์ระยะสั้น นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายระหว่างประเทศ เช่น ความตกลงปารีส (Paris Agreement) จึงช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
อีกปัจจัยสำคัญคือการกำหนดการออกแบบโครงสร้างกฎหมายแบบหลายชั้น ประกอบไปด้วยกฎหมายแม่บท กฎหมายลำดับรองและแนวทางปฏิบัติ และมีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ได้ พร้อมทั้งใช้ “ลำดับขั้นการจัดการขยะอาหาร (food waste hierarchy)” เป็นแนวทางกลางเริ่มจากการป้องกัน ลดการเกิดอาหารส่วนเกิน นำกลับไปบริโภค ใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น และกำจัดเป็นทางเลือกสุดท้าย

ประเทศญี่ปุ่นเน้นการใช้ประโยชน์จากกฎหมายทรัพยากร (Resource-based law) ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่วนประเทศสิงคโปร์ใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริจาค Good Samaritan Food Donation Act 2024 เพื่อลดความกังวลของผู้บริจาคเกี่ยวกับความรับผิดทางกฎหมาย ทั้งทางแพ่งและทางอาญาซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการบริจาคอาหารส่วนเกิน
ในขณะที่ หลายประเทศใช้แรงจูงใจทางภาษีเพื่อผลักดันการบริจาคอาหารแทนการทิ้ง โดยในสหภาพยุโรปมีทั้งการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและการลดหย่อนภาษีตามมูลค่าอาหารที่บริจาค ประเทศฝรั่งเศสเปิดทางให้ผู้ประกอบการลดหย่อนภาษีได้สูงถึงร้อยละ 60 ของมูลค่าอาหารที่บริจาค พร้อมนับรวมต้นทุนขนส่ง ขณะที่สหรัฐอเมริกามีกลไกให้หักภาษีได้มากกว่าต้นทุนจริง เพื่อจูงใจภาคธุรกิจอย่างจริงจัง
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ ระบุด้วยว่า หากประเทศไทยยังขับเคลื่อนผ่านโครงการที่ไม่เชื่อมโยงกัน ผลลัพธ์จะยังจำกัดในระยะยาว การปรับแนวทางจึงควรเริ่มจากการทำให้ข้อมูลบนฉลากอาหารเข้าใจง่าย ลดความสับสนระหว่าง “วันหมดอายุ” และ “ควรบริโภคก่อน” เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ถูกต้อง พร้อมทั้งปรับระบบภาษีให้เอื้อต่อการบริจาคอาหารมากขึ้น เพื่อให้การนำอาหารกลับมาใช้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
ในภาคธุรกิจ ควรเริ่มจากการจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น การบริหารสต็อก การคัดแยก และการบริจาคอย่างปลอดภัย ก่อนค่อยพัฒนาไปสู่ข้อกำหนดที่เหมาะสมกับประเภทและขนาดของกิจการ ขณะเดียวกัน การสื่อสารกับประชาชนต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคและลดอาหารเหลือในครัวเรือน ควบคู่กับการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยยืดอายุอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ
สำหรับในระยะยาวควรผลักดันประเด็นนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อกำหนดทิศทางการจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศให้ชัดเจนและต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า จุดเริ่มต้นสำคัญไม่ใช่เพียงการออกกฎหมายใหม่ แต่คือการเปลี่ยนมุมมองจากการมองขยะอาหารเป็นของเสีย ไปสู่การมองว่าเป็นทรัพยากรที่ยังสร้างมูลค่าได้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยลดความสูญเสียในระบบอาหารและก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

















