4 หน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม จัดสัมมนา “ขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทย: เครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ ยาและวัคซีน ภายใต้โปรแกรมมุ่งเป้า” แก้ปัญหานำเข้าสูง ทะลุ 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางสุขภาพคนไทยหากเกิดวิกฤต ตั้งเป้าใช้ของไทยทดแทน 1,500 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าระบบติดตาม-ประเมินผลแบบเรียลไทม์ ทีดีอาร์ไอแนะ 4 ข้อเสนอเชิงนโยบายปลดล็อกข้อจำกัด
วันที่ 20 สิงหาคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (TILSNA) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จัดงานสัมมนา “ขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทย:เครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ ยาและวัคซีน ภายใต้โปรแกรมมุ่งเป้า” ที่โรงแรมสกาย วิว กรุงเทพฯ โดยมีดร.เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทีดีอาร์ไอ นำเสนอผลการพัฒนาระบบติดตามสินค้านวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือคนไทย
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ ยาและวัคซีน มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านสุขภาพและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ ในปี 2567 ประเทศไทยนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์รวมมูลค่าราว 6,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนว่าหากมีวิกฤตเกิดขึ้นจนไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ อาจกระทบต่อความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทย แต่ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งกรณีนี้ยังถือเป็นโอกาสของผู้ผลิตไทยที่จะสามารถผลิตสินค้านวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาทดแทนสินค้าที่ต้องนำเข้า
ด้วยเหตุผลดังกล่าวกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ได้กำหนดเป้าหมายผลักดันให้ไทยผลิต จำหน่าย และทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ให้ได้มูลค่า 1,500 ล้านบาท รวมทั้งเพิ่มการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพของประชาชนไทย 8.5 ล้านคน ภายในเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งทีดีอาร์ไอได้ดำเนินการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่เน้นวัดผลลัพธ์ของโครงการ พร้อมฐานข้อมูลและหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถเกาะติดความก้าวหน้าและตรวจสอบผลลัพธ์จากข้อมูลจริง โดยระบบดังกล่าวจะนับเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดจากการสนับสนุนของโครงการโดยตรง ทำให้ข้อมูลในส่วนนี้มีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงบริหารและเชิงนโยบายได้
ทั้งนี้จากการศึกษาของคณะผู้วิจัย พบว่าในปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้านวัตกรรมการแพทย์เข้าร่วมโครงการแล้ว 46 โครงการ ครอบคลุมทั้งปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง และนวัตกรรมศักยภาพสูงอื่น ๆ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนแล้วกว่า 237 ล้านบาท โดยมีโครงการจำนวน 1 ใน 4 ของทั้งหมดมีความก้าวหน้าจนสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้แล้ว ทั้งอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบ AI ช่วยวินิจฉัยโรคจากภาพทางการแพทย์ วัคซีนและชีววัตถุ ชุดตรวจวินิจฉัยโรค และวัสดุทางการแพทย์ที่เดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ขณะที่บางรายการวางจำหน่ายทั่วไป และบางผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานสากลและเริ่มขยายตลาดไปต่างประเทศ
นวัตกรรมการแพทย์เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเหลื่อมล้ำเข้าถึงการรักษา
นอกเหนือจากมูลค่าทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและบริการสุขภาพ เช่น อุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลช่วยลดเวลาพักฟื้นและการใช้ห้องผ่าตัด ชุดตรวจที่พัฒนาในประเทศช่วยให้วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ขณะที่ AI ช่วยวินิจฉัยมีส่วนลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการระหว่างเมืองและชนบท คณะผู้วิจัยพบด้วยว่า ความสำเร็จของโครงการที่สามารถพัฒนาสู่การจำหน่ายได้จริงนั้น มีปัจจัยร่วม 3 ด้านที่สามารถนำไปเป็นโมเดลใช้ออกแบบการสนับสนุนโครงการอื่นต่อได้ ได้แก่ 1.เอกชนร่วมลงทุนและพัฒนา ทั้งการลงทุนโดยตรง การระดมทุน และการร่วมพัฒนาและทดลองใช้กับโรงพยาบาลเอกชน ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีฐานผู้ใช้และช่องทางเข้าสู่ตลาดเมื่อพร้อมจำหน่าย
2.ผู้ประกอบการมีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ เข้าใจต้นทุน การตั้งราคา และวางแผนเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ต้น รวมถึงมีแผนขยายตลาดต่างประเทศที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เนื่องจากตลาดในประเทศมีขนาดจำกัดและอาจไม่เพียงพอต่อการคืนทุนพัฒนาและรับรองมาตรฐาน และ 3.ภาครัฐให้การสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่การให้ทุนเพียงครั้งเดียว ซึ่งโครงการที่ประสบความสำเร็จมักได้รับการสนับสนุนนับตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การรับรองมาตรฐานสากล การเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ไปจนถึงการขยายตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเครื่องมือแพทย์ ยาและวัคซีนต้องผ่านการทดสอบทางคลินิกและการขึ้นทะเบียนซึ่งต้องใช้เวลา ดังนั้นการจะบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ภายในเดือนมีนาคม 2570 รวมถึงการดำเนินโปรแกรมมุ่งเป้าในระยะต่อไปนั้น ต้องอาศัยการปลดล็อกเงื่อนไขเชิงระบบในหลายด้านไปพร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันยังพบปัญหาหลายปัจจัย ทั้งจำนวนโครงการที่ใกล้ออกสู่ตลาดยังมีจำกัด งบประมาณรายปีที่ไม่เอื้อต่อการวิจัยต่อเนื่องหลายปีในทางปฏิบัติ การสนับสนุนที่ยังแยกส่วนระหว่างการให้ทุน การกำกับดูแล และการเข้าสู่ตลาด
ทีดีอาร์ไอ แนะปลดล็อกข้อจำกัด ชง 4 ข้อเสนอสู่เป้าหมาย
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ 1.กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนและวัดผลได้ พร้อมกลไกตัดสินใจไปต่อหรือยุติโครงการ (Go/No-Go) โดยกำหนดนิยามตัวชี้วัดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยงาน ทั้งนิยามรายได้ที่นับได้ วิธีคำนวณผลกระทบของโครงการ และหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการรายงาน พร้อมกำหนดเกณฑ์ประเมินผลของแต่ละงวดไว้ล่วงหน้า และผูกการเบิกจ่ายงวดถัดไปกับผลที่ตรวจสอบแล้ว เพื่อให้โครงการที่มีศักยภาพได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง ขณะที่โครงการที่ไม่ผ่านเกณฑ์ยุติการสนับสนุน
2.เพิ่มสัดส่วนโครงการที่พร้อมออกสู่ตลาด พร้อมทำให้การสนับสนุนแบบผูกพันข้ามปีเกิดขึ้นได้จริง โดยเน้นตอบโจทย์ที่ระบบสุขภาพต้องการ ขณะเดียวกันผลักดันโครงการที่มีระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (TRL) ในระดับสูงที่มีศักยภาพออกสู่ตลาด พร้อมเตรียมงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับโครงการที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องหลายปี
3.การสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจรที่เชื่อมการวิจัยพัฒนา การกำกับดูแล การจัดซื้อจัดจ้าง และตลาดเข้าด้วยกัน โดยดึงหน่วยกำกับดูแล ผู้ซื้อ และผู้ใช้เข้ามาร่วมออกแบบตั้งแต่ต้นน้ำ และ4 .กำหนดเจ้าภาพหลักที่มีบทบาทและความรับผิดชอบชัดเจนในการประสานงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมีตัวอย่างแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ เช่น ARPA-H ของสหรัฐอเมริกา NHIC ของสิงคโปร์ และ KHIDI/KMDF ของเกาหลีใต้
ทั้งนี้ในงานสัมมนายังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ปลดล็อกนวัตกรรมการแพทย์ไทย: ทำอย่างไรให้ขายได้จริงและเพิ่มการเข้าถึงผ่านโปรแกรมมุ่งเป้า?” โดยมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นประกอบด้วย นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คุณวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท BioNet Asia และดร.นริศรา มัณฑางกูร ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ขั้นสูง รักษาการรองผู้อำนวยการ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ ดำเนินการเสวนาโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน ทีดีอารไอ



















