tdri logo
tdri logo
29 มิถุนายน 2026
Read in 5 Minutes

Views

เกษียณในโลกใบใหม่: เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น 

ในห้วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำเตือนซ้ำ ๆ ว่า “สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย” จนกลายเป็นความคุ้นชิน แต่ภายใต้ตัวเลขประชากรที่เพิ่มขึ้นนั้น มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญและน่ากังวลยิ่งกว่า นั่นคือ “วิถีการใช้ชีวิต” ของผู้สูงอายุไทยที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง 

หากเราลองหลับตานึกภาพสังคมไทยในอดีต ภาพจำของผู้สูงอายุคือการอยู่พร้อมหน้ากับลูกหลานในครอบครัวขยาย แต่ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา กลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เรากำลังเห็นภาพผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ลำพังหรืออยู่กันเพียงลำพังคู่สมรสเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่าตัว ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่ซับซ้อนและตึงตัวขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติบนหน้ากระดาษ แต่คือ “สัญญาณเตือน” ถึงความท้าทายใหม่ที่รัฐและปัจเจกบุคคลต้องเร่งเตรียมพร้อม ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว 

บทความนี้จะนำเสนอภาพของคนไทยใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนวัยเกษียณ หรือผู้ที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไป และกลุ่มวัยก่อนเกษียณ หมายถึงคนที่อายุ 15-60 ปี โดยอาศัยการศึกษาและวิเคราะห์จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในปี 2537 ปี 2547 ปี2557 และปี 2567  ซึ่งสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้แค่มี “ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น” เท่านั้น แต่โครงสร้างชีวิตของผู้สูงอายุก็กำลังเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องอายุที่ยืนยาวขึ้น รูปแบบการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนจากการอยู่กับลูกหลานไปสู่การอยู่ลำพังหรืออยู่กันเพียงสองคนมากขึ้น ตลอดจนรูปแบบการใช้จ่ายที่สะท้อนวิถีชีวิตใหม่ของวัยสูงอายุ 

ข้อมูลสะท้อนภาพชัดเจนว่าไทยกำลังก้าวจาก “สังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก” ไปสู่ “สังคมที่ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวขึ้นและต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของครอบครัว ชุมชน และนโยบายสาธารณะในอนาคต 

สังคมไทยแก่ตัวเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะกลุ่มอายุยืนพิเศษ 

จากข้อมูลการสำรวจตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าจำนวนผู้สูงอายุไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 5.0 ล้านคนในปี 2537 สู่ 16.8 ล้านคนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.3 เท่า ซึ่งหมายความว่าในปัจจุบัน ประชากรไทยเกือบ 1 ใน 4 คือผู้สูงอายุ 

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบเชิงลึกต่อทั้งมิติสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือ “โครงสร้างภายใน” ของกลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือกลุ่มผู้สูงอายุตอนปลาย (80 ปีขึ้นไป) ที่เพิ่มขึ้นจาก 4.3 แสนคนในปี 2537 เป็นเกือบ 2.0 ล้านคนในปี 2567  โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 81-90 ปี ที่ขยายตัวสูงถึง 4.7 เท่า (จาก 363,334 คน เป็น 1,718,701 คน) และกลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 62,416 คน 249,838 คน)  ในขณะที่กลุ่มอายุ 71-80 ปี และ 61-70 ปี เพิ่มขึ้น 3.6 เท่า และ 3.1 เท่าตามลำดับ ซึ่งสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” อย่างเต็มตัวและรวดเร็วคูณทวี 

แม้สัดส่วนของกลุ่ม 80 ปีขึ้นไปจะไม่ได้พุ่งแบบก้าวกระโดดทุกช่วงปี แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ นอกจากจะแสดงถึงพัฒนาการทางการแพทย์ที่ทำให้คนอายุยืนขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายถึงโจทย์ใหม่ของประเทศที่ไม่ได้อยู่แค่การดูแลผู้สูงอายุทั่วไป แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการดูแล “ผู้สูงอายุวัยปลาย” ที่มักเปราะบางกว่า ต้องการการดูแลระยะยาวมากกว่า และมีโอกาสพึ่งพาผู้อื่นมากกว่า  พูดอีกแบบคือ ไทยไม่ได้แค่แก่ขึ้น แต่กำลังมีคนที่อายุยืนขึ้นจำนวนมากขึ้นด้วย 

ตารางที่ 1 จำนวนผู้สูงอายุในช่วงวัยต่างๆ และการเปลี่ยนแปลง 

กลุ่มอายุ จำนวน ปี 2537 จำนวน ปี 2567 พิ่มขึ้น (เท่า) 
61–70 ปี 3,189,338 คน 9,817,650 คน 3.1 เท่า 
71–80 ปี 1,401,886 คน 4,993,437 คน 3.6 เท่า 
81-90 ปี 363,334 คน 1,718,701 คน 4.7 เท่า 
90 ปีขึ้นไป   62,416 คน   249,838 คน 4.0 เท่า 
รวม 5,016,974 คน 16,779,626 คน 3.3 เท่า 
ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES)  

รูปแบบการอยู่อาศัยเปลี่ยนจากอยู่กับลูกหลานไปสู่การอยู่คนเดียวและอยู่กันสองคนมากขึ้น 

เมื่อ 30 ปีก่อน ผู้สูงอายุ 86 คน จาก 100 คนอยู่กับลูกหลาน แต่ปัจจุบันลดเหลือ 65 คน และที่น่าเป็นห่วงคือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากประมาณ 2.5 แสนคน เป็น 2.2 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 8.8 เท่า ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคนเพิ่มจาก 4.6 แสนคน เป็น 3.7 ล้านคน หรือเกือบ 8 เท่า นั่นคือมีผู้สูงอายุกว่า 5.8 ล้านคนที่อาจขาดระบบการดูแลที่เหมาะสม 

สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวโยงกัน ได้แก่ การย้ายถิ่นของคนรุ่นลูกเพื่อทำงานในเมือง ค่านิยมความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลงทำให้มีลูกหลานดูแลน้อยลง รวมถึงการขยายตัวของเมืองที่ทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาแพงจนยากจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่  สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของครอบครัวไทยอย่างสำคัญ จากครอบครัวขยายที่หลายรุ่นอยู่ร่วมกัน ไปสู่ครอบครัวขนาดเล็กลง ลูกหลานแยกออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตของตนเองมากขึ้น ผู้สูงอายุจำนวนมากจึงต้องใช้ชีวิตลำพัง หรือใช้ชีวิตกับคู่สมรสเพียงสองคน  ประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่า “ลูกหลานทอดทิ้ง” เสมอไป  แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยน เช่น การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน การมีบุตรน้อยลง การแต่งงานช้าลง และต้นทุนการดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่สูงขึ้น จนทำให้การอยู่ร่วมกันหลายรุ่นไม่ใช่รูปแบบหลักเหมือนในอดีต 

ตารางที่ รูปแบบครัวเรือนของผู้สูงอายุและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 

รูปแบบครัวเรือน จำนวน (คน) สัดส่วน แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 
2537 2567 2537 2567 
อยู่คนเดียว  251,529   2,202,406  5.0% 13.1% เพิ่มขึ้น 8.76 เท่า 
อยู่สองคน (คู่สมรส)  463,221   3,676,338  9.2% 21.9% เพิ่มขึ้น 7.94 เท่า 
อยู่กับลูกหลาน  4,302,224   10,900,882  85.8% 65.0% ลดลงอย่างต่อเนื่อง 
ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) 

การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป: ผู้สูงอายุวันนี้ใช้เงินมากขึ้น และใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น 

ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ผู้สูงอายุไทยในปี 2567 ใช้เงินมากกว่าผู้สูงอายุเมื่อ 30 ปีก่อนมาก โดยค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 1,726 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2537 เป็นประมาณ 7,334 บาท ในปี 2567  ตัวเลขนี้เป็น “มูลค่าเงินตามแต่ละปี” จึงมีผลของเงินเฟ้อรวมอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสะท้อนว่าการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุในปัจจุบันต้องพึ่งพารายจ่ายที่หลากหลายและสูงขึ้นอย่างชัดเจน 

ตารางที่ ค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุในครัวเรือนประเภทต่างๆ 

ประเภทครัวเรือน ปี 2537 (บาทต่อเดือน) ปี 2567 (บาทต่อเดือน) เพิ่มขึ้น 
อยู่คนเดียว 2,442 10,087 4.1 เท่า 
อยู่สองคน 1,872 7,055 3.8 เท่า 
อยู่กับลูกหลาน 1,668 6,873 4.1 เท่า 
เฉลี่ยรวม 1,726 7,334 4.2 เท่า 
ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES)  

อาหารยังเป็นรายจ่ายหลัก ไม่ว่าดูพิจารณาแบ่งตามอายุหรือประเภทครัวเรือน “อาหาร” ยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของค่าใช้จ่าย โดยอยู่แถวประมาณ 36–40% ของรายจ่ายทั้งหมดตลอดช่วงเวลา แสดงว่าค่าครองชีพพื้นฐานยังเป็นแกนหลักของชีวิตวัยสูงอายุ 

ค่าที่อยู่อาศัยยังสำคัญ แต่สัดส่วนลดลงเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยยังเป็นรายจ่ายหลักลำดับต้น ๆ แต่หลายกลุ่มมีแนวโน้มที่สัดส่วนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนว่าในโครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมด รายจ่ายประเภทอื่นโตเร็วขึ้นกว่าเดิม 

รายจ่ายด้านการเดินทางและการสื่อสารเพิ่มขึ้นชัด หนึ่งในสัญญาณที่เด่นมากคือ ค่าเดินทาง และ ค่าสื่อสาร มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในแทบทุกกลุ่ม 

  • ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว มีสัดส่วนค่าเดินทางเพิ่มจากประมาณ 4.2% เป็น 8.4%  
  • ผู้สูงอายุที่อยู่สองคน เพิ่มจาก 3.6% เป็น 13.0%  
  • ผู้สูงอายุที่อยู่กับลูกหลาน เพิ่มจาก 11.7% เป็น 18.0%  
  • ในกลุ่มอายุ 61–70 ปี ค่าเดินทางเพิ่มจาก 10.7% เป็น 16.5%  

ส่วนค่าสื่อสารก็เพิ่มขึ้นทุกกลุ่มเช่นกัน โดยรวมเพิ่มจากประมาณ 1.0% เป็นเกือบ 4.0%  นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า ผู้สูงอายุวันนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบอยู่กับบ้านเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากขึ้น เดินทางมากขึ้น ติดต่อสื่อสารมากขึ้น และอาจต้องพึ่งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต หรือช่องทางดิจิทัลมากขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน 

รายจ่ายจ้างบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวัย 80 ปีขึ้นไป เป็นอีกค่าใช้จ่ายที่น่าจับตา พบว่า ค่าใช้จ่ายด้าน ค่าจ้างบุคคลภายนอก เพิ่มขึ้นอย่างชัด โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป ซึ่งสัดส่วนเพิ่มจากประมาณ 0.6% เป็น 3.4% และในเชิงมูลค่าจริงต่อเดือนเพิ่มขึ้นมาก  สะท้อนว่าเมื่ออายุยืนขึ้น ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแล คนช่วยงานบ้าน หรือบริการดูแลรูปแบบต่าง ๆ แม้จะยังไม่ใช่สัดส่วนใหญ่ที่สุด แต่กำลังกลายเป็นรายจ่ายที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ 

3 เฉดความเสี่ยง ผู้สูงอายุกลุ่มไหนน่าห่วงที่สุด 

  • ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว: เปราะบางที่สุดในแง่การพึ่งพาตนเอง  ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุดในทุกช่วงปี โดยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 10,087 บาทต่อคนต่อเดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมอย่างชัดเจน  เหตุผลหนึ่งคือ คนที่อยู่คนเดียวไม่สามารถเฉลี่ยต้นทุนกับสมาชิกคนอื่นในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย หรือค่าเดินทาง อีกทั้งยังมีภาระการใช้ชีวิตทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่า หากสุขภาพเริ่มถดถอย ความเสี่ยงด้านรายได้ไม่พอใช้ ความเหงา และการขาดผู้ดูแลจะยิ่งรุนแรง  กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาอย่างมากในอนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง และมีแนวโน้มเปราะบางทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม 
  • ผู้สูงอายุที่อยู่กันสองคน: ดูมั่นคงขึ้น แต่เสี่ยงเมื่อคนหนึ่งล้มป่วย  กลุ่มนี้มักเป็นคู่สมรสสูงอายุที่อยู่ด้วยกัน ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำกว่ากลุ่มอยู่คนเดียว แต่สูงกว่ากลุ่มอยู่กับลูกหลาน ในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 7,055 บาทต่อคนต่อเดือน  ข้อดีคือยังพอมีคนดูแลกันเองได้ แต่ความเสี่ยงคือเมื่อคนหนึ่งเจ็บป่วย อีกคนก็มักเป็นผู้สูงอายุเช่นกัน การดูแลกันจึงมีข้อจำกัด และอาจเปลี่ยนจาก “คู่สูงวัยที่อยู่กันเองได้” ไปสู่ “คู่สูงวัยที่ทั้งสองฝ่ายต้องการการดูแล” ได้อย่างรวดเร็ว 

กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป: กลุ่มที่ต้องเตรียมระบบดูแลระยะยาวมากที่สุด  กลุ่มนี้คือหัวใจของโจทย์อนาคต เพราะจำนวนเพิ่มเร็วที่สุด และมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านการช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้นอย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ การเคลื่อนไหว และการพึ่งพาตนเองมากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า  หากประเทศไทยยังไม่มีระบบดูแลระยะยาวที่เข้าถึงได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ภาระจะตกอยู่กับครอบครัว ซึ่งในอนาคตเองก็มีขนาดเล็กลงและดูแลได้ยากขึ้น 

ปัญหาในอนาคตที่ข้อมูลนี้กำลังส่งสัญญาณ 

ผู้สูงอายุจะไม่ได้แค่มากขึ้น แต่จะ “อยู่ลำพังมากขึ้น”  เมื่อการอยู่คนเดียวและอยู่กันสองคนเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเรื่องเหงา ซึมเศร้า ขาดคนช่วยเหลือยามฉุกเฉิน และการเข้าถึงบริการจะยิ่งรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่รายได้ไม่มาก 

    ครอบครัวจะรับภาระดูแลได้น้อยลง  สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่กับลูกหลานลดลงต่อเนื่อง แปลว่าโมเดลดูแลแบบครอบครัวขยายกำลังอ่อนแรงลง หากรัฐและชุมชนไม่เข้ามาเสริม ภาระดูแลจะกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ 

    ผู้สูงอายุวัยปลายจะเพิ่มมากขึ้น และต้องการการดูแลเฉพาะทาง กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปเพิ่มเร็วมาก ซึ่งหมายถึงความต้องการบริการดูแลระยะยาว การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ดูแล และบ้านที่เหมาะกับการใช้ชีวิตในวัยปลายจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

    ค่าครองชีพใหม่ของผู้สูงอายุไม่ได้มีแค่อาหารและที่อยู่อาศัย  ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร และค่าจ้างช่วยเหลือจากภายนอกกลายเป็นรายจ่ายที่สำคัญขึ้น ชี้ว่าระบบสวัสดิการที่คิดแค่ “ให้เงินเบี้ยยังชีพขั้นพื้นฐาน” อาจจะไม่เพียงพอ 

    ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มชัดขึ้น  ผู้ที่อยู่คนเดียวมีต้นทุนต่อหัวสูงที่สุด ขณะที่ผู้สูงอายุวัย 80 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น  หากรายได้ บำนาญ เงินออมหรือสวัสดิการรัฐไม่เพียงพอ คนกลุ่มนี้อาจเข้าสู่ภาวะเปราะบางอย่างรวดเร็ว 

    หากมองภาพสังคมไทยในระยะยาว คนที่น่าห่วงที่สุดอาจไม่ใช่เฉพาะ “ผู้สูงอายุวันนี้” แต่รวมถึงคนวัยก่อนเกษียณ ที่กำลังจะกลายเป็นผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะข้อมูลสะท้อนชัดว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น และจำนวนมากกำลังเป็นกำลังหลักของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องรับภาระหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาระครอบครัว ค่าใช้จ่ายประจำวัน การดูแลพ่อแม่ และการเตรียมเงินไว้ใช้หลังหยุดทำงาน 

    โครงสร้างกำลังแรงงานสะท้อนว่าสังคมกำลังแก่ลง 

    ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น กลุ่มวัยแรงงานก็กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่  ในปี 2537 กลุ่มวัยทำงาน (15–60 ปี) มีจำนวน 35.9 ล้านคน และในปี 2567 เพิ่มเพียงเล็กน้อยเป็น 44.3 ล้านคน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ สัดส่วนภายในกำลังเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ   

    จากข้อมูล 30 ปีที่ผ่านมา กลุ่มอายุ 46–60 ปี หรือกลุ่ม “ใกล้เกษียณ” เพิ่มจากประมาณ 7.9 ล้านคนในปี 2537 เป็น 17.3 ล้านคนในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และสัดส่วนในประชากรวัยแรงงานเพิ่มจาก 22.0% เป็น 39.0% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด  ในขณะที่วัยหนุ่มสาว (21–45 ปี) ลดลงจาก 62% เป็น 51%  นั่นแปลว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังมีคน “ใกล้เกษียณ” เป็นก้อนใหญ่มากกว่าที่เคยมีมา ภาระต่อระบบบำนาญและสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นมากในอีก 10–15 ปีข้างหน้า เมื่อกลุ่มนี้เกษียณอายุพร้อมกัน 

    ตารางที่ สัดส่วนประชากรวัยแรงงานในช่วงอายุต่างๆ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 

    กลุ่มอายุ สัดส่วน ปี 2537 สัดส่วน ปี 2567 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 
    15–20 ปี (วัยรุ่น) 15.6% 10.0% หดตัว 
    21–45 ปี (วัยหนุ่มสาว) 62.4% 51.0% หดตัว 
    46–60 ปี (ใกล้เกษียณ) 22.0% 39.0% ขยายตัวมาก 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) 

    ในปี 2567 คนวัย 46–60 ปี ที่ทำงานอยู่กระจุกตัวใน 2 กลุ่มอาชีพหลัก ได้แก่ ธุรกิจส่วนตัว/ทำงานอิสระ คิดเป็นประมาณ 41.6%  และพนักงานเอกชน ประมาณ 31.5%  ในขณะที่ ผู้ที่เป็นข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีประมาณ 9.9% และนายจ้างมีเพียง 3.0% เท่านั้น 

    ภาพนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าคนวัยใกล้เกษียณจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงานที่มีระบบบำนาญมั่นคงแบบข้าราชการ แต่กระจายอยู่ในงานเอกชน งานอิสระหรือธุรกิจส่วนตัว  ซึ่งหมายความว่า “คุณภาพของหลักประกันหลังเกษียณ” ของแต่ละคนแตกต่างกันมาก  บางคนอาจมีประกันสังคม บางคนมีเงินเก็บส่วนตัว แต่จำนวนไม่น้อยอาจไม่มีระบบรองรับที่มั่นคงเลย 

    ครัวเรือนคนโสดเพิ่มขึ้น ครอบครัวใหญ่หายไป 

    อีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบครัวเรือนในวัยก่อนเกษียณสะท้อนการเปลี่ยนค่านิยมและสภาพเศรษฐกิจสังคมอย่างชัดเจน รูปแบบการอยู่อาศัยของคนวัย 46–60 ปี เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนเช่นกัน  ในปี 2537 คนกลุ่มนี้อยู่แบบครัวเรือน 3 รุ่นค่อนข้างมาก  แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าในปี 2567 คนกลุ่มนี้อยู่ในครัวเรือนแบบ 2 รุ่น มากที่สุด และสัดส่วนการอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 3% ในอดีตเป็นมากกว่า 11% แล้ว  

    ขณะที่ครัวเรือน 3 รุ่นลดลงจาก 29.7% เหลือเพียง 4.3%  ความหมายของเรื่องนี้คือ คนวัยก่อนเกษียณจำนวนหนึ่งไม่ได้มี “ตาข่ายครอบครัว” แบบเดิมอีกต่อไป พออายุมากขึ้น ความเสี่ยงเรื่องรายได้ ความเหงา การเจ็บป่วย และการขาดคนดูแลจึงอาจเกิดเร็วกว่าในอดีต 

    ขณะเดียวกัน คนกลุ่มวัย 21–45 ปี ก็พบแนวโน้มคนโสดเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนที่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจาก 2.6% เป็น 14.2% ในขณะที่ครัวเรือน 3 รุ่นลดลงจาก 25.8% เหลือ 4.5%  ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนค่านิยมการมีอิสระมากขึ้น การแต่งงานช้าลง และการมีลูกน้อยลงหรือไม่มีเลย ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อโครงสร้างประชากรและระบบดูแลผู้สูงอายุในอนาคต 

    ตารางที่ 5 จำนวนและสัดส่วนประชากรในช่วงอายุต่างๆ ตามประเภทครัวเรือน 

    อายุ ประเภทครัวเรือน จำนวน (คน) สัดส่วน (%) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 
    2537 2567 2537 2567 
    15-20 ปี คนเดียว 145,867 408,658 2.60 9.21 2.80 
    1 รุ่น/อยู่กับญาติ-เพื่อน 312,323 221,215 5.57 4.99 0.71 
    2 รุ่น 3,716,940 3,607,382 66.29 81.32 0.97 
    3 รุ่น 1,336,643 195,468 23.84 4.41 0.15 
    แหว่งกลาง 95,285 3,316 1.70 0.07 0.03 
    21-45 ปี คนเดียว 578,658 3,202,754 2.58 14.19 5.53 
    1 รุ่น/อยู่กับญาติ-เพื่อน 2,186,881 4,209,157 9.75 18.65 1.92 
    2 รุ่น 13,743,010 14,101,530 61.28 62.50 1.03 
    3 รุ่น 5,776,003 1,017,945 25.76 4.51 0.18 
    แหว่งกลาง 141,109 32,828 0.63 0.15 0.23 
    46-60 ปี คนเดียว 229,599 1,988,188 2.90 11.51 8.66 
    1 รุ่น/อยู่กับญาติ-เพื่อน 1,125,429 4,347,660 14.20 25.16 3.86 
    2 รุ่น 3,789,745 10,102,588 47.83 58.46 2.67 
    3 รุ่น 2,349,209 743,905 29.65 4.30 0.32 
    แหว่งกลาง 428,796 97,761 5.41 0.57 0.23 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES)  

    วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของ “วัยก่อนเกษียณ”: จากความเรียบง่ายสู่ความซับซ้อนที่ตึงตัว 

    ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา รูปแบบการใช้ชีวิตของคนวัย 46–60 ปี เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวสะท้อนว่าคนวัยนี้มีภาระทางการเงินที่หนักหน่วงขึ้น โดยรายจ่ายบริโภคสูงขึ้นกว่า 4 เท่า จากเดือนละ 1,990 บาทต่อคน ในปี 2537 เป็น 8,362 บาทต่อคน ในปี 2567  แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากผลของเงินเฟ้อ แต่โครงสร้างภายในบอกเราว่าชีวิตวัยก่อนเกษียณในยุคนี้ “ซับซ้อนและมีราคาแพง” กว่าเดิมมาก 

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ กลุ่มวัย 46–60 ปี ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านค่าเดินทาง ที่มีสัดส่วนสูงถึง 20% (เพิ่มจาก 14.5%) สูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่าคนวัยนี้ยังคงต้องเดินทางเพื่อทำงาน ทำธุรกิจ และดูแลครอบครัวอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ ค่าสื่อสาร ยังพุ่งขึ้นจาก 1.3% เป็น 4.3% สะท้อนว่าเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยพื้นฐานที่ตัดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนวัยก่อนเกษียณยุคใหม่ 

    โครงสร้างรายจ่ายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหมวดที่ปรับลดได้ยาก ได้แก่ ค่าอาหาร ซึ่งยังคงรายจ่ายที่มีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 38.6%  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย 16.4%  แม้ภาระด้านการศึกษาลูกหลานจะเริ่มลดลงตามช่วงวัย แต่รายจ่ายพื้นฐานเหล่านี้กลับตึงตัวขึ้น  จุดที่น่ากังวลคือ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 1.3% ซึ่งลดลงจากในอดีต (4%)  ในมุมหนึ่งอาจสะท้อนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลภาครัฐที่พึ่งพาได้มากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคนวัยก่อนเกษียณยังลงทุนด้านการดูแลสุขภาพ “ไม่เพียงพอ” หรือยังไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ที่จะโถมเข้ามาอย่างหนักหลังหยุดทำงาน 

    ตารางที่ 6 รายจ่ายเฉลี่ยต่อหัว และสัดส่วนรายจ่ายในหมวดต่างๆ ของคนวัย 46-60 ปี 

     ปี 2537 ปี 2567 
    รายจ่ายบริโภคต่อหัว (บาทต่อคนต่อเดือน) 1,990 8,362 
    สัดส่วนรายจ่าย (%) 
    อาหาร 37.41 38.54 
    ที่อยู่อาศัย 18.99 16.39 
    ของใช้ในบ้าน 6.89 8.37 
    ค่าจ้างบุคคลภายนอก 0.22 0.50 
    ของใช้ส่วนตัว 2.72 3.43 
    รักษาพยาบาล 4.05 1.33 
    เดินทาง 14.45 19.98 
    สื่อสาร 1.30 4.32 
    การศึกษา 1.96 1.12 
    อื่นๆ 12.02 6.01 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES)

    โดยรวมแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มอายุ 46–60 ปี ไม่ได้ลดการใช้จ่ายลงก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ แต่กลับมีค่าใช้จ่ายในหมวดที่ “ตัดได้ยาก” เช่น การเดินทาง การสื่อสาร และค่าใช้จ่ายพื้นฐานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างการใช้จ่ายมีความตึงตัวมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินเมื่อรายได้ลดลงหลังเกษียณ หากไม่มีเงินออมเพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายที่ยังคงอยู่ในระยะยาว 

    กลุ่มคนวัย 46–60 ปี มีเงินออมพอหรือไม่ ถ้าเลิกทำงานแล้ว 

    จุดที่น่าคิดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือ แม้คนวัย 46–60 ปี จะมีการออมเฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้นตามเวลา และข้อมูลล่าสุดแสดงว่าคนอายุ 46-60 ปี มีการออมอยู่ที่ประมาณ 4,416 บาทต่อคนต่อเดือน แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณแล้วภาพรวมยังน่าห่วง 

    ตารางที่ การออมเฉลี่ยของคนในวัยก่อนเกษียณ 

    อายุ การออมเฉลี่ยต่อหัว (บาท/คน) 
    2537 2547 2556 2566 
    15-20 ปี 598 1,188 2,703 2,498 
    21-45 ปี 787 1,646 3,770 4,086 
    46-60 ปี 816 2,109 4,330 4,416 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES)  

    กรณีมองแบบง่ายที่สุด ปัจจุบันคนวัย 46–60 ปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,362 บาทต่อเดือน และออมได้ประมาณ 4,416 บาทต่อเดือน แปลว่าในแต่ละเดือนยังมีภาระใช้จ่ายมากกว่าเงินออมอยู่พอสมควร  ถ้าใช้ข้อมูลผู้สูงอายุวัยต้นเป็นตัวแทนของชีวิตหลังเกษียณ จะพบว่าในกลุ่มอายุ 61–70 ปี มีรายจ่ายบริโภคเฉลี่ยประมาณ 7,603 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 91,236 บาทต่อปี  

    ดังนั้น ต่อให้สมมติว่าคนวัย 46–60 ปี “หยุดทำงานและยังใช้ชีวิตในระดับรายจ่ายของผู้สูงอายุวัยต้น” เงินออมใหม่ที่สะสมได้ใน 1 ปีจากอัตราปัจจุบันคือประมาณ 52,993 บาทต่อปี ก็ยังไม่พอต่อรายจ่ายหลังเกษียณใน 1 ปีอยู่ดี โดยยังขาดอีกประมาณ 31,000 บาทต่อปี แม้จะยังไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือค่าดูแลระยะยาว 

    ถ้าคิดรวมเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มีสิทธิจะได้เมื่ออายุ 60 ปี จำนวน 600 บาทต่อเดือน (ตามอัตราปัจจุบันของกรมกิจการผู้สูงอายุ) เมื่อเทียบกับรายจ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุ 61–70 ปี พบว่าเบี้ยดังกล่าวครอบคลุมได้เพียงประมาณ 7.9% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่านั้น  ดังนั้น ต่อให้ได้รับเบี้ยยังชีพแล้ว ผู้สูงอายุวัยต้นยังต้องหาเงินอีกประมาณ 7,003 บาทต่อเดือน จากแหล่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงินออม บำนาญ การทำงานต่อ หรือการพึ่งพาครอบครัว 

    ทดลองจำลองสถานการณ์: ถ้าออมต่อเนื่องจน 60 ปี ภายใต้เงินเฟ้อ 2% 

    โดยใช้ข้อมูลที่มีคือ “เงินออมเฉลี่ยต่อหัวต่อเดือน” ไม่ใช่ “ทรัพย์สินสะสมทั้งหมด” ดังนั้นเราไม่อาจฟันธงได้ว่าแต่ละคนมีเงินก้อนจริงเท่าไร แต่สามารถลองทำสถานการณ์จำลองอย่างระมัดระวัง ได้ว่า 

    • ใช้อัตราการออมเฉลี่ยปัจจุบันของกลุ่ม 46–60 ปี คือ 4,416 บาทต่อเดือน  
    • สมมติว่าออมได้ในอัตราเดิมไปจนถึงอายุ 60 ปี 
    • สมมติว่าไม่มีผลตอบแทนที่แท้จริงสูงกว่าเงินเฟ้อ หรือผลตอบแทนสุทธิหลังหักเงินเฟ้อใกล้ศูนย์  
    • สมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2% ต่อปี  
    • หลังเกษียณ ใช้จ่ายในระดับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของคนอายุ 61–70 ปี  

    ผลสถานการณ์จำลองพบว่า 

    • ถ้าอายุ 46 ปี และออมต่ออีก 14 ปี จะสะสมเงินได้ราว 742,000 บาท เมื่อถึงอายุ 60 ค่าใช้จ่ายปีแรกหลังเกษียณจะขยับเป็นราว 120,000 บาทต่อปี หักเบี้ยยังชีพ 600 บาทต่อเดือนแล้ว ยังต้องใช้เงินตัวเองประมาณ 113,000 บาทต่อปี เงินออมที่สะสมไว้จะพออยู่ได้ประมาณ 6.6 ปี  
    • ถ้าอายุ 50 ปี และออมต่ออีก 10 ปี จะสะสมเงินได้ราว 530,000 บาท หลังเกษียณต้องใช้เงินสุทธิประมาณ 104,000 บาทต่อปี เงินออมจะพออยู่ได้ประมาณ 5.1 ปี  
    • ถ้าอายุ 55 ปี และออมต่ออีก 5 ปี จะสะสมเงินได้ราว 265,000 บาท หลังเกษียณต้องใช้เงินสุทธิประมาณ 93,500 บาทต่อปี เงินออมจะพออยู่ได้ประมาณ 2.8 ปี  

    ภาพนี้ชี้ชัดว่า ถ้าพึ่งพาแต่การออมเฉลี่ยตามข้อมูลนี้ เงินออมไม่น่าจะพอสำหรับการใช้ชีวิตตลอดช่วงหลังเกษียณ โดยเฉพาะเมื่อคนไทยจำนวนมากมีอายุยืนเกิน 80 ปีแล้ว  หรือเงินออมเฉลี่ยแบบที่เห็นในข้อมูล อาจช่วย “ประคองช่วงเปลี่ยนผ่าน” หลังออกจากงานได้ระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่หลักประกันที่พอสำหรับวัยชราที่ยาวนาน 

    ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุของไทยรองรับได้แค่ไหน 

    ประเทศไทยมีระบบรองรับผู้สูงอายุอยู่พอสมควร แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ยังมีช่องว่างค่อนข้างมาก 

    เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุช่วยได้ แต่ยังต่ำมาก 

    ปัจจุบันเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังเป็นแบบขั้นบันได คือ อายุ 60–69 ปี 600 บาทต่อเดือน อายุ 70–79 ปี 700 บาทต่อเดือน อายุ 80–89 ปี 800 บาทต่อเดือน และ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับข้อมูลค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุในชุดนี้ จะเห็นว่าเบี้ยยังชีพครอบคลุมเพียงส่วนน้อยของรายจ่ายจริง โดยในกลุ่มอายุ 61–70 ปี ครอบคลุมได้ไม่ถึง 10% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน จึงมีบทบาทเป็น “เงินช่วยประคอง” มากกว่า “รายได้เพื่อยังชีพ”  งานทบทวนระบบบำนาญของ ILO1 ก็เสนอชัดว่า ความเพียงพอของฐานบำนาญควรถูกออกแบบให้ไม่น้อยกว่าระดับที่ช่วยกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกต่ำกว่าระดับความยากจน และควรปรับเพิ่มตามเงินเฟ้ออย่างน้อยเพื่อรักษากำลังซื้อ  

    ประกันสังคมสำคัญมาก แต่ครอบคลุมไม่เท่ากัน 

    สำหรับแรงงานในระบบ ประกันสังคมเป็นหลักประกันสำคัญ เพราะผู้ที่จ่ายสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิรับ บำนาญชราภาพรายเดือน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และถ้าจ่ายเกิน 180 เดือน จะได้เพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือน ที่เกินมา  ระบบนี้ช่วยได้มากสำหรับคนที่มีประวัติทำงานในระบบต่อเนื่อง แต่ปัญหาคือ คนวัย 46–60 ปี ในข้อมูลจำนวนมากอยู่ในกลุ่มทำธุรกิจส่วนตัว งานอิสระ หรือรูปแบบการทำงานที่อาจไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ทำให้ไม่ได้เข้าถึงบำนาญในระดับเดียวกัน  ILO จึงชี้ว่าประเทศไทยควรเสริมให้บำนาญจากประกันสังคมเป็นแกนหลักของระบบ และขยายการเข้าถึงรูปแบบประกันชราภาพไปยังแรงงานนอกระบบให้มากขึ้น  

    กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นทางออกสำหรับนอกระบบ แต่ยังต้องเร่งขยาย 

    สำหรับแรงงานนอกระบบ แม้ว่าประเทศไทยจะมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งเปิดให้ผู้มีอายุ 15–60 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญอื่นออมเงินได้ โดยเริ่มออมขั้นต่ำ 50 บาท และสูงสุด 30,000 บาทต่อปี พร้อมเงินสมทบจากรัฐตามช่วงอายุ และจะได้รับบำนาญตลอดชีพเมื่ออายุ 60 ปี  ปัญหาคือ แม้โครงสร้างจะมีอยู่แล้ว แต่ในเชิงพฤติกรรม คนจำนวนมากยังไม่รู้จัก หรือออมไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มออมช้า โดยเฉพาะคนที่อายุใกล้เกษียณแล้ว ทำให้ยอดเงินที่จะเปลี่ยนเป็นบำนาญรายเดือนไม่สูงพอ 

    ระบบสุขภาพและการดูแลระยะยาวมีฐานอยู่แล้ว แต่ยังไม่พอรองรับสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ 

    ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ผู้สูงอายุสามารถเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ สร้างเสริมสุขภาพ และการดูแลระยะยาวได้ตามเกณฑ์อายุ  ขณะเดียวกันระบบการดูแลระยะยาว (LTC) ของไทยก็กำลังขยายตัว เริ่มมีเครือข่ายผู้ดูแลเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ  อย่างไรก็ดี สปสช.2 เองก็ยอมรับว่าคุณภาพและการเข้าถึงบริการยังต่างกันมากระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท และบริการบางส่วนยังขึ้นกับความพร้อมของท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่  

    4 ช่องว่างของวัย 46–60 ปี เมื่อสวัสดิการไล่ไม่ทันวิถีชีวิต 

    แม้คนวัย 46–60 ปี จะเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่หากมองลึกไปถึง “ตาข่ายรองรับ” หลังเกษียณ จะพบช่องว่างขนาดใหญ่ที่อาจกลายเป็นวิกฤตส่วนบุคคลได้ในอนาคต 

    ช่องว่างด้านรายได้ “เบี้ยยังชีพที่ไม่พอยังชีพ”  คือช่องว่างพื้นฐานที่สุด ข้อมูลรายจ่ายปัจจุบันชี้ว่าคนวัยนี้ใช้เงินเฉลี่ยเดือนละกว่า 8,000 บาท แต่สวัสดิการพื้นฐานอย่าง “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ให้เพียงหลักร้อยต่อเดือน  สำหรับกลุ่มที่ไม่มีบำนาญ (เช่น ข้าราชการ) เงินออมส่วนใหญ่มักถูกใช้ไปกับภาระครอบครัวและการเดินทางในปัจจุบัน จนเหลือเงินก้อนไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในระดับเดิมหลังหยุดทำงาน 

    ช่องว่างเชิงโครงสร้าง “ความเหลื่อมล้ำของระบบประกันสังคม”  ช่องว่างระหว่างแรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  กล่าวคือ คนในระบบมีสิทธิประโยชน์และบำนาญชราภาพรองรับในระดับหนึ่ง  ในขณะที่คนนอกระบบ (อาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัว) แม้จะเป็นกลุ่มที่มีบทบาททางเศรษฐกิจสูง แต่กลับมีความมั่นคงต่ำที่สุด เพราะต้องแบกรับความเสี่ยงเอง 100% หากไม่มีการวางแผนเงินออมภาคบังคับที่เข้มแข็งพอ 

    ช่องว่างด้านอายุขัย “อายุที่ยืนยาวบนความไม่แน่นอนทางการเงิน”  เทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้คนไทยอายุยืนขึ้น แต่ระบบการเงินหลังเกษียณส่วนใหญ่ยังออกแบบบนสมมติฐานเดิมว่าเราจะใช้ชีวิตหลังเกษียณเพียง 10–15 ปี  คนวัย 46–60 ปีในวันนี้ อาจต้องใช้ชีวิตยาวไปถึงอายุ 80–90 ปี นั่นหมายความว่าต้องมีเงินเลี้ยงตัวเองยาวนานถึง 30 ปีหลังออกจากงาน ช่องว่างตรงนี้คือ “เงินออมที่มี” มักจะหมดลงก่อน “ลมหายใจ” 

    ช่องว่างด้านการดูแล (LTC Gap) “ค่ารักษาครอบคลุม แต่ค่าใช้ชีวิตพุ่งสูง”  แม้ระบบบัตรทองหรือประกันสังคมจะช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลได้ส่วนใหญ่ แต่มี “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ระบบสวัสดิการยังไปไม่ถึง เช่น ค่าจ้างผู้ดูแล ค่าปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัยต่อผู้สูงวัย ค่าเดินทางไปพบแพทย์ที่สะดวกและปลอดภัย อุปกรณ์เสริมในการดำรงชีวิต เป็นต้น  รายจ่ายเหล่านี้ยังคงเป็นภาระหนักที่ตกอยู่กับเงินส่วนตัวและลูกหลาน ซึ่งมักจะสูงกว่าค่าอาหารและค่าใช้จ่ายทั่วไปหลายเท่าตัว 

    ช่องว่างทั้ง 4 เรื่องนี้สะท้อนว่า “การเข้าสู่สังคมสูงวัย” ของคนวัย 46–60 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องของการเจ็บป่วย แต่คือเรื่องของ “ความยั่งยืนทางการเงินและคุณภาพชีวิต” ที่ระบบสวัสดิการรัฐในปัจจุบันยังเติมเต็มได้ไม่ถึงครึ่งของความจำเป็นจริง 

    ยุทธศาสตร์รับมือสังคมสูงวัย สู่ “การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ” 

    ข้อมูลตลอด 30 ปีสะท้อนชัดเจนว่า วิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปสู่ความซับซ้อนและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวผ่านยุทธศาสตร์สำคัญใน 2 กลุ่มช่วงอายุ ดังนี้ 

    1. กลุ่มก่อนเกษียณ (อายุ 46–60 ปี) ควรสร้างฐานรากให้มั่นคงก่อนวางมือ 

    หัวใจสำคัญคือการเลิกมองว่าการเกษียณเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เป็นภารกิจเร่งด่วนของคนวัยทำงานตอนปลาย เพื่อลดภาระของรัฐและสังคมในอนาคต 

    • ปฏิรูประบบรายได้หลังเกษียณ ยกระดับเบี้ยยังชีพและระบบบำนาญให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงตามเงินเฟ้อ เพื่อให้เป็นหลักประกันพื้นฐานที่ป้องกันความยากจนได้จริง ซึ่งการจะยกระดับเบี้ยยังชีพได้ รัฐจำเป็นจะต้องมีรายได้จากภาษีอากรเพิ่มขึ้นด้วย 
    • เร่งการออมเชิงรุกสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มอาชีพอิสระออมเงินผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) โดยรัฐอาจช่วยสมทบเพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของวัยทำงาน 
    • ส่งเสริมการเกษียณแบบยืดหยุ่น (Flexible Retirement)  สนับสนุนการจ้างงานที่เหมาะกับวัย และการเพิ่มทักษะ (Reskill/Upskill) เพื่อให้คนวัยนี้ยังมีรายได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดทำงานทันที ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินออมส่วนตัว 

    2. กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) ควรยกระดับระบบดูแลและสภาพแวดล้อม 

    เน้นการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการใช้ชีวิตระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปที่กำลังเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด 

    • ลงทุนในระบบดูแลระยะยาว (Long-term Care) ด้วยการสร้างเครือข่ายการดูแลที่ไร้รอยต่อระหว่างโรงพยาบาล ท้องถิ่น และครอบครัว โดยเน้นบริการดูแลถึงบ้าน และศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในชุมชน 
    • ออกแบบเมืองและระบบขนส่งที่เป็นมิตร  เมื่อค่าเดินทางเป็นภาระใหญ่ รัฐควรพัฒนาขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และมีราคาที่เป็นมิตร เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงบริการจำเป็นของผู้สูงวัย 
    • ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเอง  สนับสนุนการใช้ Telemedicine และอุปกรณ์ดิจิทัลติดตามสุขภาพ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอิสระได้นานขึ้น แม้จะอยู่ลำพัง 
    • คุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่อยู่คนเดียว ด้วยการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อติดตามและเยี่ยมบ้านกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังอย่างใกล้ชิด พร้อมระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ 

    ข้อมูลทางสถิติกว่า 3 ทศวรรษส่งสัญญาณเตือนเราอย่างชัดเจนว่า ภาพจำของผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีลูกหลานดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดกำลังกลายเป็นอดีต  ในวันนี้ผู้สูงอายุไทยมีอายุยืนขึ้นมาก แต่ต้องเผชิญกับโครงสร้างครอบครัวที่เล็กลง อยู่ลำพังมากขึ้น และมีรายจ่ายในระบบเศรษฐกิจที่ตัดลดได้ยากทั้งค่าเดินทางและการสื่อสาร หากเรายังติดกับดักการแก้ปัญหาด้วยกรอบคิดเดิมๆ สังคมไทยจะเผชิญกับภาวะ “อายุยืนอย่างเปราะบาง” ที่เป็นภาระหนักต่อทั้งเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข 

    ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้อง “รื้อและสร้าง” ระบบรองรับใหม่ที่เน้นการป้องกันตั้งแต่ก่อนเกษียณ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเอง หากเราเริ่มเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ เราจะสามารถเปลี่ยนโจทย์สังคมสูงวัยจาก “วิกฤต” ให้กลายเป็นโอกาสที่คนไทยทุกคนจะสามารถมีชีวิตบั้นปลายที่สมศักดิ์ศรีและมีความสุขได้อย่างยั่งยืน 

    บทความโดยศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ นักวิจัยอาวุโสนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    บทความนี้ได้รับการสนับสนุจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ เดือนมีนาคม 2569 

    อ้างอิง

    1. [1] International Labour Organization. (2021). Review of the pension system in Thailand. International Labour Organization. ↩︎
    2. [2] สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2566). การดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long-Term Care). กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. ↩︎

    ภาคผนวก 

    ตารางที่ ผ.1 จำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุแยกตามกลุ่มอายุ 

    อายุ จำนวน (คน) สัดส่วน (%) 
    2537 2547 2557 2567 2537 2547 2557 2567 
    61-70 ปี  3,189,338   4,276,414   6,321,769   9,817,650  63.57 57.71 57.41 58.51 
    71-80 ปี  1,401,886   2,324,941   3,304,578   4,993,437  27.94 31.38 30.01 29.76 
    มากกว่า 80 ปีขึ้นไป  425,750   808,751   1,384,651   1,968,539  8.49 10.91 12.58 11.73 
    รวม  5,016,974   7,410,106   11,010,998   16,779,626  100.00 100.00 100.00 100.00 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.2 จำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุแยกตามประเภทครัวเรือน 

    ประเภทครัวเรือน จำนวน (คน) สัดส่วน (%) 
    2537 2547 2557 2567 2537 2547 2557 2567 
    ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว  251,529   558,907   1,153,032   2,202,406  5.01 7.54 10.47 13.13 
    ผู้สูงอายุอยู่สองคน  463,221   907,941   1,905,494   3,676,338  9.23 12.25 17.31 21.91 
    ผู้สูงอายุอยู่กับลูกหลาน  4,302,224   5,943,257   7,952,471   10,900,882  85.75 80.20 72.22 64.96 
    รวม  5,016,974   7,410,105   11,010,997   16,779,626  100.00 100.00 100.00 100.00 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.3 ค่าใช้จ่ายรายการสำคัญของผู้สูงอายุในครัวเรือนประเภทต่างๆ (บาท/คน/เดือน) 

    ประเภทครัวเรือน ปี รายจ่ายบริโภคต่อหัว อาหาร ที่อยู่อาศัย ของใช้ในบ้าน ค่าจ้างบุคคล 
    ภายนอก 
    ของใช้ส่วนตัว รักษา 
    พยาบาล 
    เดินทาง สื่อสาร การ 
    ศึกษา 
    อื่นๆ 
    ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว 2537  2,442   933   751   167   5   38   212   102   18     183  
    2547  4,331   1,600   1,205   305   31   82   169   187   79   –     512  
    2557  7,679   2,980   2,225   600   72   202   203   574   142   2   639  
    2567  10,087   4,030   2,848   929   72   300   224   849   282   –     545  
    ผู้สูงอายุอยู่สองคน 2537  1,872   718   472   162   8   37   173   66   18   –     187  
    2547  2,772   1,009   760   229   14   63   146   194   72   1   183  
    2557  6,018   2,207   1,534   531   134   182   211   784   139   –     384  
    2567  7,055   2,802   1,574   719   63   221   175   915   257   0   335  
    ผู้สูงอายุอยู่กับลูกหลาน 2537  1,668   652   335   119   4   45   96   196   18   23   185  
    2547  2,886   1,025   536   217   14   83   80   527   117   50   240  
    2557  5,745   2,041   987   455   62   200   148   1,182   205   89   382  
    2567  6,873   2,688   1,155   631   93   240   135   1,248   306   84   366  
    รวม 2537  1,726   672   368   125   5   44   109   179   18   20   185  
    2547  2,981   1,066   614   225   15   80   95   460   108   40   253  
    2557  5,995   2,168   1,212   484   76   197   164   1,049   187   64   410  
    2567  7,334   2,889   1,469   689   84   244   155   1,123   292   55   383  
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.4 ค่าใช้จ่ายรายการสำคัญจำแนกตามช่วงอายุของผู้สูงอายุ (บาท/คน/เดือน) 

    ช่วงอายุ ปี รายจ่ายบริโภคต่อหัว อาหาร ที่อยู่อาศัย ของใช้ในบ้าน ค่าจ้างบุคคล 
    ภายนอก 
    ของใช้ส่วนตัว รักษา 
    พยาบาล 
    เดินทาง สื่อสาร การ 
    ศึกษา 
    อื่นๆ 
    61-70 ปี 2537  1,751   681   379   129   4   45   97   188   18   19   191  
    2547  3,053   1,082   624   233   12   85   90   490   113   37   265  
    2557  6,249   2,226   1,255   495   53   204   150   1,178   202   65   426  
    2567  7,603   2,970   1,471   711   66   253   138   1,258   316   55   407  
    71-80 ปี 2537  1,679   650   354   120   3   41   135   165   15   20   172  
    2547  2,854   1,045   577   214   16   75   97   419   103   43   237  
    2557  5,550   2,070   1,102   462   42   181   167   881   168   66   394  
    2567  6,913   2,767   1,461   657   55   225   160   942   261   60   357  
    80 ปีขึ้นไป 2537  1,686   675   335   120   10   43   111   163   23   29   190  
    2547  2,964   1,043   665   212   31   74   116   422   97   52   240  
    2557  5,899   2,137   1,276   484   262   202   225   862   157   57   371  
    2567  7,066   2,793   1,481   663   247   249   233   905   255   40   326  
    รวม 2537  1,726   672   368   125   5   44   109   179   18   20   185  
    2547  2,981   1,066   614   225   15   80   95   460   108   40   253  
    2557  5,995   2,168   1,212   484   76   197   164   1,049   187   64   410  
    2567  7,334   2,889   1,469   689   84   244   155   1,123   292   55   383  
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.5 จำนวนและสัดส่วนประชากรวัยแรงงานในกลุ่มอายุต่างๆ 

    อายุ จำนวน (คน) สัดส่วน (%) 
    2537 2547 2557 2567 2537 2547 2557 2567 
    15-20 ปี  5,607,057   5,035,312   5,184,579   4,436,039  15.6 12.6 11.7 10.0 
    21-45 ปี  22,425,661   23,666,683   23,169,046   22,564,215  62.4 59.1 52.5 51.0 
    46-60 ปี  7,922,779   11,345,526   15,795,051   17,280,102  22.0 28.3 35.8 39.0 
    รวม  35,955,497   40,047,521   44,148,676   44,280,356  100.0 100.0 100.0 100.0 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.6 จำนวนและสัดส่วนประชากรวัยแรงงานจำแนกตามประเภทครัวเรือน 

    อายุ ประเภทครัวเรือน จำนวน (คน) สัดส่วน (%) 
    2537 2547 2557 2567 2537 2547 2557 2567 
    15-20 ปี คนเดียว  145,867   71,553   170,185   408,658   2.60   1.42   3.28   9.21  
    1 รุ่น/ญาติ/เพื่อน  312,323   474,847   416,481   221,215   5.57   9.43   8.03   4.99  
    2 รุ่น  3,716,940   3,034,592   2,823,870   3,607,382   66.29   60.27   54.47   81.32  
    3 รุ่น  1,336,643   1,273,865   1,442,679   195,468   23.84   25.30   27.83   4.41  
    แหว่งกลาง  95,285   180,454   331,365   3,316   1.70   3.58   6.39   0.07  
    รวม  5,607,058   5,035,311   5,184,580   4,436,039   100.00   100.00   100.00   100.00  
    21-45 ปี คนเดียว  578,658   816,164   1,589,730   3,202,754   2.58   3.45   6.86   14.19  
    1 รุ่น/ญาติ/เพื่อน  2,186,881   3,255,020   4,256,334   4,209,157   9.75   13.75   18.37   18.65  
    อยู่กับญาติ เพื่อน  594,167   977,381   1,091,280   647,636   2.65   4.13   4.71   2.87  
    3 รุ่น  5,776,003   6,798,985   6,192,349   1,017,945   25.76   28.73   26.73   4.51  
    แหว่งกลาง  141,109   196,603   259,653   32,828   0.63   0.83   1.12   0.15  
    รวม 22,425,661  23,666,684  23,169,045  22,564,214   100.00   100.00   100.00   100.00  
    46-60 ปี คนเดียว  229,599   475,633   1,065,923   1,988,188   2.90   4.19   6.75   11.51  
    1 รุ่น/ญาติ/เพื่อน  1,125,429   2,228,839   4,035,020   4,347,660   14.20   19.65   25.55   25.16  
    2 รุ่น  3,789,745   4,533,053   6,116,820  10,102,588   47.83   39.95   38.73   58.46  
    3 รุ่น  2,349,209   3,139,142   3,428,745   743,905   29.65   27.67   21.71   4.30  
    แหว่งกลาง  428,796   968,859   1,148,543   97,761   5.41   8.54   7.27   0.57  
    รวม  7,922,778  11,345,526  15,795,051  17,280,102   100.00   100.00   100.00   100.00  
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.7 จำนวนและสัดส่วนประชากรวัยแรงงานจำแนกตามสถานภาพการทำงาน 

    อายุ สถานภาพการทำงาน สาขา จำนวน (คน) สัดส่วน (%) 
    2537 2547 2557 2567 2537 2547 2557 2567 
    15-20 ปี นายจ้าง ทั้งหมด  17,452   4,215   914   84   0.6   0.7   0.0   0.0  
      เกษตรกรรม  14,752   2,848   734   84   0.5   0.4   0.0   0.0  
      อุตสาหกรรม  292   173   –     –     0.0   0.0   –     –    
      บริการ  2,078   1,194   180   –     0.1   0.2   –     –    
    ธุรกิจส่วนตัว ทั้งหมด  57,488   37,445   105,914   83,789   2.0   5.8   9.5   9.5  
      เกษตรกรรม  14,195   15,225   57,764   39,263   0.5   2.4   4.5   4.5  
      อุตสาหกรรม  8,108   1,521   4,650   3,465   0.3   0.2   0.4   0.4  
      บริการ  35,185   10,073   43,500   41,061   1.2   1.6   4.7   4.7  
    ช่วยธุรกิจครอบครัว  1,525,235   1,529   448,084   208,305   54.0   0.2   32.2   23.6  
    ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ  23,627   1,759   17,473   8,748   0.8   0.3   1.3   1.0  
    พนักงานเอกชน  1,201,331   595,910   818,198   580,424   42.5   93.0   58.8   65.9  
    21-45 ปี นายจ้าง ทั้งหมด  2,249,023   1,485,962   443,127   332,321  11.4 14.9 1.6 1.6 
      เกษตรกรรม  1,943,373   1,079,595   97,315   55,743  9.8 10.8 0.3 0.3 
      อุตสาหกรรม  120,905   101,023   161,754   108,471  0.6 1.0 0.5 0.5 
      บริการ  184,537   292,382   184,058   168,107  0.9 2.9 0.8 0.8 
    ธุรกิจส่วนตัว ทั้งหมด  3,339,967   3,789,482   4,959,610   4,144,295  16.9 37.9 20.6 20.6 
      เกษตรกรรม  1,500,254   1,673,494   2,273,293   1,444,193  7.6 16.7 7.2 7.2 
      อุตสาหกรรม  285,699   319,134   375,132   321,734  1.4 3.2 1.6 1.6 
      บริการ  1,553,891   1,496,542   2,311,185   2,378,368  7.9 15.0 11.8 11.8 
    ช่วยธุรกิจครอบครัว  6,076,243   128,487   3,157,343   2,038,060  30.7 1.3 15.2 10.1 
    ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ  1,674,060   129,896   2,046,084   2,023,989  8.5 1.3 9.9 10.0 
    พนักงานเอกชน  6,425,195   4,463,395  10,139,819  11,620,128  32.5 44.6 48.9 57.6 
    46-60 ปี นายจ้าง ทั้งหมด  1,555,409   1,449,002   535,869   448,257  23.8 21.4 3.0 3.0 
      เกษตรกรรม  1,436,104   1,216,268   172,136   121,878  22.0 18.0 0.8 0.8 
      อุตสาหกรรม  42,823   67,152   160,397   153,740  0.7 1.0 1.0 1.0 
      บริการ  76,207   156,468   203,336   172,639  1.2 2.3 1.1 1.1 
    ธุรกิจส่วนตัว ทั้งหมด  1,700,204   2,948,416   5,996,321   6,277,365  26.0 43.6 41.6 41.6 
      เกษตรกรรม  992,296   1,602,662   3,405,462   3,206,945  15.2 23.7 21.2 21.2 
      อุตสาหกรรม  96,518   227,295   447,941   547,711  1.5 3.4 3.6 3.6 
      บริการ  611,390   964,357   2,142,918   2,522,709  9.4 14.2 16.7 16.7 
    ช่วยธุรกิจครอบครัว  1,755,754   75,008   2,407,725   2,131,744  26.9 1.1 17.6 14.1 
    ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ  495,666   47,761   1,567,335   1,489,800  7.6 0.7 11.4 9.9 
    พนักงานเอกชน  1,024,678   2,248,500   3,189,412   4,753,890  15.7 33.2 23.3 31.5 
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    ตารางที่ ผ.8 ค่าใช้จ่ายรายการสำคัญจำแนกตามช่วงอายุต่างๆ (บาท/คน/เดือน) 

    ช่วงอายุ ปี รายจ่ายบริโภคต่อหัว อาหาร ที่อยู่อาศัย ของใช้ในบ้าน ค่าจ้างบุคคล 
    ภายนอก 
    ของใช้ส่วนตัว รักษา 
    พยาบาล 
    เดินทาง สื่อสาร การ 
    ศึกษา 
    อื่นๆ 
    15-20 ปี 2537  1,902   788   314   125   3   54   61   300   18   69   218  
    2547  3,149   1,320   459   213   7   99   38   578   140   144   269  
    2557  5,940   2,217   799   428   31   209   80   1,248   256   270   385  
    2567  7,034   2,893   1,044   547   10   260   69   1,144   326   404   341  
    21-45 ปี 2537  2,018   778   351   132   4   59   70   328   23   36   241  
    2547  3,542   1,275   533   235   7   109   50   775   163   81   325  
    2557  7,009   2,540   1,040   483   50   262   100   1,644   277   125   479  
    2567  8,907   3,516   1,356   681   42   331   102   1,850   395   128   504  
    46-60 ปี 2537  1,990   749   380   138   4   55   81   289   26   39   241  
    2547  3,455   1,220   597   247   9   97   69   686   157   73   320  
    2557  6,801   2,398   1,049   506   49   235   119   1,565   249   110   507  
    2567  8,362   3,224   1,371   700   42   287   111   1,671   362   94   503  
    ที่มา: คำนวณจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2537 2547 2557 และ 2567 

    นักวิจัย

    ศ. ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
    ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายหลักประกันทางสังคม
    Jiraporn
    จิราภรณ์ แผลงประพันธ์
    นักวิจัยอาวุโส

    แชร์บทความนี้

    เรื่องที่คุณอาจสนใจ

    ดูทั้งหมด