tdri logo
tdri logo
27 สิงหาคม 2026
Read in 5 Minutes

Views

จาก “มีโครงการ” สู่ “เห็นผลลัพธ์”: ต่อชิ้นส่วนระบบนิเวศ SME ไทยให้เป็นเส้นทางเดียวกัน

จากบทความ วัด “ระบบนิเวศ SME” อย่างไร เมื่อการมีมาตรการยังไม่เท่ากับการเติบโตของผู้ประกอบการ ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศ SME ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมืออยู่หลายส่วนแล้ว ทั้งบริการภาครัฐดิจิทัล ช่องทางจดทะเบียน สินเชื่อ ตลาดทุน การค้ำประกัน และมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ความช่วยเหลือยังขาดความต่อเนื่องตลอดเส้นทางของกิจการ ข้อค้นพบจากอีกสามมิติจะยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดเจนขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพ การขยายตลาดสู่สากล หรือการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดซ้ำไม่ใช่การไม่มีโครงการ หากเป็นการที่โครงการยังไม่เชื่อมกันและไม่สามารถติดตามผู้ประกอบการไปถึงผลลัพธ์ปลายทาง

มิติที่ 3 การพัฒนาศักยภาพธุรกิจ SME และเทคโนโลยี: จากบริการที่คลอบคลุม สู่โจทย์การมองเห็นผลลัพธ์ของ SME

ด้านการพัฒนาศักยภาพธุรกิจและเทคโนโลยี ประเทศไทยมีหน่วยงานและเครื่องมือค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Business Development Service หรือ BDS ที่เชื่อมผู้ประกอบการกับผู้ให้บริการจำนวนมาก พร้อมกลไกช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย SME Academy 365 เพิ่มช่องทางพัฒนาทักษะ ขณะที่ depa, สวทช., NIA มหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ สนับสนุนตั้งแต่การใช้ดิจิทัล การแก้ปัญหาทางเทคนิค การจับคู่เทคโนโลยี ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา

จุดแข็งของระบบจึงอยู่ที่ “การมีทางเลือก” ทั้งคำปรึกษา หลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทุนสนับสนุน ภาครัฐเริ่มทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาดผู้ให้บริการ แทนการให้บริการทั้งหมดด้วยตนเอง  ขณะที่ SME One ID และแพลตฟอร์มกลางวางฐานสำหรับการเชื่อมประวัติการรับบริการในอนาคต

อย่างไรก็ดี ความหลากหลายของผู้ให้บริการนำมาซึ่งคำถามเรื่องคุณภาพและความเหมาะสม บริการแบบใดเหมาะกับ SME กลุ่มใด ผู้ให้บริการรายใดช่วยให้กิจการแก้ปัญหาได้จริง และการอุดหนุนค่าใช้จ่ายนำไปสู่ยอดขาย ผลิตภาพ หรือการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปัจจุบันข้อมูลส่วนใหญ่ยังตอบได้ไม่ได้ว่าใครเข้าร่วม ใช้บริการอะไร หรือจบหลักสูตรใดไปแล้วบ้าง และยังตอบได้จำกัดว่าผู้ประกอบการนำความรู้ไปใช้อย่างไรและผลของกิจการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ช่องว่างนี้ปรากฏชัดในเรื่องทักษะ จากการที่ประเทศไทยมีหลักสูตรและการรับรองมาตรฐานอยู่มาก แต่ในแง่ความต้องการทักษะของผู้ประกอบการกลับแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม ขนาดกิจการ และระดับความพร้อม เช่น ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยอาจต้องเริ่มจากการจัดการข้อมูลลูกค้า ขณะที่โรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานอาจต้องการทักษะอัตโนมัติ หรือการคำนวณคาร์บอน การเสนอหลักสูตรเดียวให้คนจำนวนมากจึงไม่เท่ากับการแก้ช่องว่างทักษะของกิจการ และใบรับรองหลังอบรมก็ยังไม่ยืนยันว่าทักษะถูกนำไปใช้จริง

ในเรื่องการเชื่อมโยงธุรกิจและเทคโนโลยี ไทยมีกลไกจับคู่ ผู้เชี่ยวชาญ และโครงการพัฒนาร่วมที่ช่วยลดต้นทุนการค้นหาพันธมิตร นี่เป็นฐานสำคัญ เพราะ SME มักไม่มีฝ่ายวิจัยหรือเครือข่ายกว้างพอที่จะค้นหาเทคโนโลยีด้วยตนเอง แต่การติดตามมักจบเมื่อกิจกรรมจับคู่หรือโครงการสิ้นสุด จึงยังไม่เห็นเส้นทางจากการพบกัน ไปสู่การทดลองใช้ การทำสัญญา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และรายได้ที่เกิดขึ้น ความสำเร็จจึงถูกนับจากจำนวนคู่หรือจำนวนกิจกรรม มากกว่าคุณภาพและมูลค่าของความร่วมมือ

รูปแบบเดียวกันเกิดในนโยบายดิจิทัลและนวัตกรรม จากการที่ประเทศไทยมีแผนและมาตรการสนับสนุน แต่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นเส้นทางที่แตกต่างตามระดับความพร้อมอย่างชัดเจน กิจการอาจได้รับซอฟต์แวร์หนึ่งชิ้นหรือเข้าร่วมโครงการหนึ่งครั้ง โดยไม่รู้ว่าควรพัฒนาความสามารถลำดับถัดไปอย่างไร ด้าน R&D ระบบมีทั้งทุน หน่วยวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทว่ายังมีรอยต่อระหว่าง “ต้นแบบ” กับ “ตลาด” ส่งผลให้งานวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์หรือสิทธิบัตรที่ได้รับจึงอาจยังไม่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ การผลิตในระดับขยายผล หรือรายได้ของ SME

ข้อค้นพบสำคัญของมิติที่สามจึงไม่ใช่ไทยขาดบริการพัฒนาธุรกิจ แต่ไทยยังขาดวงจรที่นำผลหลังรับบริการกลับมาเรียนรู้และปรับระบบ เมื่อข้อมูล BDS การอบรม เทคโนโลยี และ R&D กระจายตามโครงการ ภาครัฐย่อมมองไม่เห็นว่ากิจการรายเดียวกันพัฒนาจากจุดใดไปถึงจุดใด และไม่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างน่าเชื่อถือว่าความช่วยเหลือแบบใดได้ผลกับใคร ระบบที่ดูมีโครงการจำนวนมากจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ตลาดกิจกรรม” มากกว่า “เส้นทางเพิ่มผลิตภาพ” ในระยะยาว

มิติที่ 4 การขยายตลาดสู่สากล: จาก ‘โอกาส’ สู่ ‘ธุรกรรม’ รอยต่อสำคัญของ SME ไทยสู่ตลาดโลก

ในด้านการขยายตลาดสู่สากล ประเทศไทยมีฐานข้อมูลการค้า โครงการงานแสดงสินค้า ช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และโครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการอยู่หลายส่วน หน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่ค่อนข้างชัดในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ให้ข้อมูลตลาด เตรียมผู้ประกอบการ อบรมพิธีการศุลกากร เชื่อมผู้ซื้อ ไปจนถึงสนับสนุนการรับรองมาตรฐาน ภาพรวมจึงเป็นระบบที่มีพื้นฐาน และยังเป็นระบบที่มีจุดให้บริการจำนวนมากด้วยเช่นเดียวกัน

จุดแข็งที่เด่นคือข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและโครงการมาตรฐาน ผู้ประกอบการสามารถค้นหาข้อมูลตลาด กติกา และโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น ขณะที่มาตรฐานในประเทศและมาตรฐานสากลมีหน่วยงานและโปรแกรมสนับสนุนค่อนข้างหลากหลาย สำหรับ SME ที่รู้ว่าตนต้องการตลาดใดและขาดมาตรฐานอะไร อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกรายใหม่มักไม่ได้เริ่มจากคำถามที่ชัดเช่นนั้น เขาอาจไม่รู้ว่าตลาดใดเหมาะ สินค้าต้องผ่านข้อกำหนดอะไร ต้องใช้เงินทุนเท่าไร หรือควรเข้าหาผู้ซื้อผ่านช่องทางใด การมีฐานข้อมูลจึงไม่เพียงพอหากไม่เชื่อมต่อไปยังการวินิจฉัยความพร้อม คำปรึกษา เงินทุน มาตรฐาน โลจิสติกส์ และกิจกรรมตลาดที่เหมาะกับกิจการ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าหรือเปิดร้านบนแพลตฟอร์มระดับโลกก็เช่นกัน ช่องทางอาจเปิดกว้าง แต่ SME ที่ขาดทักษะด้านภาษา เนื้อหาการตลาด มาตรฐาน หรือระบบจัดส่ง จึงยังไม่สามารถเปลี่ยนการเข้าร่วมงานให้เป็นคำสั่งซื้อได้

รอยต่อที่เปราะบางที่สุดส่วนหนึ่งอยู่ในกระบวนการส่งออก ผู้ประกอบการต้องจัดการข้อมูล เอกสาร และข้อกำหนดจากหลายหน่วยงาน ต้นทุนและระยะเวลาจึงขึ้นกับประเภทสินค้า ประเทศปลายทาง และประสบการณ์ของผู้ส่งออก การอบรมทั่วไปช่วยเพิ่มความรู้ แต่ไม่สามารถทดแทนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือการให้ความช่วยเหลือเฉพาะกรณีได้ หากระบบยังขอข้อมูลซ้ำและผู้ประกอบการต้องประสานแต่ละส่วนด้วยตนเอง ภาระเหล่านี้จะตกหนักกับกิจการขนาดเล็กมากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่

การเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานก็มีปัญหาคล้ายกัน กิจกรรม Business Matching ที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขาย
พบกัน แต่การเป็นซัพพลายเออร์จริงต้องผ่านการประเมินศักยภาพ การปรับมาตรฐาน การทดลองผลิต
การจัดหาเงินทุน และการสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง หากติดตามเพียงจำนวนคู่ที่จับได้ ระบบจะไม่รู้ว่าคู่ใดเกิดคำสั่งซื้อ คู่ใดไม่สำเร็จ และอุปสรรคอยู่ที่ราคา คุณภาพ กำลังผลิต เทคโนโลยี หรือเงื่อนไขการชำระเงิน
การจับคู่จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ผลลัพธ์

ดังนั้นข้อค้นพบของมิติที่สี่จึงอยู่ที่ระยะห่างระหว่าง “โอกาส” กับ “ธุรกรรม” โดยระบบนิเวศปัจจุบันมีข้อมูล เวที และโครงการเตรียมความพร้อม แต่ยังไม่เห็นเส้นทางหรือ Journey ที่เชื่อมตั้งแต่การวินิจฉัย การเตรียมสินค้า พิธีการ การจับคู่ มาตรฐาน โลจิสติกส์ ไปจนถึงยอดขายและการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งข้อมูลหลังจบกิจกรรมยังไม่พอจะบอกว่ากลไกใดพาผู้ประกอบการไปถึงตลาดจริง และกลุ่มใดยังคงติดอยู่หน้าประตู

มิติที่ 5 สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน: ความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเพิ่ม แต่การเปลี่ยนผ่านยังเป็นโจทย์ที่ SME ต้องประกอบเอง

สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสมัครใจไปเป็นเงื่อนไขการแข่งขัน ผู้ซื้อรายใหญ่ต้องการข้อมูลคาร์บอน สถาบันการเงินเริ่มพิจารณาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และกติกาการค้ากำหนดมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งการพิจารณาพบว่าประเทศไทยมีเครื่องมือในระดับสากลอยู่ไม่น้อย ทั้งมาตรฐาน ISO 14001 การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โครงการลดก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด การอบรมด้าน ESG โครงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสินเชื่อเพื่อการลงทุนสีเขียว

ด้านที่มีฐานเด่นคือมาตรการและโครงการพัฒนาธุรกิจสีเขียว SME สามารถเริ่มต้นจากการอบรม การประเมินตนเอง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือการเข้าสู่ระบบรับรองต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังตามไม่ทันคือการ
ทำให้ข้อกำหนดเข้าใจง่ายและเหมาะกับความหลากหลายของ SME กฎระเบียบกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ภาษาและขั้นตอนซับซ้อน และภาระยังไม่ได้จำแนกชัดตามขนาด ประเภทธุรกิจ และระดับความเสี่ยง กิจการขนาดเล็กอาจไม่รู้ว่าตนอยู่ภายใต้ข้อกำหนดใด ต้องเริ่มจากเอกสารหรือมาตรฐานไหน และใครเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน เสียงของ SME ในกระบวนการออกแบบหรือทบทวนกฎระเบียบยังมีพื้นที่จำกัด ซึ่งสะท้อนว่าความตั้งใจของผู้ประกอบการจึงอยู่คนละด้านกับความเป็นมิตรของระบบ

ช่องว่างอีกด้านหนึ่งคือการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน แม้มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียวและดอกเบี้ยพิเศษ แต่ SME ต้องนำเสนอความต้องการของตนให้สอดคล้องกับ “โครงการลงทุนที่ธนาคารพิจารณาได้” ซึ่งต้องประเมินต้นทุน ผลประหยัด ผลด้านสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการชำระหนี้ โดยผู้ประกอบการจำนวนมากไม่มีทีมเทคนิคหรือการเงินที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้เอง ดังนั้นการมีเงินกู้จึงไม่เพียงพอหากไม่มีที่ปรึกษาช่วยออกแบบโครงการ เตรียมข้อมูล และคำนวณความคุ้มค่า

มิติที่ห้าจึงเผยช่องว่างระหว่าง “การมีมาตรการสีเขียว” กับ “การเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ” โดยปัจจุบัน SME ต้องเริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจกฎ ประเมินสถานะ วางแผนลงทุน หาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญ ขอรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงขอสินเชื่อ ในขณะที่แต่ละขั้นตอนมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคนละส่วน เมื่อไม่มีหน่วยงานใดมองเห็นกิจการรายเดียวกันตลอดเส้นทาง การเข้าร่วมอบรมหรือได้รับสินเชื่อในช่วงเวลาหนึ่ง จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าธุรกิจลดต้นทุน พลังงาน ของเสีย หรือก๊าซเรือนกระจกได้จริงหรือไม่

ช่องว่างร่วมของทั้งระบบ: ไม่ได้ขาดชิ้นส่วน แต่ขาดกลไกที่ทำให้ชิ้นส่วนทำงานต่อกัน

เมื่อนำผลทั้งห้ามิติมาวางร่วมกัน พบช่องว่างร่วมกันสามเรื่อง เรื่องแรกคือ การเข้าถึงและเส้นทางพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซึ่ง SME อาจรู้ว่ามีบริการ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มที่ใดและไปต่ออย่างไร โดยเฉพาะ Micro SME กิจการในภูมิภาค และกิจการที่ไม่มีบุคลากรเฉพาะทาง เรื่องที่สองคือ การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน ข้อมูลที่มีอยู่ยังใช้ซ้ำและประกอบกันได้จำกัด ผู้ประกอบการจึงยื่นหลักฐานเดิมหลายครั้ง ขณะที่รัฐไม่เห็นว่ากิจการรายเดียวกันได้รับความช่วยเหลือซ้ำ ขาดช่วง หรือหลุดจากระบบตรงไหน เรื่องที่สามคือ การติดตามผลและการเรียนรู้เชิงนโยบาย การนับผู้เข้าอบรม คู่ธุรกิจ ต้นแบบ ใบรับรอง หรือผู้ได้รับสินเชื่อ บอกผลผลิตของโครงการ แต่ยังไม่บอกผลต่อผลิตภาพ รายได้ ตลาด หรือสิ่งแวดล้อม จึงยากจะแยกว่ามาตรการใดสร้างการเปลี่ยนแปลงและเหมาะกับ SME กลุ่มใด

การปิดช่องว่างจึงไม่ควรเริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ทุกครั้ง แต่ควรวางโครงสร้างร่วมสามชั้น ชั้นแรกคือใช้ SME One ID เป็นรหัสกลางหรือ Single ID เชื่อมข้อมูลพื้นฐาน สถานะ สิทธิ และประวัติการรับบริการ โดยไม่แทนที่อำนาจของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง เมื่อผู้ประกอบการยินยอม ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้วควรถูกใช้ซ้ำเพื่อลดเอกสาร ตรวจคุณสมบัติเบื้องต้น และพาไปยังบริการถัดไป ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม

ชั้นที่สองคือพัฒนา SME Tracking และ SME Journey ให้มองเห็นตั้งแต่ความต้องการ การได้รับความช่วยเหลือ การนำไปใช้ จนถึงผลของกิจการ โดยใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นเพื่อระบุจุดขาดช่วงและบริการลำดับถัดไป การช่วยเหลือแบบ Tailor Made จึงหมายถึงการใช้ความพร้อมและประวัติเดิมประกอบคำแนะนำ มิใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกกิจการ

ชั้นที่สามคือยกระดับบทบาทของ สสว. เป็น Ecosystem Coordinator เพราะเครื่องมือสำคัญกระจายอยู่กับหน่วยงานด้านทะเบียน ภาษี การเงิน ศุลกากร มาตรฐาน และสิ่งแวดล้อม บทบาทผู้ประสานไม่ใช่ดึงอำนาจมารวมไว้ที่เดียว แต่คือกำหนดกติกาข้อมูล เป้าหมายผลลัพธ์ร่วม มาตรฐานการส่งต่อ และวงจรตอบกลับระหว่างหน่วยงาน

หัวใจของบทบาทนี้คือ Referral System ที่ไม่จบเพียงการให้เบอร์โทรศัพท์หรือส่งลิงก์ ผู้ส่งและผู้รับควรรู้เหตุผลในการส่งต่อ ข้อมูลที่จำเป็น สถานะการรับเรื่อง และผลที่เกิดขึ้น เพื่อให้ SME ไม่ต้องเริ่มอธิบายใหม่และไม่หลุดหายระหว่างหน่วยงาน ข้อมูลจากการส่งต่อยังช่วยชี้ให้เห็นบริการที่ซ้ำกัน จุดที่ไม่มีเจ้าภาพ และกลุ่มผู้ประกอบการที่ระบบยังเข้าไม่ถึง

ระบบนิเวศที่ดี ต้องพา SME ไปได้ไกลกว่าประตูโครงการ

ผลการพิจารณาในทั้งห้ามิติให้ข้อสรุปที่ทั้งน่ากังวลและมีความหวังไปพร้อมกัน จากการที่มาตรการจำนวนมากยังยืนยันผลต่อกิจการไม่ได้ต่อเนื่อง และผู้ประกอบการรายเล็กยังต้องประกอบระบบด้วยตนเอง ในขณะที่ระบบนิเวศของไทยเองไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีบริการดิจิทัล ฐานข้อมูล เครื่องมือทางการเงิน เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ระบบตลาด และมาตรการสีเขียวที่นำมาต่อกันได้

โจทย์ระยะต่อไปจึงไม่ใช่ถามเพียงว่าจะเปิดโครงการอะไรเพิ่ม แต่ควรถามว่า SME กลุ่มใดกำลังติดอยู่ตรงไหน ใครควรรับช่วงต่อ ข้อมูลใดควรเดินทางไปพร้อมผู้ประกอบการ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าความช่วยเหลือนั้นสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนจากการบริหาร “โครงการ” ไปสู่การบริหาร “เส้นทางของกิจการ” คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้คำว่าระบบนิเวศมีความหมายมากกว่าการรวมรายชื่อหน่วยงานและมาตรการไว้ด้วยกัน

ท้ายที่สุด ระบบนิเวศ SME ที่ดีไม่ใช่ระบบที่ผู้ประกอบการต้องรู้จักทุกหน่วยงาน แต่เป็นระบบที่เข้าใจความต้องการของผู้ประกอบการ เชื่อมเขาไปยังความช่วยเหลือที่เหมาะสม และเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้น เพื่อนำกลับมาปรับบริการครั้งต่อไป หากทำได้ การส่งเสริม SME จะไม่สิ้นสุดเมื่อผู้ประกอบการก้าวผ่านประตูโครงการ แต่จะเดินเคียงข้างกิจการไปจนถึงวันที่ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน ตลาด และความยั่งยืน กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันที่เกิดขึ้นจริง

บทความโดย ชาคร เลิศนิทัศน์ และคณะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

นักวิจัย

ชาคร เลิศนิทัศน์
นักวิจัยอาวุโส

แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

ดูทั้งหมด