ลองจิตนาการ หากคุณเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยความตั้งใจให้ทุกขั้นตอนสอดคล้องกับที่กฎหมายกำหนด แต่ในทุกขั้นตอนกลับต้องเริ่มอธิบาย เริ่มยื่นเอกสารใหม่ทุกครั้งเมื่อขอรับบริการ หรือหากต้องการความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนก็ต้องค้นหาแหล่งเงินทุนจากโครงการจำนวนมากด้วยตนเอง สถานการณ์แบบนี้คือสิ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพของ “ระบบนิเวศ” สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก”
ในบทความเรื่อง “ระบบนิเวศ SME: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากมาตรการส่งเสริม สู่แนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อม SME ที่ยั่งยืน” เราได้ชวนมองว่า SME ไม่ได้เติบโตจากความสามารถของเจ้าของกิจการเพียงลำพัง แต่เติบโตอยู่ท่ามกลางกฎระเบียบ แหล่งเงินทุน ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และเครือข่ายของผู้เล่นจำนวนมาก ดังนั้นการส่งเสริม SME จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การช่วยธุรกิจเป็นครั้งคราว หากต้องทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ประกอบการเอื้อต่อการเริ่มต้น ปรับตัว เติบโต และฟื้นตัวเมื่อเผชิญปัญหา
คำถามที่ตามมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสภาพแวดล้อมดังกล่าวทำงานดีเพียงใด เพราะการนับจำนวนโครงการ จำนวนผู้เข้าอบรม หรือวงเงินที่ประกาศไว้ อาจบอกได้เพียงว่าหน่วยงานกำลัง “ทำอะไร” แต่ยังไม่บอกว่า SME รู้จักมาตรการหรือไม่ เข้าถึงได้จริงเพียงใด บริการครอบคลุมกิจการต่างขนาดและต่างพื้นที่หรือไม่ และความช่วยเหลือจากหน่วยงานหนึ่งเชื่อมต่อไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งได้หรือเปล่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ สสว. ในฐานะหน่วยงานกลางในการส่งเสริม SME จึงไม่ได้เป็นเพียง ผู้กำหนดทิศทางนโยบายและแผนการส่งเสริม SME เท่านั้น แต่ยังมีภารกิจในการติดตามและประเมินแผนการส่งเสริม SME ของประเทศด้วย ดังนั้น สสว. และTDRI จึงร่วมกันพัฒนาแนวทางพิจารณาระบบนิเวศของ SME เพื่อเปลี่ยนภาพที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นภาพรวมที่สามารถติดตามและเปรียบเทียบได้ตามช่วงเวลา
จากการนับโครงการ สู่การมองเส้นทางของผู้ประกอบการ
กรอบการพิจารณานี้ต่อยอดจากการทบทวนเครื่องมือสากล ไม่ว่าจะเป็น SME Policy Index, SME Competitiveness Index Global Entrepreneurship Monitor และ Ease of Doing Business แล้วปรับให้เหมาะกับบริบทไทย โดยแนวคิดสำคัญคือการไม่ตัดสินความสำเร็จจากผลทางเศรษฐกิจปลายทางเพียงอย่างเดียว เพราะยอดขาย การจ้างงาน หรือการอยู่รอดของกิจการได้รับอิทธิพลจากเศรษฐกิจมหภาค การแข่งขัน และความพร้อมเดิมของผู้ประกอบการด้วย การพิจารณาจึงต้องมองทั้ง “สภาพแวดล้อมและกระบวนการ” ที่ภาครัฐและผู้เล่นในระบบจัดให้ และ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นกับกิจการ
ผลจากการพัฒนากรอบดังกล่าวนำไปสู่การประเมินระบบนิเวศ SME ใน 5 มิติหลัก โดยสี่มิติแรกเป็นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ส่วนมิติที่ห้าเป็นโจทย์เมกะเทรนด์ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการแข่งขัน การแบ่งเป็นห้ามิติไม่ได้หมายความว่าธุรกิจหนึ่งจะเผชิญแต่ละเรื่องแยกจากกัน ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการรายเดียวอาจต้องใช้บริการภาครัฐ ขอเงินทุน ยกระดับเทคโนโลยี หาตลาดใหม่ และปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน การแบ่งมิติเป็นเพียงตัวช่วยวินิจฉัยว่า “จุดใด” และ “รอยต่อใด” ที่ยังทำให้ผู้ประกอบการสะดุด
มิติแรกคือ การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การติดต่อภาครัฐ การจดทะเบียน ภาษีและสิทธิประโยชน์ ไปจนถึงการเลิกกิจการและกระบวนการล้มละลาย ความสำคัญของมิตินี้อยู่ที่ต้นทุนของการทำธุรกรรม ผู้ประกอบการรายเล็กมักไม่มีฝ่ายกฎหมาย บัญชี หรือธุรการขนาดใหญ่ ทุกชั่วโมงที่ใช้ค้นหาข้อมูล จัดเอกสารซ้ำ หรือติดตามสถานะ จึงเป็นต้นทุนที่ดึงเวลาออกจากการพัฒนาสินค้าและการหาลูกค้า ระบบที่ดีไม่ควรสะดวกเฉพาะวันที่เริ่มธุรกิจ แต่ต้องรองรับทั้งวงจรชีวิตของกิจการ
มิติที่สองคือ การเข้าถึงเงินทุน ซึ่งมองกว้างกว่าสินเชื่อธนาคาร โดยรวมตลาดเงิน ตลาดทุน การค้ำประกัน และกลไกแก้ไขหรือปรับโครงสร้างหนี้ เหตุที่ต้องมองครบวงจร เพราะความต้องการทางการเงินเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตของธุรกิจ กิจการเริ่มต้นอาจยังไม่มีหลักประกัน กิจการที่กำลังขยายตัวอาจต้องการทุนระยะยาว ส่วนกิจการที่ประสบปัญหาชั่วคราวอาจต้องการการช่วยเหลือก่อนกลายเป็นหนี้เสีย ความสำเร็จจึงไม่ใช่การมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากเท่านั้น แต่คือการพา SME ไปพบเครื่องมือที่เหมาะกับสถานการณ์ของตนได้ทันเวลา
มิติที่สามคือ การพัฒนาศักยภาพธุรกิจ SME และเทคโนโลยี ครอบคลุมบริการพัฒนาธุรกิจ การพัฒนาทักษะ การเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตร การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา มิตินี้สำคัญเนื่องจากเงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ หากผู้ประกอบการไม่สามารถวินิจฉัยปัญหา เลือกเทคโนโลยี หรือแปลงองค์ความรู้ให้เป็นสินค้าบริการที่ขายได้ ระบบสนับสนุนจึงต้องเชื่อมการเรียนรู้กับการ
ลงมือใช้และผลของกิจการ มิใช่สิ้นสุดเมื่อจบหลักสูตรหรือส่งมอบต้นแบบ
มิติที่สี่คือ การขยายตลาดสู่สากล ตั้งแต่ข้อมูลการค้า พิธีการส่งออก การจับคู่และเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงมาตรฐานสินค้าและบริการ การมีข้อมูลตลาดไม่ได้แปลว่าผู้ประกอบการจะได้คำสั่งซื้อ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าก็ไม่ได้รับประกันว่าจะเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทขนาดใหญ่ มิตินี้จึงวัดทั้งการเตรียมความพร้อม กระบวนการที่ผู้ส่งออกรายใหม่ต้องเผชิญ และรอยต่อจากกิจกรรมส่งเสริมไปสู่ธุรกรรมจริง
มิติสุดท้ายคือ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ครอบคลุมกฎระเบียบ มาตรฐานและมาตรการสนับสนุน ตลอดจนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เรื่องนี้ไม่ใช่ภาระส่วนเพิ่มที่แยกออกจากธุรกิจอีกต่อไป แต่เชื่อมกับต้นทุนพลังงาน ความต้องการของผู้ซื้อ เงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทาน การเข้าถึงแหล่งทุน และกติกาการค้าระหว่างประเทศ SME จึงต้องรู้ว่าตนอยู่ตรงไหน ควรเริ่มปรับอะไร ใช้มาตรฐานใด และจะหาเงินลงทุนจากที่ใด
เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งห้ามิติเปรียบเสมือนเส้นทางหนึ่งเดียว ตั้งแต่การเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การหาเงินทุน การเพิ่มความสามารถ การเข้าถึงตลาด และการปรับตัวต่อกติกาใหม่ เครื่องมือประเมินจึงมีคุณค่าไม่ใช่เพราะทำให้ทุกเรื่องย่อเหลือเป็นตัวเลขเดียว แต่เพราะช่วยมองเห็นความไม่สมดุลและจุดขาดช่วงที่ซ่อนอยู่หลังโครงการจำนวนมาก
มิติที่ 1 การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ: มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ แต่ขาดการสนับสนุนตลอดวงจรธุรกิจ
ข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดของมิติการอำนวยความสะดวกคือ ประเทศไทยมีความพร้อมไม่เท่ากันในแต่ละช่วงชีวิตของกิจการ ระบบในช่วง “ติดต่อรัฐและเริ่มต้นธุรกิจ” พัฒนาไปไกลกว่าระบบในช่วง “จัดการภาษีและออกจากตลาด” อย่างเห็นได้ชัด ภาพนี้บอกเราว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยไม่มีบริการดิจิทัลเลย แต่อยู่ที่บริการดิจิทัลดังกล่าวกลับเติบโตเป็นจุด ๆ โดยยังไม่เชื่อมต่อกันทั้งหมดในมุมมองของผู้ประกอบการ
จุดเด่นสำคัญของมิตินี้คือการมีช่องทางอำนวยความสะดวกอย่าง Biz Portal ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางกลางสำหรับบริการภาครัฐ และ SME One ID ซึ่งวางรากฐานการยืนยันตัวตนและเชื่อมข้อมูลของ SME ระหว่างระบบ นอกจากนี้ การจดทะเบียนนิติบุคคลมีช่องทางออนไลน์ มีข้อมูลขั้นตอนและค่าใช้จ่าย มีเครือข่ายสำนักงานบัญชีช่วยจัดเตรียมข้อมูล และมีฐานข้อมูลติดตามกิจการจดทะเบียนใหม่ องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้จริง และแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศของไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
อย่างไรก็ตาม การมีช่องทางยังต้องมาพร้อมกับความต่อเนื่องในการให้บริการ ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจจากหลายแหล่ง รวมไปถึงการส่งข้อมูลจากหน่วยงานหนึ่งไปสู่อีกหน่วยงานหนึ่งที่ยังคงเป็นความท้าทายในปัจจุบัน เป็นผลให้เอกสารพื้นฐานที่หน่วยงานควรมีอยู่แล้วอาจต้องยื่นซ้ำเมื่อขอรับบริการใหม่ ขณะที่มาตรฐานระยะเวลาตอบสนองของแต่ละบริการยังคงมีความแตกต่าง ซึ่งเหล่านี้คือตัวอย่างความต่างระหว่างการมี One Stop Portal กับการได้รับ One Stop Experience ในมุมของผู้ประกอบการที่เข้ามารับบริการ
ความไม่ต่อเนื่องยิ่งชัดเมื่อกิจการก้าวไปสู่เรื่องภาษี ระบบและมาตรการบางส่วนออกแบบโดยเน้น SME ที่เป็นนิติบุคคล ทำให้กิจการบุคคลธรรมดา วิสาหกิจชุมชน หรือธุรกิจที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจในระบบอาจใช้ประโยชน์ได้ไม่เท่ากัน รวมถึงช่องทางให้คำปรึกษายังคงกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระบบภาษีดิจิทัลที่ยังคงเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ภาพนี้สะท้อนข้อจำกัดสำคัญของนโยบายที่จัดบริการตามประเภทหน่วยงาน มากกว่าจัดตามความต้องการที่ผู้ประกอบการกำลังพยายามแก้
ปลายอีกด้านของวงจรที่ลืมไม่ได้ คือการเลิกกิจการและการฟื้นฟูเมื่อธุรกิจไปต่อไม่ได้ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบนิเวศมีการสนับสนุนน้อยที่สุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องประสานหลายหน่วยงาน เผชิญขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนที่คาดการณ์ได้ยาก ขณะที่ช่องทางออนไลน์ยังไม่ครอบคลุมกระบวนการทั้งหมด โดยปัญหานี้มีประเด็นพิจารณาที่มากกว่าความสะดวก เพราะการออกจากตลาดที่ยุ่งยากอาจทำให้ผู้ประกอบการชะลอการปิดกิจการอย่างเป็นทางการ สะสมภาระ และไม่สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้โดยง่าย ดังนั้นระบบนิเวศที่สนับสนุนการเกิดธุรกิจแต่ไม่รองรับการออกจากตลาด จึงเป็นระบบที่มองวงจรชีวิตเพียงครึ่งเดียว
การพิจารณาระบบนิเวศในมิติแรกจึงเผยรูปแบบสำคัญสามประการ ประการแรก รัฐไทยมี “โครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล” มากกว่า “ประสบการณ์บริการที่เชื่อมต่อกัน” ประการที่สอง ความสะดวกกระจุกอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากกว่าช่วงที่กิจการเผชิญภาระหรือปัญหา และประการที่สาม SME ที่ไม่ใช่นิติบุคคล อยู่ต่างพื้นที่ หรือมีทักษะดิจิทัลจำกัด มีโอกาสแบกรับต้นทุนการค้นหาและประสานงานสูงกว่ากลุ่มที่พร้อมอยู่แล้ว ข้อค้นพบเหล่านี้ทำให้คำถามเรื่องการอำนวยความสะดวกเปลี่ยนจาก “การมีเว็บไซต์ให้บริการหรือไม่” เป็น “ผู้ประกอบการหนึ่งรายเดินผ่านทุกขั้นตอนได้ต่อเนื่องแค่ไหน”
มิติที่ 2 การเข้าถึงเงินทุน: เครื่องมือทางการเงินหลากหลาย แต่ความท้าทายอยู่ที่การบูรณาการ
ผลการประเมินด้านเงินทุนให้ภาพที่แตกต่างจากมิติแรก ประเทศไทยมีโครงสร้างและเครื่องมือรองรับ SME ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่สินเชื่อในระบบธนาคาร ช่องทางตลาดทุนอย่าง MAI และ LiVEx การระดมทุนแบบ Crowdfunding การค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. ไปจนถึงกรอบ Responsible Lending และมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบไม่ได้ขาด “ชิ้นส่วน” ทางการเงิน และมีหน่วยงานเฉพาะทางรับผิดชอบแต่ละช่วงค่อนข้างชัด
จุดแข็งที่เห็นได้ชัดคือกลไกค้ำประกัน ซึ่งช่วย SME ที่มีศักยภาพแต่มีหลักประกันไม่เพียงพอ ระบบนี้เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินในระดับปฏิบัติการ มีการพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงและเริ่มใช้ข้อมูลทางเลือกมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ตลาดทุนก็มีช่องทางที่ปรับให้เหมาะกับกิจการขนาดเล็กลง พร้อมระบบเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ ขณะที่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ครอบคลุมทั้งการช่วยก่อนและหลังเข้าสู่ภาวะหนี้เสีย ฐานเหล่านี้ทำให้ SME มีทางเลือกมากกว่าการกู้แบบมีหลักประกันเพียงรูปแบบเดียว
แต่เมื่อมองจากผู้ประกอบการ ช่องว่างกลับปรากฏอยู่ระหว่างเครื่องมือแต่ละชิ้น อาทิ การขอสินเชื่อยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานระยะเวลาพิจารณาร่วมกันซึ่งทำให้กรอบระยะเวลามีความแตกต่างกันในแต่ละธนาคาร ผู้ประกอบการจึงคาดการณ์ได้ยากว่าจะได้รับคำตอบเมื่อใดและควรหันไปใช้ทางเลือกใดต่อ การระดมทุนผ่านตลาดทุนยังเข้าถึงได้จริงในวงจำกัด เฉพาะกิจการที่มีความพร้อมด้านบัญชี การกำกับดูแล และเครือข่าย ขณะที่ Crowdfunding ยังไม่เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย ซึ่งสะท้อนว่าการมีช่องทางจึงยังห่างจากการทำให้ SME ระดมทุนสำเร็จ
ข้อจำกัดคล้ายกันเกิดในช่วงที่ธุรกิจเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง แม้มีกลไกช่วยเหลือหลายรูปแบบ แต่เงื่อนไขด้านประเภทลูกหนี้ หลักประกัน มูลค่าหนี้ หรือช่วงเวลาค้างชำระ ทำให้บางกิจการเข้าไม่ถึงมาตรการที่ตรงกับตน ที่สำคัญ ข้อมูลของ SME ในด้านเงินทุน การค้ำประกัน และสถานะหนี้ยังไม่มีการบูรณาการกันเพื่อจัดทำเป็นสัญญาณเตือนที่ช่วยค้นหากิจการเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ระบบจึงมีแนวโน้มรอให้ผู้ประกอบการมาขอความช่วยเหลือเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว มากกว่ามองเห็นและส่งต่อความช่วยเหลือก่อนกิจการเข้าสู่ภาวะหนี้เสีย
ข้อพิจารณาในมิติด้านเงินทุนจึงเผยความย้อนแย้งที่น่าสนใจ จากการที่ระบบนิเวศมีเครื่องมือรองรับทั้งการเริ่มต้น การขยายตัว และการฟื้นฟู แต่ข้อมูลและเส้นทางการใช้เครื่องมือยังแยกเป็นส่วน ๆ ผู้ประกอบการต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานระบบด้วยตนเอง ต้องค้นหา เปรียบเทียบ เตรียมข้อมูลใหม่ และตัดสินใจท่ามกลางเงื่อนไขที่ต่างกัน ขณะเดียวกัน หน่วยงานก็ยังมองเห็นเพียงช่วงที่ตนรับผิดชอบ มากกว่ามองเห็นว่ากิจการรายเดิมเคยได้รับการสนับสนุนอะไร กำลังติดขัดตรงไหน และควรไปต่อด้วยเครื่องมือใด
จากสองมิติแรก เราเห็น “ระบบนิเวศ” หรือยังเห็นเพียง “มาตรการ” ที่กระจายตัว ?
เมื่อวางผลสองมิติข้างกัน รูปแบบร่วมที่เด่นชัดคือ ประเทศไทยมีการลงทุนสร้างช่องทาง เครื่องมือ และโครงการไว้ไม่น้อย จุดอ่อนหลักจึงไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่คือรอยต่อระหว่างสิ่งที่มีอยู่ ในมิติแรก ผู้ประกอบการเดินจากบริการภาครัฐหนึ่งไปอีกบริการหนึ่งไม่ราบรื่น ในมิติที่สอง ผู้ประกอบการเดินจากสินเชื่อไปสู่การค้ำประกัน ตลาดทุน หรือการช่วยเหลือด้านหนี้ได้ไม่ต่อเนื่อง ทั้งสองกรณีต่างสะท้อนว่าโครงสร้างของรัฐยังจัดตามภารกิจหน่วยงาน มากกว่าจัดตามเส้นทางของกิจการ
ข้อค้นพบนี้ยังเตือนว่า การพิจารณาเรื่องของระบบนิเวศไม่ควรถูกมองเป็นการจัดอันดับว่าเรื่องใด “ดี” หรือ “แย่” แบบตายตัว แต่ควรพิจารณาเพื่อมองหาความไม่สมดุล เช่น ฐานข้อมูลและบริการดิจิทัลที่มีอยู่เป็นทุนสำคัญ ขณะที่ช่องว่างด้านการเข้าถึง ความครอบคลุม การเชื่อมโยง และการติดตามผล คือจุดที่อธิบายว่าทำไมการมีมาตรการจำนวนมากยังไม่กลายเป็นประสบการณ์ที่ง่ายสำหรับ SME ทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจที่สะดวกและมีเงินทุนยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดย SME จะเติบโตได้จริงก็ต่อเมื่อสามารถเพิ่มทักษะ ใช้เทคโนโลยี เปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นมูลค่า เข้าถึงตลาดใหม่ และปรับตัวต่อกติกาด้านสิ่งแวดล้อม บทความถัดไปจึงจะพาไปสำรวจอีกสามมิติที่เหลือ และตอบคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า เมื่อไทยมีโครงการพัฒนา SME อยู่แทบทุกด้านแล้ว เหตุใดระบบจึงยังไม่สามารถพาผู้ประกอบการเดินจาก “การเข้าร่วมกิจกรรม” ไปสู่ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” ได้อย่างต่อเนื่อง
บทความโดย ชาคร เลิศนิทัศน์ และคณะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)














