tdri logo
tdri logo
21 สิงหาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

เตือนไทยอย่าเป็นแค่ “พื้นที่ให้เช่า” แนะภาครัฐเปลี่ยนวิธีคิด กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ แทนดึงการลงทุนจากตปท.แต่ประโยชน์ไม่ตกกับคนในชาติ

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เตือนไทยอย่าเป็นแค่ “พื้นที่ให้เช่า” แนะภาครัฐเปลี่ยนวิธีคิด กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ แทนดึงการลงทุนจากตปท.แต่ประโยชน์ไม่ตกกับคนในชาติ ชี้ตัวเลข ศก. ไตรมาส 2 สะท้อนภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” ตัวเลขลงทุนสูงแต่นำเข้าพุ่ง-ภาคผลิตจริงซึม เสนอเดินหน้า “นโยบายอุตสาหกรรมใหม่” พัฒนาเทคโนโลยีจากฐานเดิม ยกระดับผลิตภาพ ปูทางสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)แถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส2/2569 ขยายตัว 1.9% แต่ตัวเลขการลงทุนยังดีมาก ว่า แม้ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูงถึง 13.4% แต่การเติบโตดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ราว 5.75 แสนล้านบาท แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่เมื่อไปดูตัวเลขภาคการผลิตจริงในประเทศกลับแทบไม่เติบโต มีการขยายตัวเพียง 0.1% เท่านั้น ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือเพียง 57.47% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งสะท้อนว่าโรงงานและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมของประเทศยังคงซบเซาและไม่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนระลอกใหม่

เสนอเลิกยึดติดแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเดิม 

ดร.นพรุจ ระบุว่า ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า เศรษฐกิจแบบไข่แดง” (Enclave Economy) ซึ่งเป็นการลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานหรือติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง แต่กลับดำเนินกิจการอย่างแยกส่วนโดยแทบไม่มีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและวัตถุดิบในประเทศ ผลกำไรส่วนใหญ่จึงไหลกลับไปยังต่างประเทศ ขณะที่ไทยได้รับเพียงมูลค่าเพิ่มขั้นปลายน้ำและค่าจ้างแรงงานที่จำกัด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่านโยบายเศรษฐกิจของไทยยังคงยึดติดกับแนวคิดการส่งเสริมการลงทุนแบบเดิมเมื่อ 40 ปีก่อน ที่เชื่อว่าเพียงแค่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะทำให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาก็จะทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศจะเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในปัจจุบัน ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ทำให้ต่างชาตินำเข้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจากประเทศต้นทางได้โดยตรง ฐานผู้ผลิตภายในประเทศจึงไม่ถูกพัฒนา ทำให้ประเทศไทยกำลังกลายเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่า” ในการตั้งโรงงานและโกดังเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น

“ประเทศไทยไม่มีทางก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ หากยังคงเป็นเพียงพื้นที่รับจ้างประกอบสินค้าขั้นปลายหรือเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเช่าตั้งฐานผลิต เพราะหัวใจสำคัญของการยกระดับรายได้ต่อหัวของคนไทยอย่างยั่งยืนคือ การยกระดับผลิตภาพ การมีเทคโนโลยีและความสามารถของตนเอง และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ  จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงที่สามารถสร้างผลตอบแทนและกระจายรายได้ให้ตกอยู่กับคนในประเทศได้อย่างแท้จริง” นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุ

3 แนวทางสู่นโยบายอุตสาหกรรมใหม่

ดร.นพรุจ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการบ่มเพาะและพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง โดยเฉพาะในสาขาที่สอดคล้องกับฐานความเชี่ยวชาญเดิม เพื่อปักหมุดสร้างขีดความสามารถเฉพาะทางที่ไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับสากล หรือสามารถใช้เป็นข้อต่อรองสำคัญในการใช้เจรจาการค้ากับนานาประเทศได้ จึงขอเสนอให้

ภาครัฐเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ สู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่” ที่มีทิศทางและยุทธศาสตร์ชัดเจน โดยไม่พึ่งพาเพียงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่ต้องมุ่งเน้น 3 องค์ประกอบสำคัญดังนี้ 

1.กำหนดเป้าหมายและจุดยืนที่ชัดเจน ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการตั้งเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น การประกาศเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” หรือการส่งเสริมแบบหว่านแหที่ทำให้งบประมาณและสิทธิประโยชน์กระจายตัวแบบเบี้ยหัวแตก มาเป็นการกำหนด “ตำแหน่งเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานโลก” ที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและฐานทุนเดิมของประเทศ โดยยอมรับความจริงว่าไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกตัวหรือผลิตสินค้าทุกขั้นตอน แต่ต้องเลือกปักหมุดในจุดยุทธศาสตร์ที่ไทยสามารถสร้างความได้เปรียบเฉพาะทางและพัฒนาจนโลกขาดเราไม่ได้ เช่น ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รัฐควรมุ่งส่งเสริมกระบวนการประกอบและทดสอบขั้นสูง และเทคโนโลยีโฟโทนิกส์  ซึ่งต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมของไทยได้ทันที

ขณะเดียวกัน นโยบายต้องสนับสนุนการถ่ายโอนทักษะข้ามอุตสาหกรรม เปิดทางให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังชะลอตัว เช่น ยานยนต์สันดาปและพลาสติก สามารถนำความเชี่ยวชาญข้ามสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต เช่น การผลิตชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ระบบราง หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรักษาฐานการจ้างงานทักษะสูงและยกระดับมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไปพร้อมกัน

2.ออกแบบชุดนโยบายเพื่อการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายร่วมกัน รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดเดิมที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำตามกรอบภารกิจของตนเอง ไปสู่การออกแบบชุดนโยบายที่นำเป้าหมายยุทธศาสตร์รายสาขาอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง ออกแบบให้เครื่องมือของแต่ละกระทรวงทำงานสอดประสานกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการสนับสนุนทุนวิจัยและการยกระดับโรงงานสู่มาตรฐานสากล การปลดล็อกกฎระเบียบและเร่งรัดการทดสอบมาตรฐานในประเทศ ไปจนถึงการใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนำและการใช้งานจริง หากขาดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะดำเนินอย่างไม่สมดุล ตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีการส่งเสริมการสร้างตลาดในปริมาณมาก แต่ขาดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ” แนะรัฐทำงานข้ามกระทรวง จับมือเอกชน เดินหน้านโยบายอุตสาหกรรม

3.ขับเคลื่อนกลไกที่ผสานความร่วมมือรัฐ-รัฐ และรัฐ-เอกชน ความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับกลไกการขับเคลื่อนที่ทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล โดยภาครัฐควรมีกลไกระดับชาติที่สามารถประสานงานข้ามกระทรวงได้จริง และกลไกระดับคณะทำงานเชิงภารกิจเฉพาะด้าน ที่สามารถลงลึกในรายละเอียด และร่วมกันปลดล็อกคอขวดเชิงลึกได้จริง ในขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนต้องวางอยู่บนหลัก “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ” หรือการที่ผู้กำหนดนโยบาย เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ใช้งานจริงเข้ามาร่วมออกแบบนโยบายและทดสอบผลิตภัณฑ์ในพื้นที่นำร่องตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เข้าใจปัญหาหน้างานและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ยังคงรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจ เพื่อให้การสนับสนุนของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

“ตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราดึงต่างชาติมาตั้งโรงงานได้มูลค่าเท่าไร หรือเราสามารถเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนของใครได้บ้าง แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถขับเคลื่อนผลิตภาพของประเทศ ผ่านการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นหัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองได้หรือไม่ หากเราไม่มียุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนกลายเป็นผู้นำในระดับสากล ผลิตภาพของไทยก็จะติดเพดาน และทำให้เราต้องติดอยู่ในวังวนของกับดักรายได้ปานกลางอย่างไม่อาจหลุดพ้นได้จริง” ดร.นพรุจกล่าว

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด