ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตและพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ได้เป็นเพียงโจทย์เชิงนโยบายของรัฐอีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมไปถึงการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานใหม่ด้วยตนเอง
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การผลักดันนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนก้าวจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟฟ้า” ไปเป็น “ผู้ใช้และผู้ผลิตไฟฟ้า (Prosumer)” ผ่านโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ที่เริ่มต้นในปี 2562 เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ติดตั้ง Solar Rooftop บนที่อยู่อาศัย สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้หลังจากการใช้งานในครัวเรือน เข้าระบบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ตามอัตราราคาที่ภาครัฐกำหนด
การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวคือกลไกที่มีชื่อว่า Net Billing (การหักลบกลบหน่วยตามมูลค่าเงิน) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและคุ้มทุนเร็วขึ้นจากการลงทุนติดตั้งโซลาร์ผ่านการขายไฟฟ้าส่วนเกิน หากแต่ไม่ใช่มาตรการอุดหนุนเพื่อลดค่าครองชีพในวงกว้าง
ในระยะแรกเริ่ม ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากครัวเรือนได้ถูกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1.68 บาทต่อหน่วย และมีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ต่อมาในปี 2564 ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าใหม่ โดยปรับราคารับซื้อเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี (2564 – 2573) แต่ทว่าโครงการนี้ได้กำหนดโควตารับซื้อเพียง 90 เมกะวัตต์เท่านั้น ทำให้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2567 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องประกาศหยุดรับซื้อไฟฟ้าไป เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเต็มโควตา ซึ่งในขณะนี้ ภาครัฐก็อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแผนและทยอยขยายโควตารับซื้อระลอกใหม่
ล่าสุด มีมาตรการที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้พลังงานสะอาด ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ สูงสุด 200,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยมีผลถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2571
และเนื่องด้วยสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงานที่ริเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2569 จวบจนปัจจุบัน เป็นเหตุให้นโยบายและมาตรการดังกล่าวยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นในวงกว้าง
ในภาพรวมแล้ว เสมือนว่าการส่งเสริม Solar Rooftop สำหรับภาคครัวเรือนนั้นจะดูสดใส แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับยังมีเงาของข้อจำกัดและความท้าทายแฝงอยู่หลายประการ
อุปสรรคในการติดตั้ง
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาที่อยู่อาศัย คือ “เงินทุน” ซึ่งการติดตั้งโซลาร์ปัจจุบัน ระบบ Solar Rooftop ที่บริษัทผู้ติดตั้งจะรับติดตั้งนั้น ส่วนใหญ่มีขนาดขั้นต่ำอยู่ที่ 3 กิโลวัตต์ (kW) หรือต้องใช้เงินในติดตั้ง ประมาณ 100,000 บาท[1] หมายความว่า ประชาชนจะต้องมีเงินจำนวนนั้นอยู่ในกระเป๋าเป็นอย่างต่ำ ถึงจะมีความสามารถในการติดตั้งโซลาร์ที่บ้านได้ และถึงแม้จะมีมาตรการลดหย่อนภาษีที่สามารถเข้ามาแบ่งเบาภาระทางการเงินได้ แต่กลไกของการลดหย่อนคือ การลดฐานภาษี ไม่ใช่ลดจากภาษีที่บุคคลต้องจ่ายโดยตรง กล่าวคือ ค่าการลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาท นั้น จะถูกนำไปหักออกจากเงินได้สุทธิ ทำให้ฐานภาษีของผู้ยื่นภาษีลดลง แต่ไม่ใช่การได้เงินคืน 200,000 บาท ทำให้ความคุ้มค่าของมาตรการดังกล่าวขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละบุคคล
อีกหนึ่งข้อจำกัดคือ อาคารที่อยู่อาศัย เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์ เปรียบได้กับการต่อเติมที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับการจดทะเบียนและรับรองถึงความปลอดภัยของอุปกรณ์ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นเหมือนข้อจำกัดในทางปฏิบัติว่า ครัวเรือนที่ต้องการติดโซลาร์ต้องมีที่อยู่อาศัยซึ่งมีโครงสร้างที่มั่นคงเพื่อรองรับน้ำหนักของโครงสร้างแผงโซลาร์ รวมถึงมีพื้นที่เพียงพอเพื่อจัดวางแผงโซลาร์ให้อยู่ในทิศทางการรับแสงอาทิตย์ที่เหมาะสม
หนึ่งในกรณีตัวอย่างของประชาชนในเมืองที่เผชิญกับข้อจำกัดด้านพื้นที่คือ ประชาชนผู้อาศัยในอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม เนื่องด้วยตัวอาคารมีพื้นที่สำหรับการติดตั้งน้อย ถึงจะพยายามวางแผงโซลาร์เข้าไปในพื้นที่ ก็อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟของกลุ่มผู้อยู่อาศัย
แนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจคือ หลักการ Third-Party Access (TPA) หรือการอนุญาตให้บุคคลที่สามสามารถใช้งานโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกับผู้ดูแลระบบอย่างการไฟฟ้าได้ กล่าวคือ หากมีการเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง สามารถส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งของการไฟฟ้าที่ไปยังผู้บริโภคได้โดยตรง โดยจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้สายส่ง (Wheeling Charge) ตามที่กำหนด ก็จะเป็นการเปิดประตูโอกาสให้ผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม หรือแม้แต่ชุมชนในพื้นที่ที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ของตัวเองได้ สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานโซลาร์จากแหล่งผลิตภายนอกได้เช่นกัน
โดยความคืบหน้าล่าสุดสำหรับการผลักดันหลักการ TPA คือ การอนุมัติโครงการนำร่อง Direct Peers-to-Peers Agreement (Direct PPA) โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อปี 2567 ที่เปิดให้ผู้ผลิตพลังงานส่งไฟฟ้าตรงไปยังผู้บริโภคผ่านกลไก TPA ในขนาดไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ (MW) อย่างไรก็ตาม โครงการนำร่องนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้ไฟขนาดใหญ่อย่าง Data Centre เป็นหลัก ยังไม่ได้ถูกขยายให้ครอบคลุมผู้บริโภครายย่อย ซึ่งหมายความว่าผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมก็ยังคงอยู่นอกเขตของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่ดี[2]
ด้วยเหตุนี้ นโยบายของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์สำหรับภาคครัวเรือน จึงยังคงสร้างคำถามสำคัญต่อประชาชนอยู่ว่า นโยบายดังกล่าวครอบคลุมความต้องการของประชาชนอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่? และเป็นนโยบายที่พิจารณาความทั่วถึงสำหรับประชาชนได้อย่างถี่ถ้วนแล้วหรือยัง?
ความคุ้มค่าจากการติดตั้ง
แม้ว่าโซลาร์จะมีข้อดีจากการเป็นพลังงานสะอาดและช่วยลดค่าไฟให้แก่ผู้ใช้ได้ แต่จากเงินทุนที่ต้องใช้สำหรับการติดตั้งตามที่กล่าวไปข้างต้น ก็ย่อมส่งผลให้ประชาชนต้องไตร่ตรองไปถึงความคุ้มค่าที่จะได้จากการติดตั้งด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้ไฟของครัวเรือน ขนาด และคุณภาพของแผงโซลาร์ รวมถึงนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ล้วนส่งผลต่อความช้าเร็วของระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งโซลาร์ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโซลาร์เซลล์มีข้อจำกัดคือสามารถผลิตไฟฟ้าได้แค่ในช่วงเวลาที่มีแสงอาทิตย์ หากครัวเรือนใดต้องการกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้เอาไว้ใช้ในช่วงกลางคืนด้วยนั้น ก็ต้องลงทุนกับการติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อมาทำหน้าที่กักเก็บไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งก็จะไปเพิ่มต้นทุนการติดตั้งให้สูงขึ้นไปอีก
เมื่อลองพิจารณาจากระยะเวลาการคืนทุนของโซลาร์ขนาด 3 kW (ขนาดต่ำสุดในท้องตลาด สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 300-400 หน่วย/เดือน) อยู่ที่ประมาณ 6-7 ปี[3] ซึ่งก็ถือเป็นระยะเวลาที่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ นโยบายการรับซื้อไฟส่วนเกินจากภาคครัวเรือน จึงเป็นนโยบายที่ประชาชนให้ความสนใจ เนื่องจากมีส่วนช่วยย่นระยะเวลาคุ้มทุน แต่จากที่กล่าวไปข้างต้น นโยบายดังกล่าวมีการจำกัดจำนวนครัวเรือนในการเข้าร่วมโครงการ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดรับสมัครเพิ่มเติมจากโควตาที่เต็มไปเมื่อปี 2567
ในส่วนของ กลไกการซื้อ-ขายไฟฟ้า (Billing Mechanism) สำหรับครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในปัจจุบันประเทศไทยใช้กลไกที่เรียกว่า Net Billing หรือการคิดค่าไฟแบบอ้างอิง “หน่วยเงิน” ซึ่งครัวเรือนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์กลับเข้าสู่ระบบได้ แต่ราคาที่การไฟฟ้ารับซื้อจะต่ำกว่าราคาที่ประชาชนซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ทำให้ประชาชนยังคงต้องใช้เวลาคืนทุนค่อนข้างนาน อย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบนี้คือเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนในการดูแลและบริหารเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้
ในอีกด้านหนึ่ง กลไกที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบอย่าง Net Metering เป็นการคิดค่าไฟแบบอ้างอิง “หน่วยไฟฟ้า” โดยหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์สามารถนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าได้โดยตรง ทำให้มูลค่าของไฟฟ้าที่ผลิตเองและไฟฟ้าที่ซื้อมีค่าเท่ากัน ส่งผลให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์คืนทุนได้เร็วกว่าระบบ Net Billing[4]
จากข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ข้อโต้แย้งถึงความเหมาะสมในการนำแต่ละกลไกมาใช้ก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องถูกพิจารณาควบคู่ไปด้วยคือ ผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าโดยรวม เนื่องจากไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์และถูกส่งกลับเข้าสู่โครงข่ายสามารถเป็นได้ทั้งประโยชน์ เช่น ช่วยลดภาระการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูง และความท้าทาย จากความไม่สม่ำเสมอของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความเป็นธรรมต่อผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์ เนื่องจากประเทศไทยใช้โครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า กล่าวคือ ต้นทุนการลงทุนและบำรุงรักษาระบบโครงข่ายจะถูกเฉลี่ยอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน เมื่อครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์ซื้อไฟจากการไฟฟ้าน้อยลง รายได้ของระบบไฟฟ้าก็จะลดลง ขณะที่ต้นทุนการดูแลโครงข่ายยังคงเดิม จึงอาจทำให้ภาระต้นทุนบางส่วนถูกผลักไปยังครัวเรือนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์แทน[5]
จุดโฟกัสหลักของปัญหาด้านความคุ้มค่าจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ จึงไม่ควรมุ่งเน้นไปเพียงแค่คำถามที่ว่า กลไกการซื้อ-ขายไฟฟ้าแบบใดเหมาะสมกับบริบทไทยที่สุด? แต่ควรตั้งคำถามไปถึงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน ว่าพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่มีผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยเพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่? และจะออกแบบระบบดังกล่าวอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน
การจัดการอุปกรณ์โซลาร์เมื่อหมดอายุ
เป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากประเทศไทยต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์ โดยเฉลี่ยแผงโซลาร์มีอายุใช้งานอยู่ที่ 25-30 ปี หลังจากนั้นแล้วประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าก็จะลดลงและควรถูกปลดระวางจากการใช้งาน ซึ่งด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ที่เติบโตขึ้น ส่งผลให้ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีปริมาณขยะจากโซลาร์เซลล์สะสมประมาณ 9,900-57,200 ตัน และเพิ่มเป็น 17,900-78,100 ตันในปี 2575 จากการติดตั้งจำนวนมากระหว่างปี 2553-2563 และนอกจากภาระด้านการจัดการขยะโซลาร์แล้วนั้น ผลกระทบอีกประการที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน คือการสะสมของโลหะหนักในขยะโซลาร์ ซึ่งคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2583 จะอยู่ที่ประมาณ 3.0-17.2 ตันสำหรับตะกั่ว และ 6.9-40.0 ตันสำหรับพลวง[6]
ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีระบบจัดการแผงโซลาร์หลังสิ้นอายุขัยที่ชัดเจน มีเพียงแนวปฏิบัติของกกพ. ที่ยังจำกัดอยู่แค่การกลบฝัง การเผา และการส่งออกไปกำจัดในต่างประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโลหะหนักที่สามารถส่งผลกระทบแก่สุขภาพของทั้งระบบนิเวศและประชาชนในระยะยาวได้
ภาพรวมสถานการณ์โซลาร์ในไทยได้สะท้อนความจริงที่ว่า ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคโนโลยีโซลาร์ เนื่องจากภาครัฐก็ออกนโยบายมามากมายเพื่อสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนของการใช้แผงโซลาร์เพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับความเสถียรและความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี
หากแต่ปัญหาหลักกลับอยู่ที่โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศที่ยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการมีผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยที่หลากหลายและในจำนวนที่มากขึ้น การที่ภาครัฐมุ่งเน้นเพียงแค่ออกนโยบายส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์ อาจสร้างแรงจูงใจได้ในระดับนึง หากแต่ยังไม่ใช่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ครอบคลุมและยั่งยืน
สิ่งจำเป็นที่ควรดำเนินการควบคู่กันไป คือ การเดินหน้าปฏิรูปกิจการไฟฟ้าของประเทศในระดับโครงสร้าง จากระบบปัจจุบันที่เป็นแบบผู้ซื้อรายเดียว (Single Buyer) ที่มีเพียง กฟผ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียวจากผู้ผลิตเอกชน แล้วจึงขายต่อให้แก่ผู้ให้บริการไฟฟ้า อย่าง กฟน. และ กฟภ. เพื่อขายต่อให้แก่ผู้บริโภค ให้กลายเป็นตลาดไฟฟ้าเสรี (Liberalized Electricity Market) ที่เปิดให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิต ทั้งที่เป็นภาคเอกชนหรือที่เป็นผู้ผลิตรายย่อยได้โดยตรง
รูปแบบดังกล่าว สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้หลายมิติ ทั้งเพิ่มการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดจากแหล่งผลิตที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ไม่มีพื้นที่ในการติดตั้งแผงโซลาร์ในพื้นที่อยู่อาศัย หรือผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ที่ต้องโดนภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่มีการบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569[7] และในเมื่อผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยก็สามารถขายไฟส่วนเกินได้อย่างเสรี ระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งแผงโซลาร์ก็ย่อมร่นลง เกิดเป็นแรงจูงใจในการติดตั้งที่มากขึ้น
อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเตรียมพร้อมรับมือกับซากขยะโซลาร์หมดอายุ ภาครัฐควรใช้ช่วงเวลานี้ที่ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการส่งเสริมการใช้โซลาร์ ศึกษาวิธีการและเทคโนโลยีที่จะมาช่วยจัดการกับซากโซลาร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาด้านปริมาณซากโซลาร์และการรั่วไหลของโลหะหนักตกค้างที่ในอนาคต เช่น ศึกษากฎหมายเพื่อกำหนดความรับผิดชอบต่อแผงโซลาร์เซลล์หลังสิ้นอายุขัยของผู้ผลิต (Extended
Producer Responsibility: EPR) หรือผู้ใช้แผงโซลาร์เซลล์ (Polluter Pays Principle: PPP) พัฒนาระบบเก็บข้อมูลและติดตามการติดตั้งแผงโซลาร์ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตาม ตรวจสอบ และจัดการซากโซลาร์ที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึง
พัฒนาระบบการรวบรวมแผงโซลาร์ปลดระวาง เพื่อดำเนินการคัดแยกแผงที่ยังคงใช้งานได้และส่งเสริมการใช้ซ้ำ (Reuse)[8]
เรื่องราวของโซลาร์เซลล์แสดงให้เห็นว่า แม้พลังงานจากแสงอาทิตย์จะมีศักยภาพสูงสำหรับบริบทประเทศไทย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่พร้อมใช้ แต่ด้วยโครงสร้างกิจการพลังงานที่ยังคงไม่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนผ่าน บวกกับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ครบวงจร ก็ย่อมสร้างอุปสรรคในเชิงปฏิบัติ ทำให้การส่งเสริมการใช้นั้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรและยังสร้างความกังวลจากสังคมได้
อีกทั้งยังเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สำเร็จและยั่งยืนนั้น ต้องการตัวแปรขับเคลื่อนที่มากกว่าความสามารถทางเทคโนโลยี ซึ่งก็คือนโยบายที่ถูกออกแบบมาอย่างครอบคลุมทุกมิติและเป็นธรรมแก่ทุกผู้มีส่วนได้เสีย
บทเรียนนี้ยังนำไปสู่คำถามที่น่าขบคิด “ถ้าเทคโนโลยีที่เป็นคุ้นเคยอยู่แล้ว ยังคงเผชิญข้อจำกัดเหล่านี้ เทคโนโลยีพลังงานที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นอย่าง พลังงานไฮโดรเจน และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จะถือเป็นโอกาสหรืออุปสรรคใหม่ของประเทศ? และจะสามารถเข้ามามีบทบาทอย่างไรได้บ้าง ในสมการพลังงานของประเทศไทย?”
“บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการพลังงานสะอาดเข้าถึงได้ และมั่นคง สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Clean, Affordable and Secure Energy: CASE for Southeast Asia)”
ชวนค้นหาคำตอบไปด้วยกันในบทความถัดไปของชุดบทความ Energy Transition Series
ย้อนเส้นทางโซลาร์ไทย จากจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” กลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุทั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาต่อเนื่องและหลากหลาย เทคโนโลยีเหล่านั้นได้เข้ามาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตพลังงาน ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญทางเทคนิคที่ช่วยผลักดันความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทโดดเด่น และสอดคล้องกับศักยภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยมากที่สุด คือ “พลังงานแสงอาทิตย์”
พลังงานแสงอาทิตย์คือพลังงานที่ได้จากรังสีของดวงอาทิตย์ ซึ่งเดิมอาจถูกมองเพียงในฐานะแหล่งให้แสงสว่างและความร้อน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้พลังงานจากแสงแดดสามารถถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ผ่าน “แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell Panel)” ซึ่งทำขึ้นมาจากสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) อย่าง ซิลิกอน (Silicon) ที่มีคุณสมบัติเด่นในการสร้างปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า โฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric) ที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งตกกระทบลงบนแผงโซลาร์ ให้กลายเป็นเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยไฟฟ้าที่ได้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่บ้านเรือนและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปใช้งานได้ทันที หรืออาจจะถูกเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้ในยามที่แสงแดดไม่มีก็ได้เช่นกัน
ในประเทศไทย พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2519 หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขและมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เริ่มมีการผลิตไฟฟ้าโดยแผงโซลาร์ ประมาณ 300 แผง และในระดับนโยบายก็มีการบรรจุนโยบายและแผนด้านโซลาร์เซลล์ลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520–2524)[9] การพัฒนาและส่งเสริมการใช้งานแผงโซลาร์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบัน การใช้งานได้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบตามแต่วัตถุประสงค์และความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และถูกผลักดันในหลายระดับ
ตั้งแต่ระดับที่ดำเนินการโดยภาครัฐ อย่าง โซลาร์ทุ่นลอยน้ำบนผิวน้ำ (Floating Solar) คือการติดตั้งแผงโซลาร์บนโครงสร้างทุ่นลอยในอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่เดิมอาศัยแค่พลังงานน้ำจากเขื่อน เกิดเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และพลังน้ำจากเขื่อนที่มีอยู่เดิมสำหรับช่วงที่ไม่มีแสง หรือช่วยเสริมในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้นำร่องโครงการที่เขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2564 และมีแผนพัฒนาในเขื่อนหลักต่อไป ให้สามารถครอบคลุมการผลิตไฟฟ้ารวมได้อยู่ที่ 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2573[10]
ขณะเดียวกันภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มีการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current: DC) และใช้ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current: AC) สำหรับใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในอาคาร
เส้นทางของโซลาร์ไทยตลอดเกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่กำลังขยายตัวในระบบพลังงานของประเทศ เส้นทางของโซลาร์ไทยกำลังสะท้อนความจริงสำคัญว่า “แสงแดด” ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เหนือศีรษะ แต่คือโอกาสของการออกแบบอนาคตพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืนกว่าเดิม
[1] สายะเสวี, ม. (ผู้ดำเนินรายการ). (2569, เมษายน). Install – ใครอยากใช้พลังงานทางเลือก และใครกันแน่ที่เข้าถึงได้จริง. Healthstation Talk. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=eDmwYi7yuEc
[2] สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน. (2568, ตุลาคม). รายงานการรับฟังความคิดเห็นเรื่อง เรื่อง ร่างหลักเกณฑ์ โครงการนําร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทํา
สัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สําหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center). https://www.erc.or.th/th/listen-to-opinions/580
[3] PEA ENCOM SMART. (ไม่ระบุวันที่). บ้านแบบไหนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วจึงคุ้ม? / คืนทุนในกี่ปี? https://www.encomsmart.com/post/post_4_whichhome_need_solarcell_break-even
[4] กลุ่มวิชาการ กองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน. (2567, มกราคม). ความแตกต่างระหว่างระบบขายไฟ Net Billing และ Net Metering. https://enhrd.dede.go.th/ความแตกต่างระหว่างระบบ/
[5] จุลกาญจน์, ส. (2566, พฤษภาคม). ทำความรู้จัก Net Metering และ Net Billing และประเด็นขบคิดเพื่อการพัฒนากลไกที่ยั่งยืน. ข่าวสด Online. https://www.khaosod.co.th/pr-news/news_7659547
[6] บัวแย้ม, ณ. และคณะ. (2568, ธันวาคม) สถานการณ์ขยะโซลาร์เซลล์และแนวทางพัฒนานโยบายการจัดการแผงโซลาร์เซลล์หลังสิ้นอายุขัยของประเทศไทย. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). https://tdri.or.th/2025/12/pv-eol-situation-white-paper/
[7] ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (2568, ธันวาคม). มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรหมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 2569 อาจทำให้อุตสาหกรรมเหล็กของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเร็ว ๆ นี้. Econ Digest. https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/CBAM-EU-Steel-CIS3629-FB-2025-12-08.aspx
[8] บัวแย้ม, ณ. และคณะ. (2568, ธันวาคม) สถานการณ์ขยะโซลาร์เซลล์และแนวทางพัฒนานโยบายการจัดการแผงโซลาร์เซลล์หลังสิ้นอายุขัยของประเทศไทย. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). https://tdri.or.th/2025/12/pv-eol-situation-white-paper/
[9]บูรณสิงห์, ณ. (2558, เมษายน). เซลล์แสงอาทิตย์พลังงานทดแทนที่ยั่งยืน. สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. https://old.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=28468&filename=index
[10]Green Network. (2558, ตุลาคม). กระทรวงพลังงาน เร่งเดินหน้าโครงการ Floating Solar ของ กฟผ.. Green Network Thailand. https://www.greennetworkthailand.com/energy-egat-floating-solar/


