tdri logo
tdri logo
27 กรกฎาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

ประเมิน 4 ปีแรกกับโจทย์ใหญ่ของ “ชัชชาติ 2″ข้อเสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้กรุงเทพฯ

คณะผู้วิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ทีดีอาร์ไอจัดทำการประเมินผลงานผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประเมินผลงานผู้ว่าฯ อัศวินในปี 2565 ในฐานะส่วนหนึ่งของ ซีรีส์ข้อสังเกตนโยบายช่วงเลือกตั้ง และการประเมินผลงานรัฐบาลและผู้ว่าฯ โดยพิจารณาจากข้อมูล ผลลัพธ์ และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

Key Message 

  • บทวิเคราะห์นี้ประเมินการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ใน 6 ด้าน ได้แก่ ปากท้องของประชาชน การเดินทางและขนส่ง การลดคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสุขภาพ ในฐานะส่วนหนึ่งของการติดตามและประเมินนโยบายสาธารณะ
  • ชัชชาติ 1 มีผลงานที่จับต้องได้หลายด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาใกล้ตัวหรือปัญหา “เส้นเลือดฝอยอุดตัน” เช่น การปรับปรุงทางเท้า การรับเรื่องร้องเรียน การเปิดเผยข้อมูล การฝึกอาชีพ การตรวจสุขภาพ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
  • อย่างไรก็ตาม หลายโครงการยังวัดความสำเร็จจากจำนวนกิจกรรม มากกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เช่น เรียนแล้วมีงานและรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ย้ายผู้ค้าแล้วรายได้ดีขึ้นหรือไม่ หรือตรวจสุขภาพแล้วประชาชนได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพียงใด
  • ความท้าทายของชัชชาติ 2 คือการขยับจากการแก้ปัญหา “เส้นเลือดฝอย” ไปสู่ปัญหาโครงสร้างหรือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่วันนี้มีปัญหาอักเสบเรื้อรัง ซึ่งต้องรักษาที่ต้นตอ โดยอาศัยการปฏิรูปกฎระเบียบ ความร่วมมือกับสภา กทม. และการทำงานร่วมกับรัฐบาลและพรรคการเมืองระดับชาติ เพื่อผลักดันการกระจายอำนาจ รวมถึงความกล้าหาญในการจัดการปัญหาที่ยากและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง เช่น การปราบปรามการทุจริต

ข้อเสนอสำคัญใน 6 ด้าน

1. ปากท้องของประชาชน
เปลี่ยนจากการนับจำนวนหลักสูตรและกิจกรรม ไปสู่การวัดว่าผู้เข้าร่วมมีงานและรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ พร้อมยกระดับทักษะให้ตรงกับตลาด และสร้างเส้นทางเติบโตให้ผู้ค้ารายย่อย แทนการมุ่งควบคุมเพียงอย่างเดียว อ่านต่อ

2. การเดินทางและขนส่ง
ยกระดับการเชื่อมรถไฟฟ้า รถเมล์ Feeder ทางเท้า จักรยาน และวินมอเตอร์ไซค์ให้เป็นระบบเดียวกัน พร้อมให้ความสำคัญกับขนส่งสาธารณะและความปลอดภัย ต่อยอดจากเดิมที่เป็นการเร่งระบายรถยนต์ส่วนบุคคล อ่านต่อ

3. การลดคอร์รัปชัน
ขยับจากการเปิดเผยข้อมูล ไปสู่การใช้ข้อมูลตรวจสอบความเสี่ยงเชิงรุก โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีสัญญาณผิดปกติ พร้อมลดดุลพินิจและเปิดกระบวนการอนุญาตให้ตรวจสอบได้ อ่านต่อ

4. สิ่งแวดล้อม
ปรับเปลี่ยนจากการวัดจำนวนต้นไม้ เครื่องมือ และกิจกรรม ไปสู่การวัดผลลัพธ์ เช่น วันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน น้ำท่วม และปริมาณขยะที่ลดลง โดยให้ความสำคัญกับชุมชนเปราะบางก่อน อ่านต่อ

5. การศึกษา
มุ่งวัดผลจากพัฒนาการด้านการอ่านและการคิดของเด็ก พร้อมปรับการเรียนการสอนในห้องเรียน ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และสร้างระบบส่งต่อเด็กช่วง ป.6–ม.1 เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบ อ่านต่อ

6. สุขภาพ
ยกระดับ กทม. จากผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ไปสู่ผู้จัดการระบบสุขภาพของคนทั้งเมือง เชื่อมโยงหน่วยบริการต่างสังกัด และขยายบริการปฐมภูมิกับการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน อ่านต่อ

โจทย์และความท้าทายในสมัยที่  2 ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

บทนำ

ในฐานะเมือง “กรุงเทพมหานคร” ควรสามารถสนองความต้องการของประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต แต่จากการจัดอันดับ Global Power City Index (GPCI) ของ Mori Memorial Foundation ในปี 2568  ที่ประเมินศักยภาพและการแข่งขันของเมืองพบว่า กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 38 จาก 48 เมือง โดยมีคะแนนลดลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 5 และกัวลาลัมเปอร์อยู่ในอันดับที่ 37 (ภาพที่ 1) โดยกรุงเทพฯ มีคะแนนค่อนข้างต่ำในสามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนา และสิ่งแวดล้อม

ในขณะเดียวกัน EIU ได้ให้คะแนน Global Liveability Index ในปี 2568 แก่กรุงเทพฯ ที่ 69.4 คะแนนและมีอันดับที่ 116 จาก 173 เมือง ซึ่งดีขึ้นจาก 66.0 คะแนน ในปี 2564 แต่มีอันดับลดลงจากอันดับที่ 98 จาก 140 เมือง ซึ่งโดยรวมชี้ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีสิ่งแวดล้อมต่อการใช้ชีวิตดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน

ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่ 2 เมื่อ 28 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง โดยได้คะแนนเสียงกว่า 1.5 ล้านคะแนน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคะแนนเสียงที่เคยได้รับจากการเลือกตั้งในปี 2565 และถือเป็นคะแนนเสียงที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าชาวกรุงเทพฯความคาดหวังว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติจะเข้ามาสานต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตให้กับคนกรุงเทพฯ 

รายงานฉบับนี้มุ่งระบุโจทย์สำคัญในการพัฒนากรุงเทพฯ ประเมิน และถอดบทเรียนการดำเนินงานที่ผ่านมาของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติในสมัยแรก (“ชัชชาติ 1”) และจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับผู้ว่าฯ ชัชชาติในสมัยที่ 2 (“ชัชชาติ 2”) ในด้านที่สำคัญ 6 ด้าน คือ การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน การเดินทางและการขนส่ง การลดคอร์รัปชัน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษาและสุขภาพ1  ทั้งนี้ในรายงานฉบับนี้ เราจะใช้คำว่า “กรุงเทพฯ” ในความหมายของเขตทางภูมิศาสตร์ และคำว่า “กทม.” ในความหมายถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ดูแลกรุงเทพฯ

1. การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

สภาพปัญหา

ปัญหาปากท้องของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่ “การว่างงาน” หากแต่เป็นปัญหาที่แรงงานจำนวนมากยังไม่สามารถมี “งานที่มีคุณภาพและรายได้ดี” ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า กรุงเทพฯ มีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่อยู่ในกำลังแรงงาน 5.88 ล้านคน โดยมีคนว่างงานเพียงร้อยละ 0.75 ตัวเลขนี้บอกว่า คนกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมดมีงานทำ แต่ไม่ได้บอกว่างานที่ทำนั้นเลี้ยงชีพได้ดีเพียงใด

