tdri logo
tdri logo
10 กรกฎาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม

บพท.-มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ จัดเวทีสาธารณะ “Craft AI x Classroom Journey 2026 : AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม” เดินหน้าออกแบบ AI เพื่อการเรียนรู้ เติมทักษะโลกยุคใหม่ให้เด็กไทย ชูแพลตฟอร์ม “KapiBarian” แก้ปัญหาการอ่าน – คิดวิเคราะห์ที่ยังต่ำกว่ามาตรฐาน พร้อมยกระดับครูใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการสอนให้ตอบโจทย์ผู้เรียนรายคน เตรียมขยายพื้นที่ทดลองเพิ่มครอบคลุม 11 จังหวัด 

เวทีสาธารณะ “Craft AI x Classroom Journey 2026 AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม”

วันที่ 12 กรกฎาคม หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ จัดเวทีสาธารณะภายใต้แนวคิด “Craft AI x Classroom Journey 2026 AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม” ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยระยะที่ 1 ของแผนงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยในระดับประเทศ โดยมีครู บุคลากรทางการศึกษา หน่วยงานด้านการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 500 คน 

เด็กไทยใช้ AI แพร่หลาย – โอกาสใหม่ในการแก้โจทย์เก่า “อ่านออกแต่ไม่เข้าใจ”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนผ่านสู่การใช้ Generative AI ที่เข้ามา หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูและการออกแบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนไร้ครูในสหราชอาณาจักร หรือการบรรจุหลักสูตร AI ในจีนและสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่คือปัจจุบันที่ต้องเร่งดำเนินการให้ครูและผู้เรียนเท่าทันเพราะ AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะใช้ AI หรือไม่” แต่คือ “จะใช้ AI อย่างไรให้ช่วยยกระดับการเรียนรู้ โดยไม่ลดทอนความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน” ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่เวทีสาธารณะครั้งนี้ต้องการชวนทุกภาคส่วนร่วมกันหาคำตอบ 

ดร.กิตติ กล่าวว่า AI เข้ามามีบทบาทช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของทั้งครูและผู้เรียนมากขึ้น สอดรับกับผลการศึกษาที่พบว่า มีผู้เรียน 63 เปอร์เซ็นต์ ใช้ Gen AI เพื่อการเรียนรู้ ขณะที่ครูเกือบ 87 เปอร์เซ็นต์ แนะนำให้นักเรียนใช้ Gen AI ในการเรียน ซึ่งความท้าทายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานของผู้เรียน โดยเฉพาะความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) และ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน 

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

ดร.กิตติ กล่าวถึง โจทย์สำคัญของการศึกษาไทย คือการใช้ AI เป็น ‘ผู้ช่วยครู’ ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูมีเวลาไปจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และดูแลเด็กเป็นรายบุคคลได้มากขึ้น โดยแพลตฟอร์ม KapiBarian จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ การประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน และการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียน รวมถึงช่วยให้ครูดูแลผู้เรียนได้ตรงตามศักยภาพมากขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์ม KapiBarian นี้ถูกพัฒนาโดยคนไทย เป็นแพลตฟอร์ม AI ต้นแบบที่เข้าใจในบริบทความเป็นไทย จากต้นแบบและกลไกความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พิสูจน์จากการปฏิบัติจริงในห้องเรียน ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากงานวิจัยให้เป็นการใช้ประโยชน์จริง และร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

ด้านนายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ในฐานะภาคีเครือข่ายผู้ร่วมรับผิดชอบโครงการนำเสนอ “เส้นทางโครงการ Craft AI ออกแบบการใช้ AI ในห้องเรียนที่ช่วยเสริมการคิดอ่านของเด็กไทย” กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะผลการประเมิน PISA 2565 ที่สะท้อนว่าเด็กไทยจำนวนมากยังมีสมรรถนะด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริงต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะเดียวกัน การเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI ได้สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายต่อระบบการศึกษา เพราะหากใช้อย่างเหมาะสม AI จะช่วยให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนรายบุคคล ลดภาระงาน และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ แต่หากใช้โดยขาดความเข้าใจ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เช่นกัน โดยมีการสำรวจพบว่าผู้เรียนราว 15 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด และเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ 

สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์จึงดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาความฉลาดรู้และการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยหนุนเสริมด้วย AI (เด็กไทยมีความสามารถคิดวิเคราะห์และมีสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้)” ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมุ่งยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียน ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านการใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้และสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

มุ่งออกแบบ Gen AI หนุนผู้เรียนฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ

นายสรวิศ กล่าวว่า โจทย์สำคัญจึงควรออกแบบการใช้ Gen AI เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดและเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันครูต้องปรับบทบาทให้ทันต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการดังกล่าว ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นกว่า 20,000 คน และครู 1,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด โดยการดำเนินการในช่วงปีแรก (2568-2570) ได้ดำเนินการใน 7 จังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประกอบด้วย เชียงใหม่ สุโขทัย ศรีสะเกษ ระยอง นราธิวาส ยะลา และกทม. และจะขยายผลเพิ่มเติม (2569-2570) ในอีก 4 จังหวัด คือ จันทบุรี อุบลราชธานี นครราชสีมา และกาฬสินธุ์  

สำหรับโครงการดังกล่าว เน้นการหนุนเสริมให้ครูใช้ AI ในการออกแบบห้องเรียนที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้กับนักเรียนได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการทำ Workshop การแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการใช้งานจริง การติดตาม ให้คำปรึกษาโดยทีมพี่เลี้ยงและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงปรับปรุงพัฒนาจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหัวใจของโครงการนี้คือการหนุนเสริมครูผ่าน 2 แนวทาง คือฝึกอบรมครูให้ใช้ Gen AI ออกแบบห้องเรียนที่เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น และการให้ครูกับผู้เรียนใช้แพลตฟอร์ม AI ที่ชื่อ KapiBarian ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล ติดตามพัฒนาการของผู้เรียน และสนับสนุนการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และเสริมศักยภาพครูในการใช้ AI จัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ผลประเมินครึ่งทางพบ “4 เงื่อนไข” ในโรงเรียนที่พัฒนาโดดเด่น

พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ

นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลการวัดผลครึ่งทางของโครงการ ซึ่งประเมินทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนด้วยข้อสอบ PISA-like ช่วงต้นและปลายปีการศึกษา 2568 เปรียบเทียบโรงเรียนที่ได้รับการพัฒนาในโครงการ (อบรมครูใช้ Gen AI และใช้แพลตฟอร์ม KapiBarian ) กับโรงเรียนนอกโครงการ พบว่าทุกกลุ่มมีคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มชัดเจน สะท้อนว่าใน 6 เดือนแรก Gen AI ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่ทำให้เห็นศักยภาพในการเปลี่ยนห้องเรียน และชี้ทิศทางการพัฒนาในปีต่อไป

นายพงศ์ทัศ กล่าวถึงผลการถอดบทเรียนจาก 10 โรงเรียน โดยพบว่าโรงเรียนที่นักเรียนมีพัฒนาการโดดเด่นมี 4 เงื่อนไขร่วมกัน คือ ครูยกบทบาทจากใช้ Gen AI แค่เพื่อลดภาระงานเป็นผู้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ ครูใช้ AI ปรับการสอนจากยึดตามเนื้อหาเป็นการใช้สถานการณ์จริง ผู้อำนวยเข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง และมีระบบพี่เลี้ยงที่ตอบสนองไวจนครูมั่นใจใช้ Gen AI อย่างต่อเนื่อง ส่วนอุปสรรคร่วมที่พบเกือบทุกแห่งโดยเฉพาะโรงเรียนรัฐ คือภาระงานนอกการสอน ทั้งพัสดุ การเงิน และรายงานผล ที่เบียดบังเวลาพัฒนาทักษะ AI ของครู สำหรับปีต่อไป ทีมวิจัยเสนอให้ยกระดับการใช้ Gen AI จากการตั้งต้นที่งานของครู สู่การตั้งต้นที่ตัวนักเรียน เช่น ออกแบบการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละกลุ่มที่เข้าใจไม่เท่ากัน พร้อมใช้เงื่อนไขทั้ง 4 เป็นทิศทางขยายผลสู่ทุกโรงเรียนในโครงการ

“Gen AI ไม่ได้แทนที่ครูเก่ง แต่ช่วยลดต้นทุนของการเป็นครูเก่ง เดิมการสอนที่ดีทำได้เฉพาะครูที่เชี่ยวชาญสูง Gen AI ช่วยให้ครูทำได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ครูต้องมีความรู้เนื้อหา ศาสตร์การสอน และ AI Literacy เพื่อกรองคุณภาพของผลลัพธ์” นายพงศ์ทัศกล่าว

shot by saintlee_p

สำหรับการจัดงาน Craft AI x Classroom Journey 2026 ในครั้งนี้ยังมีการเสวนาอีกหลายเวที ประกอบด้วย หัวข้อ “AI & Digital Literacy in Action” รับมือโลกดิจิทัลและใช้ AI เพื่อการเรียนรู้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยนายสัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยอธิการบดีสายงานวิชาการ และผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการศึกษาและบริการ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia TikTok และนายพริษฐ์ เที่ยงธรรม ผู้ก่อตั้ง Edsy ดำเนินรายการโดยนายสุริยา มนัสสา

รวมทั้งวงเสวนา “มุมมองนักวิจัยและครูพี่เลี้ยง เทรนครูให้ Gen AI เป็นตัวช่วยเพิ่มคุณภาพห้องเรียน” กับหัวหน้าโครงการวิจัย 4 พื้นที่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา นราธิวาส และวงเสวนา “มุมมองคุณครูผู้ใช้ AI จริง คิดไกลกว่าการ Prompt คือการลองใช้ในห้องเรียนจริง” ภายในงานมีการจัดเวิร์กช็อปจาก Google AI เพื่อการศึกษา และห้องเรียน KapiBarian ควบคู่กับกิจกรรมภายในโซนต่าง ๆ ได้แก่ Classroom Zone ที่นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนผ่านประสบการณ์ของครูจากพื้นที่ต้นแบบ พร้อมเปิดให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้การใช้งาน AI ผ่านกิจกรรมแบบPre-book Session และInteractive Zone ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตการศึกษาไทย 

ทั้งนี้ การจัดเวทีสาธารณะ “Craft AI x Classroom Journey 2026 AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม” นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ผลการดำเนินงานระยะแรกของโครงการแล้ว ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการพัฒนาและออกแบบการใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนไทย โดยมุ่งสร้างต้นแบบการใช้งานที่เกิดผลจริงในห้องเรียน ก่อนต่อยอดเป็นองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขยายผลสู่ระบบการศึกษาของประเทศในอนาคต 

ผู้สนใจติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่ https://saturday-school.org/  


บทความที่เกี่ยวข้อง

Gen AI ความหวังใหม่ของการศึกษาไทย?

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด