คปภ. ต่อยอดความสำเร็จ “Road Safety จังหวัดต้นแบบถนนปลอดภัย” ผนึกกำลัง 4 จังหวัด “ปราจีนบุรี -นครสวรรค์ -นครนายก -สุพรรณบุรี” สร้างโมเดลลดอุบัติเหตุเชิงพื้นที่ ด้านทีดีอาร์ไอ ชี้ อัตราการตายจากอุบัติเหตุทางถนนยังเกินเป้าหมาย ทำให้ประเทศสูญเสียกว่า 5 แสนล้านต่อปี

วันที่ 21 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) นำโดย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ภาคธุรกิจประกันภัย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดงานแถลงข่าว “Road Safety จังหวัดต้นแบบถนนปลอดภัย” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวเปิดงานและปาฐกถาในหัวข้อ “เดินหน้าโครงการความปลอดภัยต่อเนื่อง ขยายพื้นที่ ขยายความร่วมมือสู่ 4 จังหวัด” ว่า จากการดำเนินโครงการนำร่องในจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อมูลทางสถิติสามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตรายวันให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังพบว่าการทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนถึงร้อยละ 39 และมีแนวโน้มการปรับพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20

“จากผลลัพธ์ดังกล่าว สำนักงาน คปภ. จึงต่อยอดขยายผลโครงการในปี 2569 สู่ 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี ซึ่งแต่ละจังหวัดมีบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม ย่านพาณิชยกรรม เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างเมือง และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งพื้นที่ที่แตกต่างกันเหล่านี้จะทำให้คณะผู้วิจัยจากทีดีอาร์ไอ สามารถสร้างโมเดลชุมชนต้นแบบที่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างตรงจุด และขยายผลเป็นโมเดลเชิงนโยบายในระดับประเทศต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าว
ทั้งนี้ โครงการจะดำเนินงานภายใต้กรอบ Data – Knowledge – Measure ซึ่งเน้นการใช้ข้อมูล
เชิงประจักษ์เป็นฐานในการระบุจุดเสี่ยง พร้อมทั้งร่วมพัฒนาองค์ความรู้กับหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ และทดลองดำเนินมาตรการจริงในชุมชน นับเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงนโยบายที่จังหวัดสามารถต่อยอด และขยายผลได้จริงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญให้โครงการนี้เชื่อมโยงเข้ากับแผนพัฒนาจังหวัด แผนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งกลไกคณะกรรมการที่จังหวัดใช้อยู่เดิม ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการทำงานและเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการเชิงระบบในระดับจังหวัดและชุมชน

เล็งปรับกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ – เพิ่มบทบาทกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย
สำนักงาน คปภ. มีแผนศึกษาการพัฒนากฎหมายและนโยบาย โดยเตรียมปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อเพิ่มบทบาทของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยในการสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ ควบคู่กับการเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อภาคธุรกิจประกันภัยและประชาชนโดยรวม
เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าพัฒนามาตรฐานชุมชนต้นแบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมทั้งผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองประชาชน และเป็นเครื่องมือเชิงสังคมในการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนหน่วยงานเครือข่ายและภาคธุรกิจประกันภัย ร่วมลงพื้นที่และขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนไปพร้อมกับสำนักงาน คปภ. โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันให้ “ถนนปลอดภัย” เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ และเปลี่ยน “ความเสี่ยง” ให้เป็น “ความปลอดภัยที่ยั่งยืน”
อุบัติเหตุทำไทยสูญ 5 แสนล้านต่อปี ชี้ช่วงเทศกาลมาตรการปกติ “เอาไม่อยู่”
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเป้าลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นศูนย์ทั้งประเทศ โดยระบุว่า อุบัติเหตุทางถนนของไทยได้สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 3% ของจีดีพี ซึ่งในปี 2568 อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังเกินเป้าหมาย อยู่ที่ 8.39 คนต่อแสนประชากร โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญของไทย เช่น เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ที่ประชาชนนิยมเดินทางไกล ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงปกติอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ใช้ได้ผลในช่วงเวลาปกติ ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงในช่วงเทศกาลได้

“คน รถ ถนน” วงจรอุบัติเหตุซ้ำซาก พบ 89% ผู้บาดเจ็บ–เสียชีวิตจาก จยย. ไร้ใบขับขี่
ดร.สุเมธ กล่าวว่า แนวทางในการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายผ่านการขับเคลื่อนในระดับชุมชน เพื่อแก้ปัญหาใน 3 ปัจจัย คือ “คน รถ ถนน” ซึ่งเป็นวงจรของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
โดยปัจจัยด้านคน พบการขาดทักษะในการคาดการณ์ความเสี่ยงและมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจากสถิติพบว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ (จยย.) กว่า 89% ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ขณะที่ปัจจัยด้านรถ พบปัญหาการขาดต่อทะเบียน และการตรวจสภาพประจำปี ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากสภาพรถที่ไม่ปลอดภัย และไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. โดยมีรถจักรยานยนต์ที่ทะเบียนขาดกว่า 16 ล้านคัน และในจำนวนนี้กว่า 15 ล้านคันอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
ส่วนปัจจัยด้านถนน พบปัญหาการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งาน โดยในประเทศไทยมีถนนเพียง 12% เท่านั้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนน นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายยังเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ครอบคลุม และไม่ต่อเนื่องเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่ได้
ลุย 4 จังหวัดสร้างชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย สถิติอุบัติเหตุชี้ “ผู้สูงอายุ” กลุ่มเสี่ยงสูง
ดร.สุเมธ กล่าวว่า จากความสำเร็จในจังหวัดปราจีนบุรีในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้มีการขยายไปยัง 5 พื้นที่ ใน 4 จังหวัด เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยที่สามารถเป็นตัวแทนของพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศได้ ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเมืองทางผ่าน โดยจากสถิติพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ (50 ปีขึ้นไป) และในปีที่ผ่านมา มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเป้าหมายถึง 81% ส่วนจังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว พบว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก และมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 20% เช่นเดียวกับจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชานเมือง พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีลักษณะแตกต่างออกไป โดยพบว่ากลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25–39 ปี เป็นกลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุด และมักเกิดอุบัติเหตุหมู่หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่บ่อยครั้ง

“ทีมวิจัยเตรียมลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลจุดเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยง รวม 5 ชุมชน โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับชุมชน เพื่อร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ของพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างแกนนำชุมชนในการสื่อสารและรณรงค์ด้านความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือทำให้ความปลอดภัยทางถนนเกิดขึ้นจริงในชุมชน และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” ดร.สุเมธ ระบุ
ทั้งนี้ สามารถติดตามความคืบหน้าโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ได้ที่เพจ “Road Safety จังหวัดต้นแบบถนนปลอดภัย”