หลักฐานด้านรายได้ชี้ให้เห็นปัญหานี้โดยตรง โดยข้อมูลการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568 ระบุว่า ลูกจ้างในกรุงเทพฯ ได้รับค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ย 21,565 บาทต่อเดือน แต่ลูกจ้างที่เป็นแรงงานนอกระบบได้รับเพียง 11,722 บาทต่อเดือน หรือราวครึ่งหนึ่งของลูกจ้างที่เป็นแรงงานในระบบ (21,737 บาท) ขณะที่การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2568 พบว่า ครัวเรือนในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 32,695 บาท (ขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 2.2 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 14,900 บาทต่อคน) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ค่าจ้างของลูกจ้างนอกระบบต่ำกว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของครัวเรือนกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ

ตัวชี้วัดหลายตัวยืนยันไปในทางเดียวกันว่าคุณภาพของงานคือโจทย์ที่แท้จริง ประการแรก โครงสร้างอาชีพกระจุกตัวในงานบริการที่โดยทั่วไปให้ค่าตอบแทนไม่สูง เกือบหนึ่งในสี่ของผู้มีงานทำเป็นพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้า (ร้อยละ 24.7)

ประการที่สอง แรงงานมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน คนกรุงเทพฯ เกือบร้อยละ 20 ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม้กลุ่มนี้จะรวมผู้ประกอบการหรือผู้ที่เลือกทำงานล่วงเวลาโดยสมัครใจอยู่ด้วย แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับโครงสร้างอาชีพข้างต้นก็สะท้อนว่า แรงงานจำนวนไม่น้อยต้องมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนานขึ้นเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ

ประการที่สาม มีช่องว่างทักษะที่กว้างในกลุ่มแรงงาน แม้ผู้จบอุดมศึกษามีสัดส่วนถึงร้อยละ 35.3 แต่แรงงานอีกกว่าร้อยละ 40 จบมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า

ประการสุดท้าย แรงงานนอกระบบในกรุงเทพฯ มีจำนวนเกือบ 1.6 ล้านคน แม้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในกรุงเทพฯ ราวร้อยละ 28 ของผู้มีงานทำจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่คนเหล่านี้คือกลุ่มเปราะบางขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองเดียว โดยจำนวนมากไม่มีประกันสังคม เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากเพราะขาดหลักทรัพย์และประวัติรายได้ จึงเสี่ยงต่อการตกอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบ

ส่วนนี้จะวิเคราะห์ปัญหาปากท้องของคนกรุงเทพฯ ใน 2 ประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กทม. ได้แก่ (1) การฝึกทักษะอาชีพให้มีทักษะสูง ตรงกับความต้องการของตลาด และ (2) การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย ซึ่งมักสร้างความขัดแย้งระหว่างการจัดระเบียบเมืองกับการรักษารายได้ของผู้ค้าท่ามกลางจุดผ่อนผันที่ลดลงต่อเนื่อง

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ 1 ชูแนวคิด “เส้นเลือดฝอย” ผ่านชุดนโยบายกว่า 200 ข้อ ในจำนวนนี้ นโยบายด้านปากท้องประกอบด้วย การฝึกอาชีพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต เศรษฐกิจสร้างสรรค์รายย่าน และการจัดระเบียบหาบเร่ควบคู่กับการหาพื้นที่ทดแทนหรือศูนย์อาหาร (Hawker Center)  ในขณะที่ ชัชชาติ 2 เน้นต่อยอดนโยบายเดิมและขยายขนาดผ่านแพลตฟอร์มและข้อมูล เช่น ยกระดับแพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต Next Learn โดยตั้งเป้าเรียนสะสม 1 ล้านชั่วโมงต่อปี และเปิดหลักสูตรนอกเวลาราชการเพื่อให้คนทำงานประจำเข้าถึง การขยายสินเชื่อที่เชื่อมข้อมูลกับธนาคารไปยังผู้ค้าในตลาดและวินมอเตอร์ไซค์ การเปิด Incubation Hub เพื่อสร้างผู้ประกอบการ 1,000 รายต่อปี และการเพิ่มศูนย์อาหาร (Hawker Center) อย่างน้อย 50 แห่ง 

ผลงานที่ผ่านมาและโจทย์ที่ยังคงเหลืออยู่

ผลงานเด่นด้านการฝึกทักษะอาชีพของชัชชาติ 1 คือ แพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต Next Learn ที่รวมหลักสูตรหลากหลายและทันสมัยกว่า 680 หลักสูตร เช่น ทักษะ AI ภาษาต่างประเทศ และช่างบริการระบบไฟฟ้ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ในจำนวนนี้ มีหลักสูตรเรียนจบพร้อมจ้างงาน (Next Jobs) ที่ออกแบบร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 60 หลักสูตร เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การนวด บาริสต้า และการตัดแต่งขนสุนัข ปัจจุบันมีชั่วโมงเรียนสะสมกว่า 4 แสนชั่วโมง โดยมีค่าเรียนตั้งแต่ฟรีจนถึง 305 บาท

ทั้งนี้ เว็บไซต์ “ทีมชัชชาติ” ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารของฝ่ายบริหารเอง แจ้งว่าผู้จบหลักสูตรและได้รับใบประกาศรับรองจากศูนย์ฝึกอาชีพในปี 2568 ได้งานทำถึงร้อยละ 84 อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยระเบียบวิธี เช่น นิยามของ “ได้งานทำ” ระยะเวลาที่วัดหลังจบหลักสูตร หรือฐานผู้เข้าร่วมหลักสูตรที่ใช้คำนวณ ตัวเลขนี้จึงควรมีการตรวจสอบโดยผู้ประเมินอิสระ

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของแพลตฟอร์ม แต่ต้องการชี้ว่าโจทย์เร่งด่วนคือ ระบบการติดตามที่เน้นผลลัพธ์มากขึ้นและมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทั้งการเปิดเผยว่า ผู้ผ่านหลักสูตรได้งานภายในกี่เดือน และรายได้เปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเทียบกับก่อนอบรม และที่สำคัญ แพลตฟอร์มนี้สามารถทำให้แรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการฝึกทักษะอาชีพได้มากขึ้นหรือไม่ โดยควรวิเคราะห์ว่าชั่วโมงเรียนสะสมนั้น มีสัดส่วนของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด

ส่วนผลงานหลักด้านหาบเร่แผงลอยและการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยคือ การพัฒนาพื้นที่ค้าขายทดแทนหรือศูนย์อาหารกว่า 30 จุดเพื่อรองรับผู้ค้าที่ย้ายออกจากทางเท้า  การจัดหาสินเชื่อร่วมกับธนาคารกรุงไทย โดยใช้ข้อมูลรายรับหรือใบอนุญาตเป็นเครดิตแทนหลักทรัพย์ และการจัดตลาดนัดชุมชนหรือตลาดนัดเขตกว่า 400 แห่ง ตลาดนัดเกษตรกร (Farmer Market) ที่เชื่อมเกษตรกรมาตรฐาน Bangkok G และระบบจองแผงค้าออนไลน์ ThaiMarket

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ฝ่ายบริหารรายงานกลับสะท้อนข้อจำกัดมากกว่าความสำเร็จ กล่าวคือ ข้อมูลจากเว็บไซต์ “ทีมชัชชาติ” ระบุว่า มีรายได้หมุนเวียนจากตลาดนัดเกือบ 30 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งเมื่อหารด้วยจำนวนตลาดกว่า 400 แห่ง จะเฉลี่ยเพียงราว 75,000 บาทต่อตลาดต่อปี เช่นเดียวกับตลาดนัดเกษตรกรที่สร้างรายได้สะสม 8.6 ล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2566 หากตัวเลขเหล่านี้ถูกต้องก็หมายความว่า ผลกระทบต่อปากท้องของผู้ค้ายังเล็กมากเมื่อเทียบกับจำนวนกิจกรรมที่จัด ซึ่งชี้ไปที่ปัญหาว่าการบริหารยัง “นับกิจกรรม” ได้ชัดกว่า “วัดผลลัพธ์”

ความท้าทายที่เหลืออยู่มี 3 ข้อ คือ (1) ความสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบของทางเท้ากับปากท้องของผู้ค้ารายย่อย เมื่อจุดผ่อนผันลดลงต่อเนื่อง คำถามคือจะทำอย่างไรให้ผู้ค้าสามารถยกระดับทักษะและเพิ่มรายได้ได้จริงในระหว่างที่ยังได้รับการผ่อนปรน แทนที่จะติดอยู่กับสถานะผู้ค้าที่อยู่ในพื้นที่ผ่อนผันไปตลอดชีวิต (2) คุณภาพของพื้นที่ทดแทน ศูนย์อาหารบางแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีลูกค้าน้อย ทำให้รายได้ผู้ค้าลดลงหลังย้าย และจำนวนพื้นที่ค้าขายทดแทนและศูนย์อาหารยังน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ค้าที่มีอยู่นับหมื่นราย2 และ (3) การเข้าถึงการเงินและหลักประกัน จำนวนผู้เข้าถึงสินเชื่อยังน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบเกือบ 1.6 ล้านคน หนี้นอกระบบจึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ขณะที่แรงงานไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซค์ก็ยังไม่มีกลไกคุ้มครองและสวัสดิการที่ชัดเจน

ข้อเสนอแนะ

ชัชชาติ 1 ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของงานด้านปากท้องไว้พอสมควร เช่น แพลตฟอร์มเรียนรู้ ฐานข้อมูลเครดิต และพื้นที่ค้าขาย แต่สิ่งที่ต้องสานต่อคือ การต่อยอดโครงการให้มีผลกระทบ และการเปลี่ยนระบบบริหารจาก “นับกิจกรรม” ไปสู่การ “วัดผลลัพธ์” อย่างจริงจัง โดยเรามีข้อเสนอ 3 ประการ

หนึ่ง ควรสร้างระบบวัดผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ โดยกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์หลักและเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นรายปี เช่น รายได้มัธยฐานของผู้เรียนหลังจบหลักสูตร 6 เดือนเทียบกับก่อนอบรม สัดส่วนผู้จบหลักสูตรที่ได้งานภายใน 3 เดือน สัดส่วนผู้เรียนที่เป็นแรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบาง และจำนวนแรงงานนอกระบบที่เข้าสู่มาตรา 40 ในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เป็นต้น โดยไม่ต้องสำรวจใหม่เพราะสามารถเชื่อมข้อมูลผู้เรียน (โดยได้รับความยินยอม) เข้ากับฐานข้อมูลประกันสังคมและกรมสรรพากร พร้อมเปิดให้หน่วยงานอิสระจากภายนอกประเมินและถอดบทเรียน ซึ่งจะทำให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ออกแบบนโยบายต่อได้

สอง กทม. ควรยกระดับการฝึกทักษะให้ตอบตลาดและคนทำงานจริง โดยควรเร่งปรับหลักสูตรให้ตรงความต้องการของตลาดมากขึ้น เพิ่มหลักสูตรรอบค่ำและเสาร์-อาทิตย์ให้คนทำงานประจำเข้าถึงได้จริง และขยายหลักสูตรเรียนจบพร้อมจ้างงาน (Next Jobs) ร่วมกับผู้ประกอบการ โดยให้ภาคธุรกิจร่วมกำหนดสมรรถนะและรับประกันการสัมภาษณ์งานแก่ผู้จบหลักสูตร ทั้งนี้ ควรจัดสรรที่นั่งและทุนค่าเรียนส่วนหนึ่งให้กลุ่มเปราะบางและกลุ่มอาชีพที่เสี่ยงถูกเทคโนโลยีแทนที่เป็นการเฉพาะ มิฉะนั้นแพลตฟอร์มจะกลายเป็นบริการของคนที่พร้อมอยู่แล้ว

สาม กทม. ควรเปลี่ยนการจัดการหาบเร่แผงลอยและผู้ค้ารายย่อยจาก “การควบคุม” เป็น “การสร้างเส้นทางเติบโต”  โดยออกแบบเส้นทางยกระดับผู้ค้าเป็นขั้นบันไดที่มีเงื่อนไขและกรอบเวลาชัดเจน เช่น การเริ่มจากผู้ค้าในจุดผ่อนผันที่ผ่านเกณฑ์สุขาภิบาลและการอบรมได้สิทธิจองแผงก่อนในศูนย์อาหารหรือตลาดนัดผ่าน ThaiMarket  โดยผู้ค้าที่มียอดขายสม่ำเสมอสามารถเข้าถึงสินเชื่อขยายกิจการโดยใช้ประวัติรายรับในระบบเป็นเครดิต และมีเป้าหมายเชิงตัวเลขที่วัดได้ เช่น สัดส่วนผู้ค้าที่ “เลื่อนขั้น” จากจุดผ่อนผันสู่พื้นที่ถาวรต่อปี

ในขณะเดียวกัน กทม. ควรเร่งแก้ปัญหาทำเลของพื้นที่ทดแทนหรือศูนย์อาหารเดิมที่ลูกค้าน้อย และยกระดับคุณภาพของพื้นอย่างน้อยหนึ่งแห่งให้เป็นต้นแบบที่โดดเด่นทั้งความสะอาด รสชาติ และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม จนดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในตัวตามแนวทาง Hawker Center ของสิงคโปร์ สุดท้าย สำหรับไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซค์ แม้หน้าที่ในการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มส่วนใหญ่อยู่ที่รัฐบาล แต่ กทม. ก็สามารถเริ่มได้บางส่วน เช่น การรณรงค์และอำนวยความสะดวกให้แรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตรา 40 ถึงที่วิน และการใช้ฐานข้อมูลวินที่มีอยู่เป็นช่องทางเข้าถึงสินเชื่อและการฝึกทักษะ

หัวใจของข้อเสนอทั้ง 3 ประการคือ การทำให้เมืองสามารถแก้ปัญหาปากท้องได้จริง ทราบว่ารายได้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นเท่าไร และพิสูจน์ตัวเลขนั้นต่อสาธารณะได้

2. การเดินทางและการขนส่ง

สภาพปัญหา

ในฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลางที่ขยายตัวต่อเนื่องไปสู่ปริมณฑล กรุงเทพฯ มีปัญหาการเดินทางและการขนส่งที่ท้าทายมาก เพราะมีการเดินทางข้ามพื้นที่ระหว่างเมืองชั้นใน เมืองชั้นนอก และจังหวัดรอบข้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การจัดการระบบการเดินทางและการขนส่งของ กทม. จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหารถติด แต่ต้องเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่ครอบคลุม เชื่อมต่อกัน และปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

ชัชชาติ 1 ได้พยายามแก้ปัญหาในหลายด้าน เช่น ยกระดับความปลอดภัยทางถนน ใช้เทคโนโลยีจัดการจราจร ปรับปรุงทางเท้า พัฒนารถและเรือไฟฟ้า Feeder รวมถึงชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว แต่ความพยายามนี้ยังมีลักษณะแยกส่วน ขาดกรอบยุทธศาสตร์ภาพรวมที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะและการเดินเท้าอย่างแท้จริง

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ 1 มีนโยบาย “เดินทางดี” ซึ่งประกอบไปด้วย 41 นโยบาย เช่น การบริหารจัดการจราจรด้วยระบบอัจฉริยะ (ITMS) ทั้งโครงข่ายและการกวดขันวินัยจราจร การลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในชั่วโมงเร่งด่วนในบริเวณ Low Emission Zone การจัดให้ถนนและซอยมีทางเดิน-ทางจักรยาน เป็นต้น  ส่วนนโยบายการเดินทางของชัชชาติ 2 ประกอบด้วย 26 นโยบายซึ่งต่อยอดนโยบายที่ผ่านมา เช่น การอัปเกรดระบบไฟจราจรเช่น ควบคุมไฟจราจรแบบเรียลไทม์ การออกแบบค่าโดยสาร BTS ราคาพิเศษสำหรับผู้ใช้ประจำ การปรับปรุงระบบ Feeder เช่น เรียก Feeder ผ่านแอปพลิเคชันได้ เป็นต้น

ผลงานที่ผ่านมาและโจทย์ที่ยังคงเหลืออยู่

ชัชชาติ 1 มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการเดินทางและการขนส่งในกรุงเทพฯ หลายประการ ในด้านการแก้ไขปัญหารถติดและจัดการจราจร กทม. ได้นำเทคโนโลยีระบบสัญญาณไฟปรับตามสภาพจราจร (Adaptive Signal) มาใช้ในทางแยกสำคัญเพื่อช่วยระบายรถ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีมาตรการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล

เช่นเดียวกันกับการที่ กทม. ยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องการจัดการที่จอดรถริมทาง การกำหนดจุดจอดและค่าธรรมเนียมตามอุปสงค์ในพื้นที่เมืองชั้นใน และยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคล่องตัวของรถโดยสารสาธารณะบนถนนสายหลักเท่าที่ควร และได้เริ่มบริการรถ Shuttle Bus ไฟฟ้า BMA Feeder และเรือไฟฟ้าคลองผดุงกรุงเกษมฟรีรวม 15 จุด เพื่อเชื่อมต่อชุมชนเข้ากับระบบราง รวมถึงเริ่มกำกับดูแลรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Smart Win แต่ขอบเขตการให้บริการยังคงจำกัด และยังขาดแผนแม่บทเชิงระบบที่จะเชื่อมต่อ Feeder เข้ากับรถไฟฟ้า รถเมล์ จักรยาน ทางเท้า และวินมอเตอร์ไซค์อย่างมีประสิทธิภาพ  

นอกจากนี้ กทม. ยังสามารถชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) สำเร็จรวมกว่า 74,232 ล้านบาทอย่างโปร่งใส แม้ยังต้องแบกรับภาระขาดทุนจากส่วนต่อขยายปีละกว่า 6,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีแผนปรับอัตราค่าโดยสารเป็นตามระยะทาง (17–45 บาท) เริ่มวันที่ 1 พ.ย. 2568 ซึ่งยังถูกคัดค้านจากสภาองค์กรของผู้บริโภค นอกจากนี้ โจทย์สำคัญคือการหาข้อสรุปเรื่องค่าโดยสารและแนวทางการบริหารหลังสัญญาสัมปทานส่วนหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน

อีกด้านหนึ่งที่มีความก้าวหน้าทางกายภาพชัดเจนที่สุดคือ การปรับปรุงทางเท้ามาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานทุกกลุ่มระยะทางรวม 1,100 กิโลเมตร โดยลดระดับขอบทางและติดตั้งอิฐนำทาง ตลอดจนพัฒนาเส้นทางจักรยานเลียบคลองแสนแสบ คลองเปรมประชากร และคลองผดุงกรุงเกษม พร้อมบริการ Bike Sharing 3,000 คัน ทว่ายังขาดการปรับปรุงโครงข่ายย่อยในระบบซอยเส้นเลือดฝอย จุดจอดจักรยานที่ปลอดภัย และการใช้นโยบายจัดสรรพื้นที่ถนนใหม่เพื่อคนเดินเท้า

ในด้านการเพิ่มความปลอดภัยในการจราจร กทม. ได้มีมาตรการจำกัดความเร็วรถไม่ให้เกิน 60 กม./ชม. ปรับปรุงแก้ไขจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุระดับเขตกว่า 300 จุด และประเมินถนนตามเกณฑ์ของโครงการประเมินถนนระหว่างประเทศ (International Road Assessment Programme หรือ iRAP) ซึ่งน่าจะมีส่วนในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 848 รายในปี 2565 เป็น 624 รายในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ยังขาดการบังคับใช้กฎหมายที่ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) อย่างจริงจัง และการปรับปรุงกายภาพถนนยังทำเป็นรายโครงการ แทนที่จะเป็นการออกแบบโครงข่ายเพื่อลดความเร็วและบรรเทาความรุนแรงของอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ แม้ทิศทางนโยบายจะเริ่มให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าและความปลอดภัยมากขึ้น แต่กลับพบความไม่สอดคล้องในการปฏิบัติหลายประการ เช่น  กทม. ส่งเสริมการเดินเท้า แต่ทางเดินเท้ากลับไม่ปลอดภัย แม้กทม. ได้ลงทุนปรับปรุงทางเท้า แต่บางกรณีกลับใช้การ “ผายปากทาง” เข้าซอยเพื่อระบายรถยนต์ ซึ่งทำให้รถยนต์เลี้ยวเข้าซอยได้เร็วขึ้นแต่เพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อคนเดินเท้าที่กำลังข้ามถนน หรือ กทม. พยายามแก้ปัญหารถติด แต่เลือกใช้วิธีลดแรงจูงใจการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น ใช้เทคโนโลยีในการระบายรถยนต์ที่ให้ความสะดวกแก่รถส่วนตัว แต่ในระยะยาวอาจมีผลดึงดูดให้คนนำรถออกมาขับเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันค่าโดยสารของบริการรถไฟฟ้ายังสูงเกินไป   

ข้อเสนอแนะ

กทม. ควรดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านการเดินทางและการขนส่งของคนกรุงเทพฯ ดังนี้

  • แปรนโยบายความปลอดภัยสู่การบังคับใช้จริง โดยเจรจากับ บชน. เพื่อติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับและบังคับใช้กฎหมายความเร็วอย่างเคร่งครัด พร้อมกำหนดเขตความเร็วต่ำ 30 กม./ชม. ในบริเวณโรงเรียนและชุมชน ควบคู่กับการออกแบบกายภาพถนนที่ช่วยชะลอความเร็ว
  • จัดทำแผนแม่บทการเชื่อมต่อโครงข่าย โดยกำหนดบทบาทและเชื่อมโยง รถไฟฟ้า รถเมล์ BMA Feeder ทางเท้า จักรยาน และมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางช่วงแรกและช่วงสุดท้าย (First-Last Mile)
  • ให้ลำดับความสำคัญแก่รถโดยสารสาธารณะ โดยจัดระบบสัญญาณไฟจราจรที่เอื้อต่อรถเมล์บนถนนสายหลักที่มีรถหนาแน่น ปรับปรุงป้ายรถเมล์และข้อมูลการเดินทาง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดเส้นทางเดินรถใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
  • บริหารจัดการอุปสงค์การใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยควบคุมการจอดรถริมทางอย่างจริงจัง เพิ่มค่าธรรมเนียมจอดรถในพื้นที่เมืองชั้นใน พัฒนาอาคารจอดแล้วจร (Park & Ride) ในเขตรอบนอก และศึกษามาตรการจำกัดรถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่ที่มีระบบขนส่งมวลชนพร้อม
  • กำหนดอนาคตของบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังปี 2572 อย่างโปร่งใส โดยชี้แจงโครงสร้างต้นทุน ค่าโดยสาร และภาระงบประมาณต่อสาธารณะก่อนหมดสัญญาสัมปทานส่วนหลัก พร้อมออกแบบมาตรการอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อทำให้รถไฟฟ้าเป็นบริการสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ผลักให้ประชาชนกลับไปใช้รถส่วนตัว

3. การลดคอร์รัปชัน

สภาพปัญหา

กทม. เป็น อปท. ขนาดใหญ่ มีทรัพยากรมาก โดยใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างสูงเฉลี่ยกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทต่อปี (ปี 2566–2569) มีอำนาจในการอนุมัติหรืออนุญาตเรื่องต่าง ๆ มากกว่า 4.5 แสนคำขอต่อปี มีพื้นที่การบังคับใช้กฎหมายและให้บริการประชาชนใน 50 เขต กทม. และมีเจ้าหน้าที่ 70,000 คนในบังคับบัญชา ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดทุจริตซึ่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ เองยังยอมรับว่าการแก้ทุจริตเป็นโจทย์ยากที่สุดและต้องพยายามต่อไป

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ 1 ชูนโยบายกว่า 200 ข้อภายใต้แนวคิด “9 ดี” ซึ่งรวมถึงแนวคิด “โปร่งใสดี” โดยเน้นเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ออกใบอนุญาตออนไลน์ และรับเรื่องร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue และ “บริหารจัดการดี” โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดและติดตามใช้งบประมาณ และประเมินผลงานของผู้อำนวยการเขต ในขณะที่ชัชชาติ 2 หาเสียงโดยเสนอนโยบาย “งานบริการและความโปร่งใส” โดยให้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมตรวจสอบและยับยั้งการลงนามสัญญาโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เข้าเกณฑ์เสี่ยงทุจริต (red flags) ขยายการขออนุญาตออนไลน์ให้ครอบคลุมทุกบริการและใช้เทคโนโลยีช่วยพิจารณาอนุญาตเพื่อลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และปรับกระบวนการตรวจสอบทุจริตให้มีคณะกรรมการอิสระจากภายนอกเพื่อลดโอกาสเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือกัน

ผลงานที่ผ่านมาและโจทย์ที่ยังคงเหลืออยู่

ชัชชาติ 1 ได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะตามที่หาเสียงไว้กว่า 1,400 ชุด และให้ประชาชนติดตามโครงการของ กทม. ผ่าน BMA Policy Tracking ซึ่งแสดงข้อมูลงบประมาณรายกิจกรรม ตลอดจนเปิดโครงการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ที่แสดงการเบิกจ่ายเงินตามงวดงานพร้อมอุปสรรคระหว่างดำเนินงาน

ชัชชาติ 1 ยังปรับการอนุญาตด้วยระบบยื่นคำขอออนไลน์ BMA OSS ที่ติดตามขั้นตอนและประเมินระยะเวลารอใบอนุญาต ซึ่งช่วยลดดุลพินิจและลดโอกาสเรียกรับสินบนเพื่อเร่งการอนุญาต เช่น เริ่มใช้ระบบออนไลน์ในการขออนุญาตก่อสร้าง ให้หาบเร่แผงลอยที่กระทำผิดจ่ายค่าปรับผ่านระบบ QR Code เพื่อลดส่วยเทศกิจ และเปิดให้แจ้งการทุจริตผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue โดยผู้ร้องไม่ต้องเปิดเผยตัวตนและสามารถติดตามความคืบหน้าได้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดีในการลดการทุจริต

อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าการลดคอร์รัปชันของ กทม. ที่ผ่านมายังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจอย่างน้อยใน 2 ด้านคือ หนึ่ง ยังมีการตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เสี่ยงทุจริตไม่ทั่วถึงและล่าช้า และสอง การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดดุลพินิจขออนุญาตทางราชการยังมีความคืบหน้าน้อยมาก

ในส่วนของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง กทม. ได้ตรวจสอบการทุจริต 56 เรื่อง โดยผลงานเด่นคือการตรวจสอบโครงการจัดซื้อลู่วิ่งราคาแพงมากที่ส่อทุจริต 7 โครงการเมื่อกลางปี 2567 แต่ยังมีอีกถึง 17 โครงการที่ยังไม่ได้ข้อยุติ นอกจากนี้การตรวจสอบยังมีลักษณะเชิงรับ (reactive) โดยตรวจสอบเมื่อมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา มากกว่าที่จะริเริ่มตรวจสอบโครงการจำนวนมากที่เสี่ยงทุจริตเอง เช่น การใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้าง “เฉพาะเจาะจง” อย่างไม่สมเหตุสมผล ซึ่งมีถึงร้อยละ 93 ของโครงการ (ภาพที่ 2)

ส่วนการปฏิรูปกฎระเบียบของ กทม. เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร น่าจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจาก สภา กทม. ซึ่งต้องการแรงผลักดันทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ กฎหมายส่วนกลางหลายฉบับยังจำกัดการทำหน้าที่ของ กทม. อยู่ เช่น พ.ร.บ. ควบคุมอาคารฯ และกฎกระทรวงฯ กำหนดมาตรฐานอาคาร ซึ่ง กทม. ใช้เป็นเกณฑ์อนุญาตดัดแปลงอาคารเก่า การปฏิรูปกฎระเบียบของ กทม. จึงต้องเชื่อมโยงกับความก้าวหน้าในการกระจายอำนาจให้ กทม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

ข้อเสนอแนะ

กทม. ควรเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ การลดการลดคอร์รัปชัน ประการแรก ควรสานต่อการสร้างความโปร่งใสในยุคชัชชาติ 1 โดยควรดำเนินตามข้อเสนอ “5 เปิด” ของคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. ได้แก่ (1) เปิดข้อมูลเมือง (Open Data)  (2) เปิดการมีส่วนร่วม (Open Government) ให้ประชาชนร่วมติดตามการใช้งบประมาณ และประเมินบริการของ กทม. (3) เปิดสัญญาจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐาน Open Contracting ของกรมบัญชีกลางและนำมาตรการ “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) มาบังคับใช้มากขึ้น (4) เปิดกระบวนการอนุญาตผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้พร้อมรับการบังคับใช้ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฉบับใหม่ และ (5) เปิดมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านทุจริต (Open Risk Management) และนำไปเป็นเกณฑ์ประเมินผลงานผู้บริหาร กทม. ทุกระดับ

นอกจากนี้ กทม. ควรตรวจสอบทุจริตเชิงรุกโดย (1) สุ่มตรวจโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เสี่ยงทุจริต เช่น การจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้วิธี  “เฉพาะเจาะจง” หรือมีแนวโน้มการแบ่งซอยสัญญา หรือโครงการที่มีผู้เสนอราคาน้อยราย และ (2) ตรวจสอบสถานประกอบการที่ต้องขออนุญาตกับ กทม. ที่ถูกร้องเรียน เช่น ร้านอาหาร โรงแรม สถานบันเทิง เพื่อคัดกรองกิจการที่ฝ่าฝืนกฎหมายและมีลักษณะผิดปกติ ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบเชิงลึกว่ามีความเสี่ยงให้สินบนหรือเกี่ยวข้องกับนอมินีทุนผิดกฎหมายหรือไม่

4. การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

สภาพปัญหา

ปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็น “มหานคร” ของประเทศไทยมีมากมายหลายประการ เช่น มีปริมาณขยะสูงมาก (13,254 ตัน/วัน ในปี 2568) มีปัญหาน้ำเสียมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) อยู่นอกระบบบำบัดน้ำเสีย มีพื้นที่สีเขียวที่ไม่เพียงพอและกระจายตัวไม่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญกรุงเทพฯ ยังไม่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการขาดระบบนิเวศเมืองที่ช่วยลดความร้อน และมีความเสี่ยงสูงจากน้ำท่วมจากการเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ หลายปัญหายังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วย เช่น  ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ PM2.5 มีแหล่งกำเนิดหลักหลายแหล่งเช่น รถยนต์ดีเซล (46%) การเผาชีวมวล (22%) ฝุ่นทุติยภูมิ (14%) รถเบนซิน (11%) โรงงานและการก่อสร้าง (7%) รวมถึงมลพิษข้ามเขตแดน

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ 1 หาเสียงนโยบายสิ่งแวดล้อมดี 34 นโยบาย เช่น ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยมลพิษ พัฒนาพื้นที่ปลอดฝุ่น ปลูกต้นไม้ล้านต้น สนับสนุนการแปลงที่ของประชาชนและเอกชนให้เป็นพื้นที่สีเขียว ตลอดจนสร้างต้นแบบและต่อยอดให้การแยกขยะ เป็นต้น  ในขณะที่ ชัชชาติ 2 หาเสียงในด้านการจัดการมลภาวะ พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ และการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติด้วยนโยบายกว่า 63 นโยบาย โดยพยายามยกระดับนโยบายสู่ยุทธศาสตร์ และแปลงนโยบายไปสู่แผนปฏิบัติ โดยมีระบบติดตามเปิดเผยข้อมูล (Bangkok Open Policy) ซึ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการวัดผลเชิงปริมาณ (เช่น จำนวนกิจกรรม) ไปสู่มาตรการเชิงระบบ เช่น ระบบไม่เทรวมขยะ เขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) และเป้าหมาย BMA Net Zero หรือ นโยบาย “คาร์บอนคุมได้ กทม. ปลอดคาร์บอน” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ กทม. ควบคู่กับมาตรการด้านพื้นที่สีเขียว พื้นที่รับน้ำ และระบบเตือนภัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience)   

ผลงานที่ผ่านมาและโจทย์ที่ยังคงเหลืออยู่

การดำเนินงานของชัชชาติ 1 ส่วนใหญ่เน้น “การรู้และเพิ่มความสามารถของระบบ” แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ที่เหลืออยู่ในหลายด้าน ดังนี้

  • การจัดการมลพิษทางอากาศ ซึ่งแจ้งว่ามีการทำบัญชีแหล่งกำเนิดฝุ่น ขยายเซนเซอร์และระบบพยากรณ์ล่วงหน้า 3 วันรวม 1,501 เครื่อง ตรวจโรงงาน 1,052 แห่ง สั่งห้ามใช้รถควันดำ 4,570 คัน ทำห้องเรียนปลอดฝุ่น 1,966 ห้อง และและนำร่องเขตมลพิษต่ำ โดย กทม. รายงานว่าช่วงดำเนินมาตรการในภาวะวิกฤต จำนวนรถบรรทุกเข้าเขตลดลงและค่า PM2.5 ในพื้นที่ลดลงร้อยละ 15.6 ในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผลผลิตหลังการตรวจจับอย่างเป็นระบบว่า มีรถหรือโรงงานที่แก้ไขจนผ่านเกณฑ์เท่าไร และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการปล่อยมลพิษลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งแจ้งว่าได้ปลูกต้นไม้ทะลุเป้าหมายเชิงผลผลิตกว่า 2 ล้านต้น พัฒนาสวน 15 นาทีผ่านมาตรฐานสะสม 389 แห่ง และอบรมรุกขกรดูแลต้นไม้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ต้นไม้ที่ปลูกร้อยละ 45 ยังเป็นเพียงไม้พุ่มและไม้เลื้อย ขาดฐานข้อมูลต้นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ และสวน 15 นาทีบางแห่งยังมีอุปสรรคด้านการเข้าถึง คุณภาพทางเท้า และการขาดร่มเงาที่ใช้งานได้จริง
  • การจัดการขยะ ซึ่งแจ้งว่าขยะโดยรวมลดลงเหลือ 9,238 ตัน/วัน (จากปี 2561) โครงการ “ไม่เทรวม” แยกขยะเศษอาหารได้ 438 ตัน/วัน ตั้ง Food Bank ครบ 50 เขต แจกจ่ายอาหาร 5 ล้านมื้อ และให้สวัสดิการประกันอุบัติเหตุพนักงานกวาด/เก็บขยะ อย่างไรก็ตาม ปริมาณขยะรวมยังอยู่ระดับสูง ขยะคัดแยกและรีไซเคิล (3,592 ตัน/วัน) ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับขยะที่เข้าสู่ระบบกำจัดปลายทาง (9,662 ตัน/วัน)  ขณะเดียวกัน หากพิจารณาขยะรวมในปี 2568 ซึ่งรวมวัสดุรีไซเคิลและขยะที่เข้าสู่ระบบกำจัด กรุงเทพฯ ยังมีขยะเฉลี่ยสูงถึง 13,254 ตัน/วัน นอกจากนี้ กทม. ยังมีความเสี่ยงในการผูกสัญญากับโรงไฟฟ้าขยะระยะยาวซึ่งอาจลดแรงจูงใจในการลดขยะต้นทาง
  • ระบบน้ำและการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งแจ้งว่าได้ลอกท่อระบายน้ำทะลุเป้าที่ 3,771 กม. แก้จุดเสี่ยงน้ำท่วมถนนสายหลัก 80 จุด แก้ไขพื้นที่ต่ำถนนสายหลัก 29 จุด ติดตั้งเซนเซอร์และระบบควบคุมเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ 140 จุด และมีโรงบำบัดน้ำเสียรวม 9 แห่ง (ระบบบำบัดรวมรองรับประมาณร้อยละ 45.9 ของน้ำเสียทั้งหมด) อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการระบายน้ำยังติดขัดจากโครงสร้างขนาดท่อและการทรุดตัวของพื้นที่ การแก้พื้นที่ต่ำยังไม่ครอบคลุมถนนรอง ซอย และชุมชนใน 50 เขตตามคำมั่น น้ำเสียเกินครึ่งเมืองยังไม่ได้บำบัด และยังไม่มีการเปิดเผยรายงานความคุ้มค่าของโครงการอุโมงค์ยักษ์ขนาดใหญ่

ข้อเสนอแนะ

 กทม. ควรดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของคนกรุงเทพฯ ดังนี้

  • ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดผลงาน (KPI) จากตัวชี้วัดเชิงกิจกรรม (เช่น จำนวนครั้งที่ตรวจ ปริมาณท่อที่ลอก หรือจำนวนเครื่องมือที่ติดตั้ง) เป็นตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ต่อคุณภาพชีวิตจริงให้มากขึ้น เช่น จำนวนวันที่ประชาชนสัมผัสฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง ระยะเวลาและความเสียหายจากน้ำท่วมซ้ำซากลดลง และสัดส่วนขยะฝังกลบลดลง
  • ยกระดับเป็นยุทธศาสตร์เมืองระยะยาวและดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green-Blue Infrastructure) โดยเชื่อมต่อ สวน คลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและช่วยหน่วงน้ำ-ลดความร้อนเมือง การยกระดับจากการ “เก็บและกำจัดขยะ” ไปสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ผ่านการสนับสนุนตลาดรีไซเคิลท้องถิ่นและการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการยกระดับ Low Emission Zone (LEZ) ให้เป็นกลไกถาวร ควบคู่กับการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับปรุงเครื่องยนต์
  • ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) จากการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณและมาตรการ โดยมุ่งเน้นกลุ่มเปราะบางก่อน เช่น จัดทำห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชนแออัดในพื้นที่รับสัมผัสสูง และเร่งจัดการพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในชุมชนซอยรองที่ตกหล่น
  • เปิดเผยข้อมูลและประสานงานข้ามหน่วยงาน โดยเปิดเผยรายงานผลการศึกษาคุณภาพน้ำรายคลอง และความคุ้มค่าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่อสาธารณะ และประสานงานร่วมกับหน่วยงานส่วนกลาง (เช่น กรมการขนส่งทางบก ตำรวจ กรมควบคุมมลพิษ) และจังหวัดในเขตปริมณฑล ในการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการจัดการน้ำในภาพรวม

5. การศึกษา

สภาพปัญหา

กทม. มีโรงเรียนในสังกัด 437 แห่ง รองรับนักเรียน 256,895 คน แบ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษา 328 แห่ง โรงเรียนขยายโอกาส 103 แห่ง และโรงเรียนมัธยมศึกษา 6 แห่ง โดยมีขนาดโรงเรียนแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 37 คนในโรงเรียนวัดพระยาทำ ไปจนถึง 4,609 คนในโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 

ผลการประเมิน PISA 2022 ด้านการอ่านแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนสังกัด กทม. มีคุณภาพการเรียนดีกว่าโรงเรียนในสังกัดอื่นส่วนใหญ่ โดยมีนักเรียนร้อยละ 67.3 มีทักษะต่ำกว่าระดับ 2 ซึ่งเป็นสมรรถนะพื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนควรมี อย่างไรก็ตามสัดส่วนในระดับสูงดังกล่าวก็ชี้ว่า กทม. ยังมีโจทย์ในการจัดการศึกษาอยู่มาก (ภาพที่ 3)

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ 1 ใช้นโยบายด้านการศึกษาหาเสียง 29 นโยบาย โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกที่ส่งผลทางตรงต่อการเรียนรู้และสมรรถนะนักเรียน ได้แก่ การพัฒนาศูนย์เด็กอ่อน-เด็กเล็กเพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ตั้งแต่ต้น การเพิ่มครูผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับโรงเรียนสู่มาตรฐานสากลด้วยการจัดการเรียนการสอน 3 ภาษา และกลุ่มที่สองที่ส่งผลทางอ้อม โดยมุ่งลดภาระงานเอกสารของครูเพื่อให้มีเวลาสอนมากขึ้น และนโยบายเรียนฟรีและชุดฟรี ที่ลดกำแพงการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน

นโยบายการศึกษาของชัชชาติ 2 มุ่งต่อยอดนโยบายเดิม  โดยขยายความครอบคลุมให้มากขึ้น และเพิ่มจุดเน้นใหม่ 4 ด้านคือ การผูกตัวชี้วัดกับผลลัพธ์ของผู้เรียนโดยตรง การเปลี่ยนการประเมินครูจากการพิจารณาเอกสารและโครงการที่ทำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน การขยายโครงการเด็กปฐมวัยให้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิด  การลดการหลุดออกจากระบบของนักเรียนช่วงรอยต่อ ป.6-ม.1 และการเพิ่มสุขภาวะและสิทธิเด็ก

ผลงานที่ผ่านมาและโจทย์ที่ยังคงเหลืออยู่

เมื่อวัดผลการเรียนรู้ของนักเรียน ม.1–ม.2 จำนวน 1,828 คนใน 5 โรงเรียนสังกัด กทม. โดยใช้ข้อสอบคล้าย PISA (PISA-like) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 พบว่าสัดส่วนนักเรียนที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 2 ยังคงอยู่ในระดับสูง (ภาพที่ 4) แม้การวัดผลนี้อาจเปรียบเทียบกับผลของ PISA โดยตรงไม่ได้ก็ตาม3 ก็มีความเป็นไปได้สูงว่านักเรียนสังกัด กทม. ยังไม่ได้มีทักษะการอ่านดีขึ้นในช่วงปลายสมัยแรกของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

เราเห็นว่า โจทย์สำคัญด้านการศึกษาของ กทม. มีอยู่อย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกคือวิกฤตสมรรถนะการอ่านที่ยังไม่ดีขึ้น โดยมีนักเรียนกว่า 2 ใน 3 ที่มีทักษะต่ำกว่าระดับพื้นฐานของ OECD ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดหาทรัพยากรเพิ่มเติม แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนด้วย ประการที่สองคือการหลุดออกจากระบบที่รอยต่อ ป.6–ม.1 เนื่องจาก กทม. มีสัดส่วนโรงเรียนขยายโอกาสและมัธยมต่ำ ทำให้เด็กกลุ่มยากจนที่จบชั้นประถมจากโรงเรียน กทม. เรียนต่อได้ยากและเสี่ยงหลุดออกจากระบบ

ข้อเสนอแนะ

กทม. ควรดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดดังนี้

  • ปรับการเรียนการสอนไปสู่แนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล และขยายผลได้ เช่น การใช้ Generative AI ช่วยครูวางแผนการจัดการสอนในห้องเรียน
  • เป็นตัวกลางในการส่งต่อนักเรียนที่จบ ป.6 ไปยังโรงเรียนสังกัดอื่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนเงินทุนหรือค่าเดินทางสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะใช้ต้นทุนต่ำกว่าการสร้างโรงเรียนมัธยมขึ้นใหม่
  • ใช้กลไกพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่ง กทม. เข้าร่วมด้วย ในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่างๆ โดยเริ่มทดลองในวงจำกัดก่อนขยายผลไปทั้งระบบ  

6. สุขภาพ

สภาพปัญหา

กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีโครงสร้างระบบสาธารณสุขที่ซับซ้อน โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ กระจายอยู่ภายใต้หน่วยงานที่หลากหลาย มีทั้งโรงพยาบาลสังกัด กทม. กระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ กระทรวงกลาโหม และโรงพยาบาลเอกชน โดยบริการของภาคเอกชนมีบทบาทสูงมาก ความหลากหลายของหน่วยบริการเหล่านี้ทำให้ระบบบริการสุขภาพทำงานแยกส่วนกัน แตกต่างจากจังหวัดอื่นที่หน่วยบริการสุขภาพเกือบทั้งหมดในทุกระดับอยู่ในสายบังคับบัญชาเดียวกันคือ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ 1 เน้นนโยบาย “เส้นเลือดฝอย” และการปรับโครงสร้างสุขภาพปฐมภูมิ โดยเน้นให้บริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนในชุมชนและบ้านเรือน เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ ในขณะที่ชัชชาติ 2 เน้น การเชื่อมโยงระบบสุขภาพแบบไร้รอยต่อและการยกระดับคุณภาพบริการ โดยมุ่งปรับระบบหลังบ้านและบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานนอก กทม. โดยมีนโยบายเด่น 6 เรื่อง ได้แก่ (1) การขยายกิจกรรมเพื่อสุขภาพเข้าสู่ชุมชน หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม (2) การขยายกิจกรรมทางสังคม ปรับการใช้ชีวิต ลดอาการป่วยเรื้อรัง (3) การตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า (ต่อยอดจากนโยบายตรวจสุขภาพฟรีล้านคน) (4) การขยายบริการวัคซีนให้ครอบคลุมหลายกลุ่มโรค (5) การพยากรณ์โรคด้วยข้อมูลสู่การออกแบบการดูแลสุขภาพเชิงรุก และ (6) การพัฒนาเครือข่ายการติดตามโรคติดต่อแบบเรียลไทม์ นโยบายใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดและขยายผลจากการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา

ผลงานที่ผ่านมาและโจทย์ที่ยังคงเหลืออยู่

ผลงานของชัชชาติ 1 ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมคือ โครงการ “ตรวจสุขภาพฟรีล้านคน” สำหรับประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยออกหน่วยตรวจฯ ตามห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาลในสังกัดทั่วกรุงเทพฯ ครอบคลุมการตรวจคัดกรองพื้นฐาน เช่น วัดความดัน ตรวจ BMI เจาะเลือดคัดกรองเบาหวานและไขมัน การตรวจสัญญาณอันตราย เช่น การทำงานของไต และภาวะโลหิตจาง โดยสามารถตรวจได้ประมาณ 1 ล้านคน (ร้อยละ 20 ของประชากรในทะเบียนราษฎร) นอกจากนี้  กทม. ยังนำข้อมูลการตรวจสุขภาพไปขยายผลต่อ ทั้งการส่งประชาชนรักษาทันทีกรณีมีอาการรุนแรง การพัฒนาฐานข้อมูล Health Map และการสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชนจัดทำโครงการสุขภาพผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ต่อประชาชนของโครงการเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ซึ่งควรมีการติดตามประเมินผลต่อไป

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว การดำเนินนโยบายและบริการสุขภาพของ กทม. ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มประชากรตามสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัด กทม. เป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กทม. ยังทำหน้าเป็นเพียงผู้ให้บริการ (Provider) เป็นหลักแทนที่จะเป็นผู้จัดการระบบสุขภาพ (Health System Manager) ที่ดูแลการจัดบริการสุขภาพทั้งระบบเพื่อประชาชนทุกกลุ่มในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์งบประมาณด้านสาธารณสุขของ กทม. ในปี 2565-2568 พบว่ามีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 6 ของงบประมาณรวม (ภาพที่ 5) และมีข้อสังเกตว่า หน่วยปฐมภูมิของ กทม. ยังให้ความสำคัญต่อการจัดบริการเชิงรุกน้อยเกินไป กล่าวคือ มีประชาชนในกรุงเทพฯ ที่รับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพียง 2.2 ล้านคน จากประชากรรวมทุกสิทธิ 7.6 ล้านคน

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ บริการเพื่อการดูแลระยะยาวที่ช่วยลดการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุของ กทม. ยังทำได้ไม่ดีนัก โดยมีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลและมีแผนการดูแลรายบุคคล (Care Plan) เพียง 5,008 คน ซึ่งต่ำที่สุดใน 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ4 ซึ่งมีผลทำให้ผู้ดูแลที่เป็นญาติจำนวนหนึ่งต้องลางานและขาดรายได้ ทั้งนี้การที่ต้นทุนในการดูแลผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับสูงทำให้การขาดระบบการดูแลระยะยาวมีผลต่อฐานะการเงินของครอบครัวที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง 

ข้อเสนอแนะ

กทม. ควรมีนโยบายด้านสุขภาพแบบมุ่งเป้า 2 ด้านคือ (1) การปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และ (2) การจัดบริการด้านการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในรูปแบบ Adult Day Care ดังนี้

ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ กทม. ควรเป็นเจ้าภาพหลักในการวางแผน กำหนดมาตรฐาน ประสานความร่วมมือ และติดตามประเมินผล ในขณะที่ สปสช. เป็นผู้จัดสรร กำกับ และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ โดยผู้ว่าฯ ควรเป็นประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข. เขต 13) และดำเนินการดังนี้

  • ส่งเสริมให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. และหน่วยบริการอื่น ๆ อาทิ คลินิกอบอุ่นและหน่วยบริการนวัตกรรมเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ
  • พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลและระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงทุกหน่วยบริการ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและการตรวจรักษา
  • เพิ่มงบประมาณโดย กทม. ร่วมจ่าย ตามหลักการ “ร่วมรับผิดชอบงบประมาณ” มากกว่าการร่วมจ่ายโดยประชาชน โดยสปสช. รับผิดชอบงบประมาณพื้นฐานตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ  กทม. ร่วมสมทบในสัดส่วนที่กำหนดร่วมกัน เช่น ร้อยละ 20–30 โดยใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ เพิ่มบุคลากร บริการเชิงรุกในชุมชน ตลอดจนดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง

ส่วนบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงควรดำเนินการโดยจัดตั้งศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุรายวันโดยใช้พื้นที่ชุมชน (Community Drop-in Center) จากการปรับปรุงพื้นที่ว่างเปล่า ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. (69 แห่ง) หรือลานกิจกรรมในชุมชน ให้เป็น Adult Day Care ขนาดเล็กที่ได้มาตรฐานที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานแทนการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายผู้ดูแลและอาสาสมัคร โดยใช้ทีมสหวิชาชีพ (แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด) ทำงานร่วมกับ “อาสาสมัครชุมชนที่ผ่านการอบรม” โดยอาจใช้กลไก อสส. (อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร) หรือเปิดรับคนวัยเกษียณที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงเข้าร่วม

ทั้งนี้บริการดังกล่าวควรดูแลแบบมุ่งเน้นคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม (Holistic & Palliative Approach) โดยมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ กายภาพบำบัดเบื้องต้น ดนตรีบำบัด และกิจกรรมทางสังคม เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายและสมอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายของผู้รับบริการ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงกับศูนย์สุขภาพปฐมภูมิของ กทม. โดยจะมีผลในการช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลของครอบครัวและลดโอกาสการเจ็บป่วยเรื้อรังของผู้สูงอายุ

สรุป

ผ่านมา ชัชชาติ 1 สามารถแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคประชาสังคมและอาสาสมัครจำนวนมาก ด้วยการทำงานอย่างค่อนข้างประนีประนอม ซึ่งทำให้เกิดผลงานที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมจำนวนมาก โดยสามารถแก้ไขปัญหาที่มีลักษณะเป็นเสมือน “เส้นเลือดฝอยอุดตัน”

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัญหาของกรุงเทพฯ หลายอย่าง มีลักษณะเป็นปัญหาโครงสร้างหรือปัญหาเชิงระบบที่มีลักษณะเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่อักเสบเรื้อรัง’ ซึ่งจะต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด เพื่อรักษาต้นตอปัญหา โดยการปฏิรูป เราอยากเห็น ชัชชาติ 2 สร้างแนวร่วมกับภาคีที่ต้องการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ประชาสังคมและประชาชน แก้ไขปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ โดยร่วมมือกับ สก. ที่ต้องการปฏิรูปในการแก้ไขกฎระเบียบที่ออกโดยสภา กทม. ตลอดจนทำงานร่วมกับพรรคการเมืองระดับชาติที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจในการแก้ไขกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา

โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ และใช้การสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างและความกล้าหาญในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในกทม. เช่น การปราบปรามการทุจริตซึ่งเชื่อว่ามีอยู่ในวงกว้างแม้จะทำให้เกิดความขัดแย้งบ้างก็ตาม 

คณะผู้เขียน  

เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์ (การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน)  สุเมธ องกิตติกุล และนันทชาติ รัตนบุรี  (การเดินทางและการขนส่ง)  ณัฐภรณ์ บัวแย้ม (การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม) ธิปไตร แสละวงศ์ (การลดคอร์รัปชัน) พงศ์ทัศ วนิชานันท์ (การศึกษา) วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์, ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร และ กัญญาภัค เงาศรี (สุขภาพ) และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (ภาพรวม)


อ้างอิง

  1. [1] ก่อนหน้านี้ เราเคยออกบทความ “การประเมินผลงานผู้ว่าฯ อัศวิน และข้อเสนอแนะสำหรับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่” เมื่อเดือนเมษายน 2565 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามผลงานของรัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ โดยอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ↩︎
  2. [2] ปี 2565 กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ทำการค้านอกจุดผ่อนผัน 726 จุด ผู้ค้า 13,210 ราย พื้นที่ทำการค้าจุดผ่อนผัน 86 จุด ผู้ค้า 5681 ราย (ที่มา: https://openpolicy.bangkok.go.th/policy) ↩︎
  3. [3] PISA 2022 ทดสอบนักเรียนอายุ 15 ปี ด้วยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนระดับประเทศ ขณะที่การทดสอบ PISA-like ปี 2568 เก็บข้อมูลจากนักเรียน ม.1–ม.2 (ซึ่งอายุต่ำกว่า 15 ปี) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียง 1,828 คนใน 5 โรงเรียนเท่านั้น ความต่างของอายุผู้สอบ ขนาดตัวอย่าง และการเลือกโรงเรียน ทำให้ผลที่ได้ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรง  ↩︎
  4. [4] ข้อมูลการดำเนินงานกองทุนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long-term care) โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ก.ค. 2569) ↩︎

นักวิจัย

ดร. เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์
ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร. สุเมธ องกิตติกุล
รองประธานสถาบัน ดูแลงานด้านการบริหารระบบงานภายใน / ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์
ธิปไตร แสละวงศ์
นักวิจัยอาวุโส
พงศ์ทัศ วนิชานันท์
นักวิจัยอาวุโส
ศ. ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายหลักประกันทางสังคม
ดร. ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร
นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด