tdri logo
tdri logo
11 กรกฎาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

Gen AI ความหวังใหม่ของการศึกษาไทย?

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ Generative AI (Gen AI) ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini, Claude และเครื่องมืออื่น ๆ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและการทำงานของผู้คนจำนวนมาก ทั้งการค้นหาข้อมูล การเขียนเอกสาร การวางแผนงาน ไปจนถึงการช่วยคิดและแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ 

เช่นเดียวกันกับโลกการเรียนรู้ที่ Gen AI ก็กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ผู้เรียนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนและการทำการบ้าน ขณะที่ครูจำนวนไม่น้อยก็เริ่มนำ AI มาใช้ในการเตรียมการสอน สร้างสื่อการเรียนรู้ และช่วยลดภาระงานเอกสารต่างๆ 

คำถามสำคัญคือ Gen AI กำลังส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างไร ช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือไม่ และครูมีความพร้อมเพียงใดที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ พร้อมทั้งป้องกันผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น 

เพื่อหาคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ทีมนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับมูลนิธิวันเสาร์และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 13,770 คน และครู 330 คน ในกรุงเทพมหานคร ระยอง และเชียงใหม่ ระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงมีนาคม 25691 

บทความนี้ชวนหาคำตอบจากผลการสำรวจดังกล่าวไปพร้อมกัน 

Gen AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้เรียนไทยแล้ว 

ผลการสำรวจพบว่ามีผู้เรียนราว 63% ที่ใช้ GenAI ในการเรียนรู้ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เป็นผู้ใช้ประจำ โดยใช้งานอย่างน้อย 3–4 วันต่อสัปดาห์ (ดูภาพที่ 1) ส่วนใหญ่ใช้ค้นหาข้อมูล อธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ และช่วยทำการบ้าน (ภาพที่ 2) ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า GenAI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้เรียนไทยแล้ว โดยมีผู้เรียนเพียง 14% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้งาน AI เลย และอีก 23% เคยใช้งานแต่หยุดใช้ไป  

ที่น่าสนใจคือ Gen AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนแล้ว ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ผู้เรียนใช้เองนอกเวลาเรียนอีกต่อไป โดยครูเกือบ 87% ระบุว่าอนุญาตและแนะนำให้นักเรียนใช้ Gen AI ในการเรียน โดยเฉพาะเพื่อค้นหาข้อมูล จัดทำรายงาน และช่วยทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงห้ามใช้ Gen AI ในการเรียนการสอน (ดูภาพที่ 3) 

ภาพที่ สัดส่วนผู้เรียนตามสถานะการใช้งาน GenAI (1) และสัดส่วนผู้ใช้ Gen AI ตามความถี่การใช้ (2) 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

ภาพที่ สัดส่วนผู้เรียนตามกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ Gen AI  

ภาพที่ สัดส่วนครูที่อนุญาตหรือห้ามใช้ Gen AI (1) และกิจกรรมที่ครูแนะนำให้ผู้เรียนใช้ (2) 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน

  

Gen AI ช่วยให้เรียนดีขึ้นหรือไม่? 

คำถามสำคัญคือ “Gen AI ส่งผลดีหรือเสียต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน?” นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในวงการศึกษา ผลการสำรวจพบคำตอบที่น่าสนใจ ผู้เรียนไทยมองว่า Gen AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือหาข้อมูลหรือหาคำตอบทำการบ้านเท่านั้น แต่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย โดยช่วยอธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจและฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่สำคัญ ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจว่าตัวเองเก่งได้ (ภาพที่ 4) 

ภาพที่ ความเห็นของผู้เรียนต่อประโยชน์ของ Gen AI ต่อการเรียนรู้ 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

มุมมองของผู้เรียนที่ว่า Gen AI ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ ก็สอดคล้องกับผลการประเมินทักษะของผู้เรียน โดยการสำรวจครั้งนี้ได้วัดความฉลาดด้านการอ่าน (Reading Literacy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ของผู้เรียนด้วยแบบทดสอบที่คล้ายกับการประเมิน PISA2 

เมื่อเปรียบเทียบผู้เรียนที่มีภูมิหลังและผลการเรียนใกล้เคียงกัน (ด้วยวิธีการทางสถิติที่เรียกว่า Propensity Score Matching) พบว่าผู้เรียนที่ใช้ Gen AI ค่อนข้างบ่อย (3–4 วันต่อสัปดาห์) หรือเกือบทุกวัน (6–7 วันต่อสัปดาห์) มีคะแนนด้านการอ่านและการคิดเชิงวิพากษ์สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ประมาณ 0.4-0.5 คะแนน3 (ภาพที่ 5)  

ภาพที่ คะแนนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของกลุ่มผู้เรียนที่ใช้ Gen AI เทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้ 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์ด้วย Propensity Score Matching โดยผู้เขียน 

 

ผลลัพธ์ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณบวกว่า Gen AI อาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่า AI เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คะแนนดีขึ้น และขนาดของผลลัพธ์ก็ถือว่าค่อนข้างเล็ก  

ทั้งนี้ ผู้เรียนไทยราว 80% มีผลการประเมินอยู่ต่ำกว่าระดับ 2 (ดูภาพที่ 6) ซึ่งเป็นระดับสมรรถนะพื้นฐานตามกรอบการประเมินของ PISA นั่นหมายความว่าเด็กไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องขยับระดับสมรรถนะขึ้นอีก 1–2 ระดับ ถึงจะมีทักษะการอ่านและคิดที่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาและดำรงชีวิตในสังคม โดยการขยับระดับสมรรถนะ 1 ระดับจากต่ำกว่าระดับ 1 ไปสู่ระดับ 1 หรือจากระดับ 1 ไปสู่ระดับ 2 จะสะท้อนผ่านคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยราว 3–4 คะแนน 

ภาพที่ 6 สัดส่วนผู้เรียนในแต่ละระดับสมรรถนะ 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

แต่นี่เป็นเพียงด้านหนึ่งของภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก GenAI เท่านั้น ผลการสำรวจยังสะท้อนประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยเช่นกัน 

นักเรียนบางส่วนเริ่มใช้ Gen AI คิดแทน 

การพึ่งพา Gen AI มากเกินไปอาจเริ่มส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน ผู้เรียนบางคนกังวลว่าตนเองได้ฝึกคิดและลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเองน้อยลง บางคนมองว่าการเรียนรู้มีความจำเป็นลดลงเพราะสามารถขอคำตอบจาก Gen AI ได้ ขณะที่บางคนเริ่มขาดความมั่นใจในการทำการบ้านหรือแก้ปัญหาด้วยตนเองหากไม่มี AI คอยช่วยเหลือ (ภาพที่ 7) 

ภาพที่ ความเห็นของผู้เรียนต่อผลกระทบของ Gen AI ต่อการเรียนรู้ 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน 

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เรียนราว 15% ยอมรับว่าให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด และผู้เรียนจำนวนไม่น้อยมองว่าการใช้ AI ช่วยทำการบ้านเป็นเรื่องปกติ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาตจากครู และคิดว่าไม่เป็นการโกง (ภาพที่ 8)  

พฤติกรรมและมุมมองดังกล่าวสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลว่า Gen AI กำลังเข้ามาแทนที่กระบวนการคิดและการฝึกฝนของผู้เรียน ซึ่งหากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในระยะยาว 

ภาพที่ สัดส่วนผู้เรียนที่ใช้ Gen AI ช่วยทำการบ้านในแบบต่างๆ และมุมมองการใข้ Gen AI ช่วยทำการบ้านของผู้เรียน 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

Gen AI อาจยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 

Gen AI ถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้และการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองได้ง่ายขึ้น แต่ผลการสำรวจกลับชี้ว่าผู้เรียนที่มีผลการเรียนดีอยู่แล้วมีแนวโน้มใช้ AI มากกว่าและใช้งานได้เข้มข้นกว่ากลุ่มอื่น (ภาพที่ 9) ซึ่งหากผู้เรียนกลุ่มนี้สามารถใช้ AI เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ได้ ก็อาจทำให้ช่องว่างทางการศึกษาระหว่างผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ กว้างขึ้น  

ภาพที่ 9 สัดส่วนผู้เรียนที่ใช้ Gen AI ตั้งแต่ 3-4 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป จำแนกตามระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

สำหรับผู้เรียนบางส่วน สาเหตุที่ไม่ใช้ Gen AI  เป็นเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ แต่อุปสรรคที่ใหญ่กว่านั้นคือการขาดความรู้และทักษะการใช้ Gen AI พื้นฐาน ในกลุ่มผู้เรียนที่ไม่เคยใช้ Gen AI มีถึง 66% ที่ตอบว่า ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นใช้งานอย่างไร หรือไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนได้อย่างไร (ภาพที่ 10) 

ขณะที่ในกลุ่มผู้ที่เลิกใช้ มีถึง 57% ที่ระบุว่าสาเหตุเป็นเพราะ GenAI เคยให้คำตอบผิด และมากกว่า 30% ระบุว่ารู้สึกว่าทำให้ตนเองเรียนรู้น้อยลง และกลัวอันตรายอื่น ๆ จากการใช้ (ภาพที่ 10)  

ภาพที่ 10 สาเหตุที่ผู้เรียนไม่ใช้ (1) และเลิกใช้ Gen AI (2)   

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เรียนขาดแนวทางการใช้ GenAI แบบที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การระดมความคิด การอธิบายแนวคิดเบื้องต้น 

กลุ่มผู้เรียนที่ไม่ใช้หรือเลิกใช้ GenAI จึงอาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้ที่เกิดจากเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่ผู้เรียนที่มีทักษะและสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจได้รับประโยชน์มากกว่า ส่งผลให้ช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนยิ่งกว้างขึ้น 

ครูไทยมีบทบาทต่อการเรียนรู้ Gen AI ของผู้เรียนแค่ไหน 

แม้ครูจำนวนมากจะเปิดกว้างและสนับสนุนให้ผู้เรียนใช้ AI ในการเรียนรู้ แต่มีผู้เรียนเพียง 14.6% เท่านั้นที่ตอบว่าครูเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการใช้ Gen AI ที่ดีที่สุด ในขณะที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ยกให้การเรียนรู้ด้วยตัวเองและโซเชียลมีเดียเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดราวกันราว 67% (ภาพที่ 11) 

ภาพที่ 11 สัดส่วนผู้เรียนตามแหล่งเรียนรู้การใช้ GenAI ที่ดีที่สุด 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

นี่จึงอาจเป็นสัญญาณว่า ในขณะที่ Gen AI เข้ามามีบทบาทต่อทิศทางการเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ครูก็กำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ Gen AI อย่างเหมาะสม 

ครูก็เริ่มตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เกือบร้อยละ 70 กังวลว่าการใช้ Gen AI จะทำให้ผู้เรียนไม่ได้ฝึกคิดวิเคราะห์ แต่มีครูไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่แนะนำให้ผู้เรียนตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบที่ได้รับจาก Gen AI และมีเพียงร้อยละ 30 ที่พยายามอธิบายข้อจำกัดของ Gen AI ให้ผู้เรียนเข้าใจ  

ครูใช้ Gen AI กันแพร่หลาย แต่ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะการใช้    

นอกจากจะเข้ามามีบทบาทต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว Gen AI ยังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวันของครูด้วย ผลการสำรวจพบว่าครูเกือบทุกคนได้นำ Gen AI มาใช้ทั้งในงานสอนและงานธุรการ โดยราวร้อยละ 63 ใช้งานอย่างน้อย 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ และส่วนใหญ่มองว่า Gen AI ช่วยลดเวลาในการเตรียมการสอน ทำให้สามารถออกแบบกิจกรรมและแผนการสอนได้หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระงานธุรการได้ 

คำถามสำคัญคือการที่ครูใช้ Gen AI มากขึ้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนและช่วยยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนได้จริงแค่ไหน ? 

แม้การสำรวจจะไม่ได้ให้คำตอบตรง แต่ก็สะท้อนข้อจำกัดสำคัญ นั่นคือครูจำนวนไม่น้อยยอมรับว่าตนเองยังมีข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะในการใช้งาน AI โดยเฉพาะทักษะการเขียนคำสั่ง การปรับเนื้อหาการสอนให้เหมาะกับผู้เรียน และการตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบจาก Gen AI (ภาพที่ 12) ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ครูไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก Gen AI เพื่อปรับเปลี่ยนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ  

ภาพที่ 12 สัดส่วนครูที่บอกว่ามีทักษะการใช้ Gen AI ข้อจำกัดในด้านต่างๆ 

ที่มา: ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนและครู, วิเคราะห์โดยผู้เขียน  

โจทย์ AI ที่ต้องขบคิดสำหรับการศึกษาไทย… จะใช้ AI เพิ่มพูนการเรียนรู้ได้อย่างไร  

Gen AI เข้ามาส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยมีทั้งสัญญาณบวกและข้อน่ากังวล  

ทว่า ปลายทางของเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาที่กำหนดทิศทางการใช้งาน AI ด้วย หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเอง ผู้เรียนบางกลุ่มอาจใช้ AI คิดแทนจนเสียโอกาสในการเรียนรู้ ขณะที่ผู้เรียนที่มีทักษะและความพร้อมมากกว่าจะได้ประโยชน์จาก AI มากกว่า ทำให้ช่องว่างทางการเรียนรู้ยิ่งกว้างขึ้น 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะออกแบบการใช้งาน Gen AI อย่างไร เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนฝึกคิดและเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างทั่วถึง นี่คือคำถามที่ครู โรงเรียน นักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และนักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาต้องช่วยกันหาคำตอบ 

ในบทความถัดไป จะผู้อ่านชวนสำรวจผลลัพธ์และบทเรียนจาก ‘โครงการ AI เพื่อการเรียนรู้’ ในระยะแรกว่าการนำ AI เข้ามาใช้ในห้องเรียนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และมีบทเรียนสำคัญอะไรต่อระบบการศึกษาไทย 

บทความโดย ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ และพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 

ภาคผนวก

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด