ปัจจุบัน Gen AI มีบทบาทในห้องเรียนไทยมากขึ้น ท่ามกลางความคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน
ทว่า AI อาจกำลังเดินซ้ำรอยเทคโนโลยีการศึกษารุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือแท็บเล็ต ซึ่งเริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะพลิกโฉมการเรียนการสอน แต่เมื่อนำมาใช้จริง กลับไม่สามารถยกระดับการเรียนรู้ได้ตามที่คาดหวัง และหลายครั้งกลายเป็นเพียงอุปกรณ์ใหม่ในการสอนรูปแบบเดิม1
คำถามสำคัญจึงตามมาว่า “เราจะใช้ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างไร ?” โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเด็กไทยจำนวนมากยังขาด ผลการประเมิน PISA 2022 พบว่าผู้เรียนไทยอายุ 15 ปีราว 50-65% มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับพื้นฐานในด้านการอ่านและการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ปัจจุบัน หน่วยงานและโรงเรียนหลายแห่งกำลังพยายามค้นหาแนวทางนำ AI มาใช้ในห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในนั้นคือโครงการ AI เพื่อการเรียนรู้ (Craft AI) ของมูลนิธิวันเสาร์และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ซึ่งมุ่งเสริมทักษะการใช้ AI ของครู ควบคู่กับการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI เพื่อช่วยให้ผู้เรียนฝึกอ่านและฝึกคิดวิเคราะห์
ทีมนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์และประเมินผลโครงการใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ระยอง และเชียงใหม่โดยมีผู้เรียนระดับชั้น ม.1 และ ม.2 เข้าร่วม 8,544 คน และครู 340 คน จากโรงเรียน 68 แห่ง2
แม้โครงการจะดำเนินงานมาเพียง 1 ภาคการศึกษา แต่ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI ในการยกระดับการเรียนรู้ บทความนี้ชวนผู้อ่านสำรวจผลลัพธ์เบื้องต้นของการใช้ AI ในห้องเรียนไทย พร้อมถอดบทเรียนว่า AI จะสามารถเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้หรือไม่ อย่างไร
Craft AI มุ่งยกระดับการเรียนการสอนด้วย AI
โครงการ Craft AI มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการพัฒนาทักษะการใช้ AI ของครู โดยครูได้ฝึกเขียนคำสั่ง (Prompt) เพื่อประยุกต์ใช้ AI (เช่น ChatGPT Gemini) ในทุกขั้นตอนของการสอน ตั้งแต่การออกแบบแผนการสอน การหาตัวอย่างมาอธิบายบทเรียน การจัดทำสื่อการเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรม ไปจนถึงการประเมินผล
การฝึกอบรมนี้ไม่ได้มุ่งเพียงสอนเทคนิคการใช้ AI แต่เน้นให้ครูสามารถนำ AI ไปใช้ในการออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน (Reading Literacy) และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) ของผู้เรียน โดยมีทีมโค้ชจากมหาวิทยาลัย 5 แห่งดำเนินการอบรมภายใต้กรอบหลักสูตรเดียวกัน แต่สามารถปรับรูปแบบและจุดเน้นให้เข้ากับบริบทโรงเรียนแต่ละพื้นที่ได้
ส่วนที่สองคือการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ชื่อ “KapiBarian” ซึ่งออกแบบให้เป็นผู้ช่วยการเรียนรู้ในห้องเรียน ประกอบด้วย คลังบทอ่าน แบบฝึกหัดที่ช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ และระบบวิเคราะห์ผลการเรียนที่ช่วยให้ครูเห็นจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียนแต่ละคน และนำข้อมูลดังกล่าวไปปรับการจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในภาคเรียนแรก แอปพลิเคชันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ทำให้สามารถใช้งานได้เฉพาะคลังบทอ่านและแบบฝึกหัดบางส่วน ขณะที่ระบบวิเคราะห์ผลการเรียนยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ผลลัพธ์เบื้องต้นของโครงการยังค่อนข้างจำกัด
โครงการนี้ได้แบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ครูได้รับการพัฒนาทักษะการใช้ AI และผู้เรียนได้ใช้แอป KapiBarian และกลุ่มที่ครูได้รับการพัฒนาทักษะการใช้ AI แต่ผู้เรียนไม่ได้ใช้แอป
ในการประเมินผล ผู้เรียนในทั้งสองกลุ่มทำแบบทดสอบสมรรถนะที่พัฒนาขึ้นตามแนวทางการประเมิน PISA ในด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน ทั้งก่อนเริ่มโครงการและหลังจบภาคเรียนแรก เพื่อวัดพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน
นอกจากนี้ โครงการยังได้เชิญโรงเรียนทั่วไปนอกโครงการมาเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ โดยให้ผู้เรียนในโรงเรียนเหล่านี้ทำแบบทดสอบชุดเดียวกัน เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบว่าผู้เรียนที่เข้าร่วมโครงการ Craft AI มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้แตกต่างจากผู้เรียนในโรงเรียนกลุ่มเปรียบเทียบหรือไม่ และประเมินว่าโครงการมีส่วนช่วยยกระดับการเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด
1 ผู้เรียนทุกกลุ่มมีพัฒนาการดีขึ้น แต่ยังไม่มากพอที่จะขยับระดับสมรรถนะ
จากภาพที่ 1 และ 2 จะเห็นว่าผู้เรียนทุกกลุ่มมีพัฒนาการดีขึ้นทั้งการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการอ่าน โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 1.25–2.4 คะแนน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังถือว่าค่อนข้างจำกัด เนื่องจากก่อนเริ่มโครงการ ผู้เรียนราว 80% มีผลการประเมินต่ำกว่าระดับ 2 ซึ่งเป็นระดับสมรรถนะพื้นฐานตามกรอบการประเมินของ PISA และการขยับสมรรถนะขึ้นหนึ่งระดับ เช่น จากต่ำกว่าระดับ 1 ไปสู่ระดับ 1 หรือจากระดับ 1 ไปสู่ระดับ 2 ต้องอาศัยคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยราว 3–4 คะแนน
ภาพที่ 1 คะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ก่อนเริ่มโครงการและหลังจบภาคเรียนแรก

หมายเหตุ: *** ทุกกลุ่มมีคะแนนหลังจบภาคเรียนแรกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)
ภาพที่ 2 คะแนนการอ่าน (Reading Literacy) ก่อนเริ่มโครงการและหลังจบภาคเรียนแรก

หมายเหตุ: *** ทุกกลุ่มมีคะแนนหลังจบภาคเรียนแรกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)
2 โดยรวม Craft AI ยังไม่ได้ช่วยให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ดีขึ้นกว่า รร.ทั่วไป ยกเว้นกลุ่ม รร.ที่ครูได้ฝึกทักษะการใช้ AI อย่างเดียวที่ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย
เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนทั่วไป พบว่ากลุ่มที่ครูได้ฝึกทักษะการใช้ AI และผู้เรียนได้ใช้แอป Kapibarian มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าในทั้งสองทักษะ ขณะที่กลุ่มที่ครูได้ฝึกทักษะการใช้ AI เพียงอย่างเดียวกลับมีพัฒนาการสูงกว่าเล็กน้อยในด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (ภาพที่ 1 และ 2)
เพื่อให้แน่ใจว่าความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนก่อนเริ่มโครงการ อายุ ภูมิหลังครอบครัว ระดับชั้น ขนาดห้องเรียน หรือคุณภาพของโรงเรียน ทีมวิจัยจึงใช้แบบจำลองทางสถิติเพื่อแยกผลของปัจจัยเหล่านี้ออก
ผลการวิเคราะห์ยืนยันแนวโน้มเดิม คือกลุ่มที่ครูฝึกทักษะใช้ AI ควบคู่กับให้นักเรียนใช้แอป Kapibarian กลับมีพัฒนาการต่ำกว่าโรงเรียนทั่วไป ทั้งในระดับ ม.1 และ ม.2
ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีเฉพาะการฝึกทักษะ AI ของครู มีพัฒนาการดีกว่าโรงเรียนทั่วไปเล็กน้อย โดยนักเรียน ม.1 ทำคะแนนได้สูงกว่าโรงเรียนทั่วไป 0.8 คะแนนในด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ 0.6 คะแนนในด้านการอ่าน ส่วนนักเรียน ม.2 มีพัฒนาการด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่ต่างจากโรงเรียนทั่วไป แต่ต่ำกว่าในด้านการอ่าน (ภาพที่ 3-4)
ทั้งนี้ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ของโครงการ Craft AI ยังไม่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะหลายโรงเรียนเริ่มนำ AI มาใช้ และครูก็ได้รับการพัฒนาทักษะจากหน่วยงานอื่นเช่นกัน ผลการประเมินจึงไม่ควรถูกตีความว่า AI ไม่มีผลต่อการเรียนรู้ แต่สะท้อนว่าแนวทางของโครงการ Craft AI ยังไม่ช่วยให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ดีกว่าโรงเรียนทั่วไปได้
ภาพที่ 3 พัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) ของกลุ่มรร.ในโครงการ เปรียบเทียบกับรร.ทั่วไป

หมายเหตุ: เครื่องหมาย *** แสดงว่าผลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 99%
ภาพที่ 4 พัฒนาการคะแนนการอ่าน (Reading Literacy) ของกลุ่มรร.ในโครงการ เปรียบเทียบกับรร.ทั่วไป

หมายเหตุ: เครื่องหมาย *** แสดงว่าผลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 99%
โครงการอยู่ในช่วงเริ่มต้น อาจเร็วเกินกว่าจะเห็นผล
ทำไม Craft AI ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้ แล้วเหตุใดกลุ่มผู้เรียนที่ใช้แอป KapiBarian จึงมีพัฒนาการช้ากว่ากลุ่มอื่น?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ระยะเวลาและความพร้อมของโครงการ ครูมีเวลานำ AI ไปใช้ช่วยพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพียงหนึ่งภาคการศึกษาหรือราว 3 เดือน ซึ่งอาจสั้นเกินกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ งานวิจัยด้านการศึกษาชี้ว่าครูมักต้องใช้เวลาเรียนรู้ต่อเนื่องหลายปี ถึงจะสามารถเปลี่ยนวิธีการสอนได้จริง3
ในขณะเดียวกัน ครูและผู้เรียนก็ยังแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแอป KapiBarian เนื่องจากแอปเพิ่งเริ่มเปิดใช้งานกลางภาคเรียน อีกทั้งบทอ่านและแบบฝึกหัดในแอปก็ยังค่อนข้างจำกัด ทำให้ใช้งานได้จริงเพียงไม่กี่คาบเรียน ขณะที่ระบบวิเคราะห์ผลการเรียนซึ่งเป็นฟังก์ชันสำคัญของแอปก็ยังไม่พร้อมใช้งาน
นอกจากนี้ บางห้องเรียนยังพบปัญหาการเข้าใช้งานที่กระทบต่อเวลาเรียน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผลลัพธ์ของกลุ่มนี้ต่ำกว่ากลุ่มอื่น
หรือ AI เป็นแค่สีสัน ปัญหาเดิมยังวนลูป?
ปัญหาเรื่องระยะเวลาและความพร้อมของแอป AI เป็นเพียงข้อจำกัดชั่วคราวในช่วงเริ่มต้น ซึ่งน่าจะคลี่คลายได้เมื่อโครงการดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม โครงการ Craft AI ก็อาจจะยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้ หากไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
ระบบบริหารจัดการบุคลากรที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะของครู และความคุ้นชินของครูกับรูปแบบการสอนแบบเดิม ทั้งสองปัจจัยนี้เปรียบเสมือนแรงเฉื่อยที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การนำนวัตกรรมการสอนหรือเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้เกิดผลต่อการเรียนรู้เป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่เต็มศักยภาพ
โครงการ Craft AI เองก็เผชิญกับข้อจำกัดดังกล่าวเช่นกัน ครูหลายคนไม่สามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมการใช้ AI ได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง เนื่องจากติดภารกิจด้านธุรการหรือการอบรมอื่นที่จัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่บางโรงเรียนมีการเปลี่ยนผู้อำนวยการและนโยบายสถานศึกษาระหว่างดำเนินโครงการ ส่งผลให้บางแห่งหยุดเข้าร่วมชั่วคราวหรือถอนตัวออกจากโครงการ
นอกจากนี้ AI ก็อาจถูกใช้เพียงเพื่อลดภาระงานของครูและเสริมการสอนแบบเดิม เช่น การสร้างแผนการสอนเพื่อประกอบการประเมิน การเตรียมเนื้อหาบรรยาย หรือการผลิตสื่อการสอน แต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ลึกขึ้น หรือพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้มากขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากการสอนยังคงรูปแบบที่คุ้นชิน เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI ก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการสอนแบบเดิม แทนที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน
ส่องหาโรงเรียนผลงานดี ค้นศักยภาพ AI ช่วยเพิ่มการเรียนรู้
แม้ภาพรวมของโครงการจะยังไม่พบผลลัพธ์ที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปอย่างชัดเจน แต่เมื่อเจาะลึกในระดับโรงเรียนกลับพบว่าบางแห่งสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน โดยพัฒนาการในด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการอ่านเพิ่มขึ้นเหนือโรงเรียนทั่วไป 2 คะแนนหรือมากกว่านั้น (ขณะที่โรงเรียนทั่วไปมีพัฒนาการเฉลี่ย 1.5–2.4 คะแนน) และมีหนึ่งแห่งที่พัฒนาการด้านการอ่านสูงกว่าโรงเรียนทั่วไปประมาณ 4 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับการยกระดับสมรรถนะการอ่านเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งระดับ
ภาพที่ 5 พัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) ของแต่ละรร.ในโครงการ เทียบกับรร.ทั่วไป

หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นไม่ใช่การเปรียบเทียบคะแนนดิบ แต่คำนวณจากแบบจำลองทางสถิติที่ควบคุมตัวแปรพื้นฐานของนักเรียน (เช่น เพศ อายุ สถานะทางเศรษฐกิจสังคม ขนาดชั้นเรียน) เพื่อหาผลกระทบของโครงการ (treatment effect) ในแต่ละโรงเรียน ซึ่งแตกต่างกันไปตามประสิทธิภาพการนำ AI ไปใช้จริง (ดูรายละเอียดแบบจำลองในภาคผนวกที่ 3)
ภาพที่ 6 พัฒนาการคะแนนการอ่าน (Reading Literacy) ของแต่ละรร.ในโครงการ เทียบกับรร.ทั่วไป

หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นไม่ใช่การเปรียบเทียบคะแนนดิบ แต่คำนวณจากแบบจำลองทางสถิติที่ควบคุมตัวแปรพื้นฐานของนักเรียน (เช่น เพศ อายุ สถานะทางเศรษฐกิจสังคม ขนาดชั้นเรียน) เพื่อหาผลกระทบของโครงการ (treatment effect) ในแต่ละโรงเรียน ซึ่งแตกต่างกันไปตามประสิทธิภาพการนำ AI ไปใช้จริง (ดูรายละเอียดแบบจำลองในภาคผนวกที่ 3)
โรงเรียนที่โดดเด่นเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงเรียนชั้นนำที่มีทรัพยากรพร้อม แต่ยังรวมถึงโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงหรือมีทรัพยากรจำกัด ซึ่งสะท้อนว่า AI ก็มีศักยภาพในการช่วยยกระดับผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในโรงเรียนทั่วไปได้ คำถามที่ตามมาคือเงื่อนไขอะไรที่ทำให้โรงเรียนเหล่านี้ทำผลงานได้ดี
AI ช่วยให้ครูที่ตั้งใจพัฒนาการเรียนการสอนทำได้ง่ายขึ้นและตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น
จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูโรงเรียนบางแห่งที่มีผลลัพธ์โดดเด่น พบว่าครูกลุ่มนี้พยายามพัฒนาการสอนมาตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมโครงการ Craft AI แล้ว บางคนเชื่อมโยงบทเรียนกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน บางคนออกแบบคำถามชวนคิดหลังกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่บางคนออกแบบการประเมินวัดความเข้าใจผู้เรียนเพื่อปรับการสอนให้เหมาะสม ซึ่งสองแนวทางหลังเป็นวิธีการที่มีหลักฐานรองรับว่าสามารถช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น4
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะครูจำนวนมากคุ้นเคยกับการสอนแบบเดิมมาเป็นเวลานานและมีภาระงานจำนวนมาก ขณะที่การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และลองผิดลองถูก ทำให้ครูยังไม่สามารถนำวิธีการสอนแบบใหม่ไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ และคุณภาพการจัดการเรียนรู้ยังไม่ถึงระดับที่คาดหวัง
AI เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดเหล่านี้ โดยช่วยให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากขึ้นภายในเวลาที่สั้นลง เช่น สร้างชุดคำถามชวนคิดหลังกิจกรรมทดลองได้รวดเร็วขึ้น ค้นหาตัวอย่างที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น และออกแบบแบบประเมินที่ช่วยวิเคราะห์จุดที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับบทบาทของครู ตั้งแต่การตรวจสอบ ปรับแก้ และเลือกแนวทางที่เหมาะสม ไปจนถึงการนำไปใช้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนในห้องเรียนจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
ยกระดับการเรียนรู้ด้วย AI …เดินหน้าต่ออย่างไร?
แม้โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน แต่ก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นว่า AI มีทั้งศักยภาพและข้อจำกัดในการเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา
บทเรียนสำคัญคือ AI ไม่ได้ทำให้การสอนที่ดีเกิดขึ้นเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา ประสบการณ์ และความรู้ ทำให้ครูที่ตั้งใจพัฒนาการสอนอยู่แล้วสามารถนำแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพไปใช้ในห้องเรียนได้ง่ายขึ้น ดังที่เห็นจากกรณีศึกษาโรงเรียนที่มีผลลัพธ์โดดเด่น
ในทางกลับกัน หากไม่มีเป้าหมายที่จะนำ AI มาใช้สนับสนุนแนวทางเหล่านี้ AI ก็อาจกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสอนแบบเดิม หรือเป็นกิจกรรมใหม่ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มการเรียนรู้ของผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา การนำ AI ไปใช้ร่วมกับวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพยังเป็นความพยายามของครูแต่ละคน มากกว่าจะเป็นแนวทางที่โครงการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน ระบบบริหารบุคลากรยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการสอนของครู ไม่ว่าจะเป็นภาระงานธุรการ ตารางอบรมที่ทับซ้อน หรือความไม่ต่อเนื่องของผู้บริหารและนโยบายสถานศึกษา
ก้าวต่อไปของโครงการและระบบการศึกษาไทยจึงไม่ใช่เพียงการนำ AI เข้ามาใช้ในห้องเรียน แต่ต้องพัฒนาแนวทางการใช้และแอปพลิเคชั่น AI ให้ทำงานร่วมกับวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างระบบบุคลากรที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะของครู เพื่อให้ AI สามารถช่วยยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
บทความโดย ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ และพงศ์ทัศ วนิชานันท์ ทีมวิจัยด้านนโยบายปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ
อ้างอิง
- [1] Cuban, L., & Jandrić, P. (2015). The dubious promise of educational technologies: Historical patterns and future challenges. E-Learning and Digital Media, 12(3-4), 425–439. https://doi.org/10.1177/2042753015579978 และ Cuban, L. (2019, October 15). Teaching with technology in public schools. Larry Cuban on School Reform and Classroom Practice. https://larrycuban.wordpress.com/2019/10/15/teaching-with-technology-in-public-schools/ ↩︎
- [2] ดูภาคผนวกที่ 1 ↩︎
- [3] EEF (Education Endowment Foundation) องค์กรวิจัยด้านการศึกษาของสหราชอาณาจักรระบุว่าการพัฒนาทักษะการสอนที่ได้ผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ภาคเรียนการศึกษา และส่วนใหญ่ใช้เวลายาวนานกว่านั้น ดูใน Sharples, J., Albers, B., Fraser, S., & Kime, S. (2019). Putting evidence to work: A school’s guide to implementation (2nd ed.). Education Endowment Foundation. https://d2tic4wvo1iusb.cloudfront.net/eef-guidance-reports/implementation/EEF_Implementation_Guidance_Report_2019.pdf
ส่วน Learning Forward องค์กรด้านการพัฒนาวิชาชีพครูในสหรัฐฯ ได้ทบทวนงานวิจัยด้านการศึกษาและระบุว่าการเปลี่ยนแปลงการสอนให้เกิดขึ้นจริงต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยมักใช้เวลาราว 3–5 ปี ดูเพิ่มเติมใน Learning Forward. (n.d.). Implementation. https://learningforward.org/implementation/ ↩︎ - [4] สถาบัน Education Endowment Foundation (EEF) พบว่าการประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ (formative assessment) เป็นแนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการประเมินโครงการ Embedding Formative Assessment ในปีที่ 2 พบว่าผู้เรียนระดับชั้นมัธยมมีพัฒนาการเร็วขึ้น เทียบเท่ากับการเรียนรู้เพิ่มเติมประมาณ 5–7 เดือน
ส่วนการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนทบทวนและอธิบายกระบวนการคิดของตนเอง จัดอยู่ในกลุ่ม “Metacognition and self-regulation” (การรู้คิดและการกำกับตนเอง) ซึ่ง EEF ระบุว่าเป็นหนึ่งในแนวทางการสอนที่ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้สูง และมีหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ โดยพบผลเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงวัยและหลากหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้
ดูเพิ่มเติมใน Education Endowment Foundation, Feedback, Teaching and Learning Toolkit, https://educationendowmentfoundation.org.uk/education-evidence/teaching-learning-toolkit/feedback และ Education Endowment Foundation, Metacognition and Self-Regulation, Teaching and Learning Toolkit, https://educationendowmentfoundation.org.uk/education-evidence/teaching-learning-toolkit/metacognition-and-self-regulation ↩︎
ภาคผนวก



