tdri logo
tdri logo
7 กรกฎาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

ยอมเสียเบี้ย เพื่อรักษาขุน? ไทยควรเดินหมากอย่างไร บนเกมใหม่ภาษีทรัมป์

หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ประกาศโดยอ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ประธานาธิบดีทรัมป์จึงหันมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เรียกเก็บภาษี 10% กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีอายุเพียง 150 วัน และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ขยายเวลาออกไป

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหาเครื่องมือทางภาษีที่มีฐานกฎหมายมั่นคงกว่า นั่นคือมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตอบโต้นโยบายหรือนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า

ปัจจุบัน USTR ได้ประกาศผลการสอบสวนในประเด็นที่ประเทศคู่ค้าไม่มีมาตรการห้าม และบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ โดยอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนกำหนดมาตรการขั้นสุดท้าย ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 60 เขตเศรษฐกิจที่ USTR เสนอให้ใช้มาตรการภาษี

ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นหนึ่งใน 16 เขตเศรษฐกิจที่กำลังถูกสอบสวนในประเด็นการมีกำลังการผลิตและการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม (structural excess capacity and production in manufacturing sectors) ด้วย

นอกจากการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 แล้ว โจทย์สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับทีมเจรจาไทยคือการรับมือกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreements on Reciprocal Trade: ART) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเปิดตลาดสินค้าบริการแก่ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ข้อตกลงการซื้อสินค้าสหรัฐฯและการลงทุนในสหรัฐฯ ไปจนถึงข้อกำหนดที่ให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการทางการค้าต่อประเทศที่สามในแนวทางเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่งท่าทีของไทยต่อประเด็นเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดระดับภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากไทย

บทความนี้จะนำเสนอโจทย์สำคัญที่ทีมเจรจาไทยกำลังเผชิญ พร้อมเสนอแนวทางในการรับมือกับมาตรการและข้อเรียกร้องทางการค้าของสหรัฐฯ

1. จากมาตรา 122 สู่มาตรา 301: ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น 

ผลกระทบจากมาตรการในประเด็นแรงงานบังคับยังมีค่อนข้างจำกัด

ในประเด็นแรงงานบังคับ (forced labor) USTR เสนอให้จัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 2 อัตรา ได้แก่ 10% สำหรับกลุ่มประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือมีมาตรการบางส่วนที่ช่วยป้องกันการนำเข้าสินค้าดังกล่าวและ 12.5% สำหรับกลุ่มประเทศที่เหลือ

ประเทศไทยและเวียดนามอยู่ในกลุ่มที่สอง ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ทั้งสองประเทศหลังได้ทำข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งมีข้อผูกพันให้กำหนดมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ

หาก USTR ประกาศใช้มาตรการ 301 ตามอัตราที่เสนอ เมื่อคำนวณรวมกับภาษีตามมาตรา 232 และรายการสินค้าที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษี อัตราภาษีเฉลี่ยแท้จริงที่ผู้ส่งออกไทยเผชิญจะอยู่ที่ราว 12% ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากปัจจุบัน เช่นเดียวกับเวียดนามที่จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียลดลงเล็กน้อย1 (ดูภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริง* ปัจจุบันและกรณีใช้มาตรา 301 ประเด็นแรงงาน (อัตราที่สหรัฐเสนอ)

ที่มา: ข้อมูล Global Trade Alert, คำนวณโดยผู้เขียน

*หมายเหตุ คำนวณโดยรวมกับอัตราภาษีตามมาตรา 232 และรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษี แล้วถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนการนำเข้าสินค้าระดับ HS Code 8 หลักของสหรัฐฯ ปี 2024

เหตุผลสำคัญที่อัตราภาษีเฉลี่ยแท้จริงแทบไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเนื่องจากอัตราภาษีที่ USTR เสนอใกล้เคียงกับอัตราเดิมภายใต้มาตรา 122 อีกทั้งรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับก็แทบไม่แตกต่างจากบัญชีสินค้ายกเว้นในมาตรา 122 ส่งผลให้ฐานสินค้าที่ต้องเสียภาษีจริงแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ สำหรับไทย สัดส่วนมูลค่าสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ที่จะไม่ถูกเก็บภาษีทั้งจากมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับและมาตรา 232 อยู่ที่ราว 41% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2024 ใกล้เคียงกับเวียดนามที่ 39% ขณะที่มาเลเซียมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 59% ส่วนอินโดนีเซียต่ำที่สุดที่ 16%2  (ดูภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 สัดส่วนมูลค่าสินค้านำเข้าของสหรัฐฯจากประเทศอาเซียนที่จะได้รับการยกเว้นภาษีมาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับและมาตรา 232 (ข้อมูลการนำเข้าปี 2024)

ที่มา: ข้อมูล Global Trade Alert, คำนวณโดยผู้เขียน

ความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้ากับมาตรา 301

แม้มาตรการ 301 ในประเด็นแรงงานบังคับจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาระภาษีของไทยมากนัก แต่ไทยก็ยังเสี่ยงที่จะเผชิญมาตรการภาษีเพิ่มเติมจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน โดย USTR ตั้งประเด็นสอบว่านโยบายอุตสาหกรรมของบางประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนจากภาครัฐ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การส่งเสริมการส่งออก หรือมาตรการอื่นๆ เป็นต้นตอให้เกิดกำลังการผลิตที่สูงเกินความต้องการ และการระบายสินค้าจำนวนมากออกสู่ตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและแรงงานในสหรัฐฯ

สำหรับไทย USTR ยกข้อมูลหลายประการมาใช้ประกอบการสอบสวน อาทิ อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคการผลิตไทยที่ต่ำกว่า 60% ติดต่อกันสองปี และพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมสำคัญ 3 สาขา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยางพารา3

ที่น่าสนใจคือ USTR ยังเชื่อมโยงประเด็นนี้กับการลงทุนของบริษัทจีนในต่างประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการลงทุนดังกล่าวอาจเป็นการย้ายกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนไปยังประเทศอื่น และยกตัวอย่างกรณีของบริษัท BYD ที่ขยายฐานการผลิตไปยังไทยและประเทศอื่น เพื่อใช้เป็นช่องทางระบายการผลิตส่วนเกินของจีนเข้าสู่ตลาดโลกและสหรัฐฯ4

ดังนั้นหากผลการสอบสวนสรุปว่าไทยมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน USTR อาจเสนอให้ใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 เมื่อรวมกับมาตรการจากประเด็นแรงงานบังคับ ก็จะทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของสินค้าไทยปรับสูงขึ้นอีก และในอนาคต ก็เป็นได้ว่า USTR อาจเปิดการสอบสวนในประเด็นอื่นเพิ่มเติมอีก

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่ไทยจะเผชิญไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนตามมาตรา 301 เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ด้วย ดังจะเห็นได้จากมาเลเซียและอินโดนีเซียที่บรรลุข้อตกลง ART และได้รับอัตราภาษีตามมาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับต่ำกว่าไทย ดังนั้น ความท้าทายของไทยจึงอยู่ที่การกำหนดท่าทีและการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆ ในการเจรจา ART กับสหรัฐฯ

2. เจรจา “ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน” หรือรับข้อกำหนดฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ?

แม้ชื่อ “ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน” (Agreements on Reciprocal Trade: ART) จะสื่อถึงการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสองฝ่าย แต่ในทางปฏิบัติ ART มีลักษณะคล้ายกรอบข้อเรียกร้องที่สหรัฐฯ กำหนดขึ้นฝ่ายเดียวมากกว่า โดยสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศคู่ค้ายอมรับเงื่อนไขต่างๆ

เงื่อนไขดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของสหรัฐฯ การตกลงซื้อสินค้าและลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ไปจนถึงการดำเนินมาตรการด้านการค้าและการลงทุนต่อประเทศที่สามในแนวทางกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง เงื่อนไขดังกล่าวคาดว่ามีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศคู่ค้าลดการค้าและการลงทุนกับจีน5

จนถึงปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลง ART กับ 9 ประเทศ โดยในอาเซียนมี 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ส่วนไทยได้ลงนามในกรอบข้อตกลงเบื้องต้นและกำลังหารือรายละเอียดของข้อตกลง ART

ในกรอบข้อตกลงเบื้องต้น ไทยตกลงจะยกเลิกภาษีนำเข้ากว่า 99% ของรายการสินค้า และผ่อนคลายมาตรการที่มิใช่ภาษีในหลายสาขา เช่น ลดอุปสรรคต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์จากสหรัฐฯ รวมถึงผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคม และไทยยังตกลงเพิ่มการจัดซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ด้วย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง LNG น้ำมันดิบ และเครื่องบิน6

ส่วนในข้อตกลง ART สหรัฐฯ คงจะผลักดันให้ไทยเปิดตลาดเพิ่มเติม พร้อมกับปรับนโยบายกฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนภายในประเทศ เช่น การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของสินค้า

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยอาจถูกกดดันให้ยอมรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการต่อประเทศที่สาม ดังจะเห็นได้จากข้อตกลง ART ของอินโดนีเซีย7 (ข้อตกลงของมาเลเซียมีรายละเอียดคล้ายกัน) เช่น

  • อินโดนีเซียต้องปรึกษาหารือกับสหรัฐฯ ก่อนทำข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับประเทศอื่นที่จะกระทบต่อผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐฯ (Article 3.3: Digital Trade Agreements)
  • เมื่อสหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม เช่น การเก็บภาษีศุลกากร การกำหนดโควตา การห้ามนำเข้า เพื่อปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงแห่งชาติ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเด็นดังกล่าวเป็นความกังวลร่วมกัน อินโดนีเซียจะใช้มาตรการที่มีผลเทียบเท่ากับมาตรการของสหรัฐฯ (Article 5.1 — Complementary Actions (1))
  • เมื่อสหรัฐฯ ร้องขอ อินโดนีเซียจะต้องดำเนินมาตรการจัดการกับพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทในอินโดนีเซียที่มีประเทศที่สามเป็นเจ้าของหรือควบคุม หากพฤติกรรมดังกล่าวทำให้มีการส่งออกสินค้าราคาต่ำกว่าตลาดไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หรือทำให้การส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังอินโดนีเซียหรือประเทศที่สามลดลง (Article 5.1: Complementary Actions (2))
  • อินโดนีเซียจะจัดตั้งระบบคัดกรองการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ และให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นด้านความมั่นคงของการลงทุน (Article 5.2: Export Controls, Sanctions, Investment Security, and Related Matters (2))

ทั้งนี้แม้ในความตกลงดังกล่าว ข้อกำหนดบางข้อจะมีถ้อยคำที่ดูเหมือนเปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้าตัดสินใจดำเนินการได้ โดยคำนึงผลประโยชน์แห่งชาติของตน แต่ในทางปฏิบัติก็มีแนวโน้มที่จะเปิดช่องให้สหรัฐฯ ใช้อิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของประเทศคู่ค้า เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีน

3. จะยอมรับข้อตกลง ART ต้องชั่งน้ำหนักผลได้และผลเสียอย่างรอบคอบ

ผู้เขียนเสนอว่า เป้าหมายของไทยไม่ควรอยู่ที่การลดอัตราภาษีให้ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว โดยยอมรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ทุกประการ แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่าภาษีที่ลดลงนั้นต้องแลกกับอะไร และคุ้มค่ากับต้นทุนหรือไม่ โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ผลิตและประชาชน รวมถึงผลต่ออิสระในการกำหนดนโยบายการค้าและการลงทุนของไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีน ขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่ควรยึดมุ่งปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เป็นเป้าหมาย เพราะบางประเด็นสอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ไทยควรดำเนินการอยู่แล้ว

ภายใต้หลักคิดดังกล่าว ทีมเจรจาไทยควรยึดแนวทางสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง หาทางเจรจาลดภาษี โดยชี้ให้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดกับสหรัฐฯ

แม้จะเป็นเรื่องยากที่สหรัฐฯ จะยอมลดภาษีให้ไทยเป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่จะยอมรับเงื่อนไขที่สหรัฐฯต้องการเพิ่มเติม แต่หากไทยสามารถชี้ให้เห็นว่าการลดภาษีนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ด้วย ก็อาจเพิ่มโอกาสในการเจรจาได้มากขึ้น

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้าบางประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของตัวเอง เช่น สินค้าอาหารเพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แร่สำคัญที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ และรวมถึงในข้อตกลง ART กับอินโดนีเซียที่ให้ยกเว้นภาษีแก่สินค้าเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอบางรายการที่ใช้ฝ้ายและเส้นใยจากสหรัฐฯ เป็นวัตถุดิบ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ดังนั้น ไทยจึงควรใช้แนวทางดังกล่าวในการเจรจา เช่น เสนอลดภาษีอาหารสัตว์เลี้ยงที่ใช้ข้าวโพดและสารอาหารจากสหรัฐฯ เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งจะช่วยจูงใจให้ผู้ผลิตไทยนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ มากขึ้น

ประการที่สอง ยอมรับและใช้ข้อเสนอการเปิดเสรีเป็นโอกาสปฏิรูปเศรษฐกิจ

ไทยควรใช้การเจรจาครั้งนี้เป็นโอกาสทบทวนมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่สร้างภาระต่อเศรษฐกิจ และเปิดตลาดในสาขาที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย เช่น การเปิดการแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาดตลาด หรือการทยอยเปิดเสรีตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ซึ่งมีราคาถูก จะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปศุสัตว์

อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดและการปฏิรูปย่อมมีทั้งผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ รัฐบาลจึงต้องกล้าผลักดันการปฏิรูปในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม แม้อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของบางกลุ่ม พร้อมทั้งจัดให้มีมาตรการชดเชยและสนับสนุนการปรับตัวของผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและเกษตรกรรายย่อย

ประการที่สาม พยายามขอข้อยกเว้นสำหรับเงื่อนไขที่มีต้นทุนสูงต่อประเทศ

สำหรับข้อเสนอของสหรัฐฯ บางประการที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจหรือประชาชน ไทยควรพยายามสงวนจุดยืนหรือเจรจาขอข้อยกเว้นให้มากที่สุด

ตัวอย่างหนึ่งที่สหรัฐฯ อาจผลักดันคือการคุ้มครองข้อมูลยา (data exclusivity) ซึ่งห้ามผู้ผลิตยาสามัญ (generic) นำข้อมูลการทดลองของบริษัทยาต้นแบบมาใช้ขึ้นทะเบียนยาในช่วงเวลาหนึ่ง แม้สิทธิบัตรยาจะหมดอายุแล้ว การยอมรับเงื่อนไขนี้จะทำให้ยาสามัญที่มีราคาถูกเข้าสู่ตลาดล่าช้าลง เพิ่มภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข และกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน

หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงเงื่อนไขดังกล่าวได้ ไทยควรเจรจาขอข้อยกเว้นสำหรับยาที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุข หรือขอระยะเปลี่ยนผ่าน (transition period) 5–10 ปี เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเตรียมมาตรการรองรับที่เหมาะสม

อีกตัวอย่างคือ สหรัฐฯ อาจผลักดันให้ไทยผ่อนคลายมาตรฐานเกี่ยวกับสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในเนื้อหมูนำเข้า ซึ่งปัจจุบันไทยใช้นโยบายไม่ยอมรับสารตกค้างเลย (zero tolerance) แม้ว่าคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) ซึ่งจัดตั้งร่วมกันโดย FAO และ WHO จะกำหนดมาตรฐานที่อนุญาตให้มีสารตกค้างได้ในปริมาณต่ำ แต่มาตรฐานดังกล่าวผ่านการรับรองด้วยคะแนนเสียงที่ก้ำกึ่ง8 และยังไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่ยังเห็นว่ายังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัย9 ดังนั้น เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ไทยควรยืนหยัดคงมาตรการเดิมไว้ แต่เปิดกว้างต่อการทบทวนในอนาคต หากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

ประการที่สี่ ตกลงร่วมมือแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่สูญเสียอิสระในการกำหนดนโยบาย

ไทยควรแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่าพร้อมร่วมมือแก้ปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (transshipment) ซึ่งเป็นการนำสินค้าจากประเทศที่สามมาแปรรูปเพียงเล็กน้อยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยแทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกไทยจะถูกตรวจสอบหรือเผชิญมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยควรรักษาพื้นที่ในการกำหนดนโยบายการค้าและการลงทุนของตนเอง โดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่เปิดทางให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อนโยบายของไทยต่อประเทศที่สาม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเจรจาให้ข้อผูกพันอยู่บนหลักการของการปรึกษาหารือและความร่วมมือ โดยกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหารือร่วมกันและดำเนินมาตรการเมื่อเห็นพ้องร่วมกันว่าเป็นประเด็นด้านความมั่นคงหรือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

4. จะอยู่รอดในยุค ‘ผลประโยชน์อเมริกามาก่อน’ ต้องรวมกลุ่มอาเซียนต่อรอง

การเจรจากับสหรัฐฯ เพียงลำพังเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละประเทศมีอำนาจต่อรองจำกัด ที่ผ่านมา ประเทศอาเซียนต่างแยกกันเจรจาและเร่งบรรลุข้อตกลงก่อนประเทศอื่น ทำให้สหรัฐฯ สามารถใช้เงื่อนไขที่ประเทศหนึ่งยอมรับแล้วเป็นบรรทัดฐานในการเจรจากับประเทศถัดไป ส่งผลให้ข้อเรียกร้องมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

อาเซียนจึงควรเปลี่ยนจากการเจรจาแยกกันมาเป็นการกำหนดจุดยืนร่วมในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ และแม้บางประเทศจะลงนามข้อตกลง ART แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับการประสานจุดยืนร่วม เนื่องจากข้อตกลง ART ยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจาณาของรัฐสภาของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจมีการทบทวนข้อตกลงบางประการได้ และข้อตกลงบางข้อยังเปิดให้กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมได้

ตัวอย่างหนึ่งคือกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin: ROO) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าสินค้ามาจากประเทศใด ในข้อตกลง ART เปิดให้แต่ละฝ่ายเสนอหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ หากเห็นว่าประโยชน์จากข้อตกลงตกแก่ประเทศที่สามมากเกินไป (เช่น สินค้าไทยที่ใช้วัตถุดิบจาก 70% ได้รับอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าจีน )

ไทยและประเทศอาเซียนจึงควรร่วมกันผลักดันให้นับมูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในอาเซียนเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) เพราะการผลิตในปัจจุบันกระจายอยู่ในหลายประเทศของอาเซียน วิธีนี้จะช่วยให้สินค้าที่ผลิตร่วมกันในภูมิภาคยังคงผ่านเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าและไม่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานปรับตัวลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนได้ง่ายขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนมาจัดหาชิ้นส่วนจากประเทศสมาชิกอาเซียนแทนได้ ไม่ได้จำกัดว่าต้องมาจากภายในประเทศเท่านั้น

5. ต้องกระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ และจีน

นอกจากการเจรจาข้อตกลง ART ซึ่งเป็นโจทย์เฉพาะหน้าแล้ว  ในระยะกลางและระยะยาว ไทยควรวางยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการลงทุนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในด้านหนึ่ง ผู้ส่งออกไทยจะมีความไม่แน่นอนสูงในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ จากการใช้ภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อีกด้านหนึ่ง การพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนในระดับสูงจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ

เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออกนอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าใหม่ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา สหรัฐอาณาจักรและประเทศในตะวันออกกลาง รวมทั้งทบทวนและขยายขอบเขต FTA ที่มีอยู่แล้วกับอินเดีย เพื่อกระจายตลาดส่งออกและลดผลกระทบจากความผันผวนของมาตรการการค้าสหรัฐฯ ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ไทยควรจัดการปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์จากจีนอย่างจริงจัง และทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยลดหรือยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์แก่การลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มในไทยต่ำ เช่น การลงทุนจากจีนที่นำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนในสัดส่วนสูง เพราะไม่คุ้มกับรายได้ที่รัฐต้องสูญเสียจากการให้สิทธิประโยชน์ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะมองไทยเป็นฐานให้จีนหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า หรือเป็นฐานระบายกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน

บทความโดย ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

อ้างอิง

  1. [1] อัตราภาษีที่คำนวณนี้แตกต่างจาก Global Trade Alert เนื่องจากใช้สมมติฐานต่างกันในบางรายการ โดย Global Trade Alert จัดให้สินค้ากลุ่มเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและส่วนประกอบ (HS 8471) เป็นชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้มาตรา 232 ซึ่งจะถูกเก็บภาษี 25% แต่ผู้เขียนเห็นว่าสินค้าในกลุ่มนี้ที่อาเซียนส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นชิ้นส่วนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HS 84717040) จึงจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากภาษีทั้งมาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 122 ทั้งนี้ หากคำนวณตามสมมติฐานของ Global Trade Alert เมื่อเปลี่ยนจากมาตรา 122 มาเป็นมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงของไทยอยู่ที่ 14.7% แทบไม่เปลี่ยนแปลง เวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 16.6% มาเลเซียลดลงจาก 7.7% เป็น 6.8% และอินโดนีเซียลดลงจาก 16.5% เป็น 16.2% ↩︎
  2. [2] ตัวเลขนี้แตกต่างจาก Global Trade Alert เพราะมีสมมติฐานต่างกัน ดูรายละเอียดใน footnote ที่ 1 ↩︎
  3. [3] Office of the United States Trade Representative, “Initiation of Section 301 Investigations: Acts, Policies, and Practices of Certain Economies Relating to Structural Excess Capacity and Production in Manufacturing Sectors,” Federal Register 91 FR 12886 (March 17, 2026), https://www.federalregister.gov/documents/2026/03/17/2026-05214/initiation-of-section-301-investigations-acts-policies-and-practices-of-certain-economies-relating ↩︎
  4. [4] เพิ่งอ้าง ↩︎
  5. [5] Peterson Institute for International Economics (PIIE), “US Reciprocal Trade Deals Built to Push America’s Trade Partners Away from China,” Real Time Economics blog, May 2026, https://www.piie.com/blogs/realtime-economics/2026/us-reciprocal-trade-deals-built-push-americas-trade-partners-away ↩︎
  6. [6] The White House, “Joint Statement on a Framework for a United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade,” October 26, 2025, https://www.whitehouse.gov/briefings-statements/2025/10/joint-statement-on-a-framework-for-a-united-states-thailand-agreement-on-reciprocal-trade/ ↩︎
  7. [7] Office of the United States Trade Representative, “Agreement Between the United States of America and the Republic of Indonesia on Reciprocal Trade,” signed February 19, 2026, https://ustr.gov/sites/default/files/files/Press/Releases/2026/02.19.26%20US-IDN%20ART%20Full%20Agreement%20-%20US%20Final%20for%20Website%20sanitized.pdf ↩︎
  8. [8] มติผ่านด้วยคะแนน 69 ต่อ 67 (งดออกเสียง 7) โดยกำหนดค่าสูงสุดที่ยอมรับได้ในเนื้อหมูไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับส่วนกล้ามเนื้อ 40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับตับ และ90 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมสำหรับไต ดูใน FAO Newsroom, “UN food safety body sets limits on veterinary growth promoting drug”, https://www.fao.org/newsroom/detail/UN-food-safety-body-sets-limits-on-veterinary-growth-promoting-drug/en ↩︎
  9. [9] ดูใน Council of the European Union, 3193rd Agriculture and Fisheries Council meeting, 22-23 October 2012, https://www.consilium.europa.eu/uedocs/cms_data/docs/pressdata/en/agricult/133115.pdf ↩︎

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเกมภาษีทรัมป์ หลังคำตัดสินศาลสหรัฐฯ สำรวจเสี่ยงใหม่ต่อการค้าไทย

เศรษฐกิจไทยกับเกมภาษีทรัมป์ มีความเสี่ยงใดรอเราอยู่ในปี 2026 ?

ประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยจากภาษีนำเข้าของทรัมป์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด