ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสังคม คำถามสำคัญที่นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายต่างพยายามหาคำตอบคือ “นโยบายสาธารณะของไทยควรเริ่มจากตรงไหน จึงจะตอบโจทย์อนาคตได้จริง” เกิดเป็นข้อเสนอภายใต้โครงการ “การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ และการสร้างเครือข่ายนักวิจัยเชิงนโยบาย” บน 3 โจทย์วิจัยที่สะท้อนความท้าทายสำคัญของประเทศ ได้แก่
- การใช้ Generative AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้
- การปรับใช้มาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืน ISSB ในบริบทประเทศไทย
- การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment)
3 โจทย์วิจัย: จาก “งานศึกษา” สู่ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย”
1. AI เพื่อการศึกษา: ลดภาระครู เปิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่
ทีมวิจัยนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา ได้ทดลองนำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ให้กลายเป็นผู้ช่วยครูมัธยมศึกษาตอนต้น เช่น การตรวจการบ้าน การสรุปเนื้อหา หรือการออกแบบแบบฝึกหัดเพิ่มเติม ซึ่งสามารถลดภาระงานเอกสารและงานธุรการของครู ทำให้ครูมีเวลาทุ่มเทกับการสอนและการดูแลนักเรียนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท มีอินเทอร์เน็ตเพียง 10 Mbps ต่อทั้งโรงเรียน ทำให้การเข้าถึง AI หรือสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเป็นเรื่องท้าทาย นอกจากนี้ ยังมีโจทย์ด้านการพัฒนาทักษะครูในการใช้เทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ครูพึ่งพา AI มากเกินไป รวมทั้งการออกแบบหลักสูตรที่เน้น “การคิดเชิงระบบและการคิดเชิงวิพากษ์” ไม่ใช่เพียงท่องจำ
ข้อเสนอสำคัญคือ รัฐควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่เท่าเทียม พัฒนาทักษะครู และสร้างกลไกกำกับที่ทำให้การใช้ AI ในการศึกษาเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
2. มาตรฐาน ISSB: ยกระดับความยั่งยืนไทยสู่สากล
ทีมวิจัยด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ศึกษาการนำมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนของ ISSB หรือ IFRS S1/S2 มาปรับใช้ในบริบทประเทศไทย โดยสำนักงาน ก.ล.ต. วางแผนบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ตั้งแต่รอบปีบัญชี 2569 เป็นต้นไป โดยพบความท้าทายสำคัญ เช่น
1. ความพร้อมของบริษัท: หลายบริษัท โดยเฉพาะขนาดกลางและเล็ก ยังขาดระบบการเก็บข้อมูลและบุคลากรที่มีทักษะ
2. ต้นทุนการดำเนินการสูง: ทั้งการจัดเก็บข้อมูล GHG และการจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อทวนสอบข้อมูล (Assurance)
3. การขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน: บริษัทต้องการคู่มือเชิงปฏิบัติ (Practical guidance) และองค์ประกอบการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนขั้นต่ำ (Minimum disclosure layout) ที่สามารถใช้ได้กับแบบ 56-1 One Report ที่มีอยู่เดิม
อย่างไรก็ตาม มาตรฐาน ISSB เป็น “Global baseline” ที่จะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีความน่าเชื่อถือและแข่งขันได้ในเวทีโลก และเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่พร้อมมุ่งสู่ Net Zero ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญคือ การสร้าง Ecosystem ข้อมูลและเครื่องมือที่เอื้อต่อการรายงาน การจัดทำคู่มือเชิงปฏิบัติสำหรับบริษัทขนาดต่าง ๆ และการเร่งสร้างบุคลากรด้านบัญชีและความยั่งยืน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
3. Social Investment: พลิกวัฒนธรรมการบริจาคสู่การลงทุนที่จับต้องได้
ทีมวิจัยนโยบายเพื่อการพัฒนาสังคม ได้ตั้งคำถามวิจัยที่สำคัญคือ ทำไมการบริจาคในไทยส่วนใหญ่ยังมาพร้อมกับค่านิยม “ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน” เพราะแม้ว่าการบริจาคจะมีคุณค่าทางสังคม แต่ผู้บริจาคและผู้มีส่วนได้เสีย กลับไม่สามารถติดตามได้ว่าเงินบริจาคทำให้ปัญหาสังคมดีขึ้นจริงหรือไม่ ดังนั้น แนวคิด Social Investment จึงถูกเสนอเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาสังคม ทั้งยังวัดผลได้ และมีระบบติดตามตรวจสอบ
ข้อเสนอสำคัญคือ การเปลี่ยนค่านิยมจากการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็น “การให้เพื่อพัฒนาสังคม” การจัดตั้งหน่วยงานกลางที่เชื่อมโยงเครือข่าย และทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบ การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลกลางที่ลงลึกถึงระดับพื้นที่และกลุ่มเปราะบาง เช่น ข้อมูลเพศหรือข้อมูลชุมชน และการสร้างตัวอย่างกรณีศึกษา (Sandbox) เพื่อเป็นแบบอย่างในการขยายผลต่อไป นอกจากนี้ เครือข่ายที่มีอยู่แล้ว เช่น TIFI (Thailand Investing for Impact) ซึ่งรวมผู้ให้ทุน องค์กรภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างระบบ Social Investment ในไทยได้เช่นเดียวกัน
การสร้างเครือข่าย: หัวใจของการขับเคลื่อนนโยบาย
จากการศึกษาของทีมวิจัยใน 3 ประเด็นข้างต้น ทำให้เห็นชัดว่าการสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในไทย ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่ ประการแรก ผู้มีส่วนได้เสียมีความหลากหลายและซับซ้อน ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายไม่ตรงกัน และมักไม่ค่อยได้สื่อสารหรือหารือร่วมกัน ทำให้ขาดความเข้าใจร่วมที่ชัดเจน ประการที่สอง ยังไม่มี “ผู้เชื่อมโยง” ที่ทำหน้าที่กำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ส่งผลให้เครือข่ายไม่สามารถทำงานอย่างบูรณาการได้จริง ประการที่สาม ขาดความสำเร็จที่จับต้องได้ เช่น กรณีตัวอย่างหรือต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเครือข่ายสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงนโยบายได้จริง ส่งผลให้การสร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเป็นไปได้ยาก ประการสุดท้าย กฎหมายและระเบียบราชการยังมีความซับซ้อน ไม่เอื้อต่อการทดลองหรือนำแนวคิดใหม่ ๆ ไปใช้จริง
ทั้งนี้ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว ทีดีอาร์ไอจึงได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “สร้างนโยบายสาธารณะและเครือข่าย: บทเรียน ความท้าทาย และโอกาสในอนาคต” ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้แทนจากเครือข่ายภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ผศ. ดร. รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ. ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล อนุกรรมการกำกับทิศทาง สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) ร่วมสะท้อนบทเรียนตรงในการสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
ความสำคัญของเครือข่าย
ดร. ปัทมาวดี (วสศ.) เล่าว่าจากประสบการณ์การทำงานทั้งในแวดวงวิจัยและนโยบาย “เครือข่ายที่ทรงพลัง” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องมีทุนวิจัยและกลไกสนับสนุนที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานเชิงนโยบาย และภาคปฏิบัติ ทั้งนี้ หากทุนวิจัยยังแยกส่วน ผลงานวิจัยก็จะไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง ด้าน ทพ. กฤษดา (TEP) ย้ำว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยไม่สามารถหวังพึ่งกระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียวได้ จึงจำเป็นต้องมี “ภาคีเพื่อการศึกษาไทย” (TEP) ที่ทำงานเชื่อมโยงหลากหลายภาคส่วน โดยเครือข่ายลักษณะนี้เป็นพลังในการผลักข้อเสนอไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ส่วน รศ. ดร. รุ่งเกียรติ (จุฬาฯ) ชี้ว่าในภาคการเงิน มักเน้นไปที่การสร้างกลไกเชิงเทคนิคหรือกฎเกณฑ์ แต่หากขาดเครือข่ายที่เชื่อมโยงผู้ลงทุน บริษัท และหน่วยงานกำกับดูแล มาตรฐานใหม่ ๆ อย่าง ISSB ก็จะถูกมองว่าเป็น “ภาระต้นทุน” มากกว่าการสร้างโอกาส
ข้อเสนอในการสร้างเครือข่าย
จากการแลกเปลี่ยนบนเวทีเสวนา สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายนโยบายในไทยยังขาด “หน่วยงานกลาง” ที่เป็นหน่วยงานอิสระ ทำให้บทบาทของนักวิชาการมีความสำคัญยิ่ง ทั้งในฐานะผู้วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้สร้างข้อมูลกลาง และผู้ที่สื่อสารภาษาวิชาการให้สาธารณชนเข้าถึงง่าย เครือข่ายที่มีพลังจึงไม่ใช่เพียงการรวมตัว แต่คือการมีกลไกที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน
โดยวิทยากรแบ่งการสร้างเครือข่ายออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1) Policy Design ที่ใช้ข้อมูลและงานวิจัยเชิงวิชาการในการออกแบบนโยบาย
2) Policy Enactment ที่อาศัยพลังทางการเมืองและการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันนโยบายเข้าสู่ระบบ
3) Policy Implementation ที่ทำให้นโยบายเกิดผลขึ้นจริงในพื้นที่ ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนที่สุดของไทย เพราะติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและระบบราชการ
หากต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย วิทยากรได้ฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่าควรเริ่มจากการทำความเข้าใจผู้เล่นในระบบและหาพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ จากนั้นต้องมุ่งสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเป็น “เกมระยะยาว” ที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการสั้น ๆ และสุดท้าย เครือข่ายต้องยึดโยงอยู่กับข้อมูลและงานวิจัยเป็นจุดร่วม เพื่อสร้างการตัดสินใจบนข้อเท็จจริง มากกว่าความเชื่อหรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
แม้ว่าแต่ละทีมวิจัยจะทำงานในประเด็นที่แตกต่างกัน ได้แก่ การศึกษา ธุรกิจกับความยั่งยืน และการพัฒนาสังคม แต่ทั้งสามทีมมีจุดร่วมสำคัญ คือการมองเห็นความจำเป็นในการผลักดันนโยบายผ่านเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะการแก้ปัญหาประเด็นต่าง ๆ ในปัจจุบัน ไม่สามารถพึ่งพา “นโยบายบนกระดาษ” ได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย “เครือข่ายที่รวมผู้คน ข้อมูล และความร่วมมือข้ามภาคส่วน” เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงในระยะยาว
โครงการ “การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ และการสร้างเครือข่ายนักวิจัยเชิงนโยบาย” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กองทุน Fundamental Fund










