tdri logo
tdri logo
21 พฤษภาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

ทีดีอาร์ไอ ร่วมวง CAPRI จับมือร่วมกำหนดประเด็นวิจัยขับเคลื่อนนโยบายเกษตรระดับอาเซียน

ทีดีอาร์ไอ ร่วมวง CAPRI จับมือร่วมกำหนดประเด็นวิจัยขับเคลื่อนนโยบายเกษตรระดับอาเซียน ชูแนวคิด “4 P”  Pocket – Plate – Place -People พลิกฟื้นภาคเกษตรตอบโจทย์ความท้าทายใหม่

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมและลงนามในภาคีเพื่อการวิจัยนโยบายการเกษตรแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Consortium for Agricultural Policy Research Initiatives: CAPRI) ที่ศูนย์บัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARCA) ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 27-28 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจากสถาบันวิจัย องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ และหน่วยงานระดับภูมิภาคเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยนโยบายการเกษตรในอาเซียน

Dr. Mercedita Sombilla ผู้อำนวยการศูนย์ SEARCA กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมในภูมิภาคกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายถิ่นของแรงงาน เกษตรกรสูงวัย ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อกันได้อย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือและแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ การก่อตั้ง CAPRI จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคอาเซียนที่เชื่อมโยงสถาบันวิจัยด้านนโยบายเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้บนหลักฐานเชิงประจักษ์ กำหนดประเด็นวิจัยสำคัญที่สอดคล้องกัน และผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและนำไปปฏิบัติ

ขณะที่ Dr. Pedcris Orencio ผู้แทนของ Dr. Pham Quang Minh ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคอาหาร การเกษตร และป่าไม้ สำนักเลขาธิการอาเซียน นำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนภาคอาหาร การเกษตร และป่าไม้ (FAF) ภายใต้วิสัยทัศน์ปี 2045 ของอาเซียน ที่มุ่งยกระดับจากแนวคิด “ความยั่งยืน” ไปสู่ “เกษตรฟื้นฟู” (Regenerative Agriculture) เพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของที่ดิน และความไม่มั่นคงทางอาหาร ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 6 ด้าน ครอบคลุมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการปล่อยคาร์บอน และการเชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค

พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกด้านการเงิน ฐานข้อมูล และตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยนวัตกรรมดิจิทัลและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เป้าหมายสำคัญคือการสร้างภาคอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียนให้มีความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับความมั่นคงในระยะยาว ผ่านการทำงานร่วมกันด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการลงทุน

สำหรับแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 12 ของ SEARCA ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น  Dr. Mercedita Sombilla ระบุว่า เป็นแผนที่มุ่งเน้นผลักดันการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและการเกษตรด้วยนโยบายเป็นตัวขับเคลื่อน โดยให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก (4P) ได้แก่ การเพิ่มรายได้เกษตรกร (Pocket) การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ (Plate)  การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Place) และการเสริมศักยภาพให้เกษตรกร สถาบัน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเกษตร (People) โดยแผนดังกล่าวยังวางบทบาทของ SEARCA ให้เป็นกลไกกลางระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย นโยบาย และการนำไปใช้จริง ผ่านการสร้างและผลักดันการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์

ด้าน Dr. Rico Ancog รองผู้อำนวยการ SEARCA ฝ่ายบริหาร ได้นำเสนอกรอบวาระวิจัยเชิงนโยบายขององค์กร โดยชี้ว่า ภูมิภาคอาเซียนจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนภาคเกษตรและอาหารด้วยนโยบายที่ตอบโจทย์ความท้าทายในปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด “4 P” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากร และคุณภาพชีวิต ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้งานวิจัยสอดคล้องกับเป้าหมายระดับภูมิภาค เชื่อมโยงข้อมูลไปสู่การกำหนดนโยบายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน ก้าวข้ามจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้

เปิดตัวฐานข้อมูลเกษตรอาเซียน แพลตฟอร์มดาต้าระดับภูมิภาค ตั้งเป้าเริ่มใช้ พ.ย.69 นี้

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีการเปิดตัว “ฐานข้อมูลสถิติการเกษตรอาเซียน” หรือ Southeast Asian Agricultural Statistics Database (SAASD) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลการเกษตรของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูล โดยมีกำหนดเปิดใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

ขณะที่ตัวแทนประเทศสมาชิกนำเสนอภาพรวมประเด็นวิจัยด้านนโยบายการเกษตรที่ให้ความสำคัญในปัจจุบัน โดยเนื้อหาสะท้อนทิศทางยุทธศาสตร์ร่วมของนานาประเทศในอาเซียนที่มองภาคการเกษตรในฐานะกลไกสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นที่หลายประเทศเห็นร่วมกัน ได้แก่ การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาระบบเกษตรที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคชนบทและภาคการเกษตรมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเน้นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการสร้างห่วงโซ่มูลค่าที่ครอบคลุม เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น พร้อมกันนี้ยังสะท้อนเป้าหมายความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งการเชื่อมโยงด้านการค้า การพัฒนาระบบธรรมาภิบาลของสถาบัน และการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการยกระดับภาคเกษตรให้ทันสมัยมากขึ้น

ขณะที่เวทีการหารือ 4 ประเด็นภายใต้กรอบ  CAPRI  ได้แก่ “Pocket, Plate, Place และ People” นั้น ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในหลายโครงการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือโครงการที่นำโดยเครือข่ายที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์นโยบาย (Network of Policy Advisors and Analysts: NePAA) ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรและการเชื่อมโยงตลาดในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และบางประเทศในเอเชียใต้ โดยมุ่งศึกษาเรื่องห่วงโซ่มูลค่า ต้นทุนทางการค้า และการเข้าถึงตลาดด้วย

Dr. Rico Ancog รองผู้อำนวยการ SEARCA ฝ่ายบริหาร  ได้สรุปถึงความสำคัญของการสานต่อความร่วมมือในด้านการวิจัยนโยบายการเกษตรในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำว่า CAPRI ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายความร่วมมือ แต่คือพันธสัญญาร่วมกันในการยกระดับการวิจัยนโยบายการเกษตรของอาเซียน เพื่อให้ข้อมูลเชิงประจักษ์สามารถนำไปสู่การตัดสินใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ที่มาข้อมูล

นักวิจัย

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร
นักวิชาการเกียรติคุณ
อุไรรัตน์ จันทรศิริ
นักวิจัยอาวุโส

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด