
วันที่ 4 ก.ย. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดสัมมนาสาธารณะในหัวข้อ “TDRI Policy Network Series: เคลื่อนนโยบาย ‘สุขภาพไทย‘” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมแลกเปลี่ยนและสังเคราะห์องค์ความรู้สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงใน 3 ประเด็นนโยบายสาธารณสุขประกอบด้วย 1.การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทย 2.การพัฒนาความรอบรู้ทางการเงินด้านสุขภาพสำหรับประชาชน และ 3.การป้องกันการบำบัดทดแทนไตโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า (unplanned dialysis)

ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านสุขภาพอย่างมาก ทั้งการขยายหลักประกันสุขภาพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ และการสร้างบุคลากรสาธารณสุข ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เพิ่มทางเลือกในการรักษา แต่ก็มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ทรัพยากรของประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพ แต่คือการทำให้งบประมาณทุกบาท ทุกทรัพยากร และทุกองค์ความรู้ในระบบสุขภาพสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้มากขึ้น โดยทีดีอาร์ไอได้นำเสนอสามมุมมองสำคัญที่เชื่อมโยงกัน
หนึ่ง การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ (Health System Strengthening) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทย โดยโจทย์สำคัญคือการเชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัย การทดสอบ การรับรองมาตรฐาน การผลิต ไปจนถึงการจัดซื้อ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถผ่านมาตรฐาน ได้รับความเชื่อมั่น และถูกนำไปใช้จริง ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเสริมความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ
สอง การสร้างความยั่งยืนและความเป็นธรรมด้านการเงินการคลังสุขภาพ (Health Financing) ผ่านการพัฒนาความรอบรู้ทางการเงินด้านการรักษาพยาบาล แม้ประชาชนจะมีหลักประกันสุขภาพ แต่ยังจำเป็นต้องเข้าใจสิทธิ เปรียบเทียบทางเลือก และเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและใช้สิทธิได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถตัดสินใจโดยคำนึงถึงทั้งผลด้านสุขภาพและผลกระทบต่อการเงินของครอบครัว
สาม การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสุขภาพ (Health System Efficiency) ผ่านการลดการเริ่มต้นบำบัดทดแทนไตโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ซึ่งทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาเตรียมตัวน้อย บุคลากรต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน และระบบต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แนวทางสำคัญคือการคัดกรองและติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย เชื่อมโยงข้อมูลและระบบส่งต่อ และช่วยให้ผู้ป่วย ครอบครัว และทีมรักษาวางแผนร่วมกันล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม
ทั้งสามมุมมองสะท้อนโจทย์ร่วมกันในการปรับระบบสุขภาพไทยให้สามารถรับมือกับอนาคตได้ โดยนวัตกรรมช่วยเสริมความเข้มแข็งของระบบ ความรอบรู้ทางการเงินช่วยให้ประชาชนตัดสินใจและบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น ขณะที่การลดการบำบัดทดแทนไตโดยไม่ได้วางแผนช่วยให้ระบบใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นแก่ผู้ป่วย
“ทีดีอาร์ไอ“ขอค้นหาเพื่อนร่วมทาง ทั้งเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อนที่มีทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญที่เติมเต็มกัน และเพื่อนที่อาจมองปัญหาจากคนละมุม แต่พร้อมร่วมกันหาทางออก เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายไม่เกิดขึ้นจากข้อเสนอที่สมบูรณ์เพียงฉบับเดียว
แต่เกิดจากคนหลายฝ่ายที่เห็นคุณค่าของเป้าหมายร่วมกัน และพร้อมนำสิ่งที่แต่ละฝ่ายมีมาประกอบกัน ตั้งแต่ความรู้เชิงวิชาการ อำนาจหน้าที่ เครือข่าย ทรัพยากร ไปจนถึงประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติ มาร่วมคิดหาทางออกไปด้วยกัน เป็นพลังสรรสร้างการเปลี่ยนแปลง” ศ.ดร.วรวรรณกล่าว
ชี้ช่องว่าง “นวัตกรรมการแพทย์ไทย” จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ชง 4 ข้อเสนออุดช่องว่างในระบบ
ดร.เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทีดีอาร์ไอ นำเสนอผลการศึกษา “การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทย” โดยระบุว่า ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเฉลี่ยเพียง 2.4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และอันดับนวัตกรรมโลก (GII) ของไทยมีแนวโน้มลดลง นวัตกรรมการแพทย์เป็นหนึ่งในสาขาที่ไทยมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เพราะตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และความมั่นคงทางสุขภาพ ปัจจุบันผลงานในบัญชีนวัตกรรมไทยกว่า 55% อยู่ในหมวดการแพทย์ และไทยมีผู้ประกอบการที่เริ่มแข่งขันได้ในระดับสากล เช่น BioNetAsia, Perceptra, Meticuly และ Osseolab
อย่างไรก็ตาม แม้กองทุน ววน. จะจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 1.2 แสนล้านบาทในช่วงปี 2563–2569 แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเป็นโครงการขนาดเล็ก โดยทุนวิจัยด้านการแพทย์มีงบมัธยฐานเพียง 9 แสนบาทต่อโครงการ และกระจุกตัวอยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (TRL) ต่ำ ขณะที่การพางานวิจัยข้าม “หุบเหวมรณะ” ในระดับ TRL 4–7 ซึ่งเป็นจุดที่โครงการด้านการแพทย์ล้มเหลวมากที่สุด ต้องใช้เงินทุนสูงและต่อเนื่องหลายปีเพื่อนำต้นแบบไปสู่การทดสอบทางคลินิกและใช้งานจริง สวนทางกับระบบทุนภาครัฐที่ยังมักจัดสรรเป็นรายปี นอกจากนี้ โจทย์วิจัยจำนวนมากยังขับเคลื่อนจากฝั่งนักวิจัยมากกว่าความต้องการของตลาดและระบบสุขภาพ
ความท้าทายยังเกิดขึ้นตลอดเส้นทางของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นทุนการรับรองมาตรฐานที่สูงเกินกำลังผู้ประกอบการรายเล็ก ระยะเวลารอผลการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (IRB) ที่อาจนาน 6-9 เดือน กระบวนการขึ้นทะเบียน อย. ที่ผู้ประกอบการรายเล็กไม่ชำนาญ การขาดห้องปฏิบัติการทดสอบและเครือข่ายทดลองทางคลินิกที่ได้มาตรฐานในประเทศ ทำให้ต้องส่งไปทดสอบต่างประเทศซึ่งต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ไปจนถึงด้านตลาดและการจัดซื้อ ซึ่งบัญชีนวัตกรรมยังทำงานได้ไม่เต็มที่ การได้รับสิทธิ สปสช. ไม่ได้การันตียอดขาย สินค้านำเข้ามีความได้เปรียบจากการเข้าถึงตลาดก่อน ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่จัดซื้อยังมีข้อกังวลต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ของไทย ที่สำคัญคือ ยังไม่มี “เจ้าภาพหลัก” ที่รับผิดชอบพาโครงการตั้งแต่งานวิจัยไปจนถึงตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ละหน่วยงานดูแลเฉพาะส่วนของตนเอง

ดร.เสาวรัจ เสนอแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. กำหนดทิศทางด้วยแผนที่นำทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์ (Medical Technology Roadmap: TRM) ที่ใช้ได้จริง โดยเริ่มจาก “โจทย์” คือ ความต้องการของตลาดและระบบสุขภาพ ไม่ใช่เทคโนโลยีตามกระแส จัดลำดับความสำคัญด้วยเกณฑ์ 3 มิติ ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถของประเทศ และความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริงด้วยการกำหนดเจ้าภาพ งบประมาณ และตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยหัวใจอยู่ที่ “กระบวนการ” จัดทำร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ทำครั้งเดียวจบ
2. ปรับระบบบริหารจัดการทุนวิจัย ให้มีเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนวัดผลได้ ใช้กลไก Go/No-go เพิ่มทุนแก่โครงการที่พิสูจน์ศักยภาพได้จริง และใช้กรอบงบประมาณข้ามปี (multi-year) สำหรับโครงการศักยภาพสูง พร้อมมีเจ้าภาพหลักเชื่อมตั้งแต่การวิจัยพัฒนา การขึ้นทะเบียน การจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงตลาด ตามแนวทางที่ประสบความสำเร็จของ ARPA-H สหรัฐฯ NHIC สิงคโปร์ และ KHIKI/KMDF เกาหลีใต้
3. ปรับมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้ช่วยสร้างตลาดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยมากขึ้น ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าที่ตลาดต้องการ ให้แต้มต่อราคาสินค้าในบัญชีนวัตกรรม จัดทำคู่มือแนวปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง และเผยแพร่ความรู้พร้อมฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และ 4. สร้างกลไกความร่วมมือสามฝ่าย (Triple Helix) ระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และเอกชนที่มีประสิทธิผล โดยรัฐกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่วัดผลได้ เพิ่มการลงทุนวิจัยแบบมุ่งเป้า และร่วมลงทุนวิจัยพัฒนากับภาคเอกชนแบบ matching fund ขณะที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยควรพร้อมปรับ KPI ให้น้ำหนักแก่การวิจัยเชิงพาณิชย์ การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากขึ้น พร้อมสนับสนุนให้นักวิจัยทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น
“ทั้ง 4 ด้านต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ตั้งแต่ กำหนดทิศทางที่ชัดเจน บริหารทุนอย่างมีวินัย สร้างตลาดรองรับ และเชื่อมการทำงานของรัฐ–วิชาการ–เอกชน เพื่อให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่แค่ต้นแบบ แต่สามารถนำไปใช้จริง ลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มความมั่นคงทางสุขภาพ และสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมการแพทย์ไทยที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน” ดร.เสาวรัจ ระบุ
ชี้ช่องว่าง “ความรอบรู้ทางการเงินด้านการรักษาพยาบาล” คนไทยยังต้องรับมือค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านสาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการพัฒนาความรอบรู้ทางการเงินด้านการรักษาพยาบาลสำหรับประชาชนว่า แม้ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามานานกว่า 25 ปี แต่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ประชาชนต้องจ่ายเองยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าการมีหลักประกันสุขภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ประชาชนรับมือกับภาระทางการเงินจากการรักษาพยาบาลได้

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีการพัฒนาแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง แต่ในเรื่องความรอบรู้ทางการเงินด้านการรักษาพยาบาล (Healthcare Financial Literacy) กลับมีคำถามอยู่เพียง 1 ข้อ จากทั้งหมด 17 ข้อในแบบประเมินฯ ซึ่งช่องว่างนี้มีความสำคัญ เพราะข้อมูลช่วงปี 2555-2565 พบว่า ทั้งสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพนอกภาครัฐ และค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายเองต่อคนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ส่วนหนึ่งมาจากคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ยังเลือกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหรือซื้อประกันสุขภาพเองปีละนับแสนล้านบาท เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันอาจสะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังขาดความมั่นใจในคุณภาพการรักษาพยาบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพที่ภาครัฐจัดให้ด้วยทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ และยอมจ่ายเงินเพิ่มเพราะเชื่อว่าการจ่ายเงินเองน่าจะช่วยให้ได้รับบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพดีกว่า” ดร.วิโรจน์ระบุ
ดร.วิโรจน์ มีข้อเสนอให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรอบรู้ทางการเงินด้านการรักษาพยาบาล ควบคู่กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยพัฒนาแบบประเมินที่ครอบคลุมทักษะที่จำเป็น เช่น การวางแผนค่าใช้จ่าย การเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาล และการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยร่วมมือกับภาควิชาการและหน่วยงานด้านการเงิน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาและติดตามตัวชี้วัดด้านการคลังสุขภาพต่าง ๆ ในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้รับทราบข้อมูลและเข้าใจปัญหาในภาพรวม และสามารถพัฒนาทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบบริการสุขภาพของประเทศให้สอดคล้องกับปัญหาหลัก ๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
นอกจากนี้ ควรสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข ธนาคารแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบริษัทประกันสุขภาพ เพื่อส่งเสริมทักษะการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านการเงินสุขภาพ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชนมากขึ้น
ผู้ป่วยโรคไต เกือบครึ่งเข้าเข้าสู่การบำบัดทดแทนไต โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า เสนอปรับระบบลดภาระทั้ง ผู้ป่วย -ผู้ให้บริการ
ด้านน.ส.นัชชา ยงพิพัฒน์วงศ์ นักวิจัย ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการป้องกันการบำบัดทดแทนไตโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า (unplanned dialysis) ว่า มีผลการศึกษาจาก HITAP ชี้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจำนวนกว่า 45 % เริ่มการรักษาโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสุขภาพ การศึกษานี้จึงใช้กระบวนการออกแบบร่วม (co-design) โดยให้ผู้ป่วย บุคลากรสุขภาพ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบาย ร่วมกันออกแบบแนวทางที่พึงประสงค์ พบความท้าทายสำคัญทั้งด้านความรอบรู้และการเข้าถึงบริการ ความกลัวและความสับสนของผู้ป่วย ภาระงานบุคลากร ข้อมูลที่กระจัดกระจาย และช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ ซึ่งทำให้การดูแลขาดความต่อเนื่องและนำไปสู่การบำบัดทดแทนไตโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

น.ส.นัชชา กล่าวว่าสำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายมุ่งให้มาตรการดูแลผู้ป่วยทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การป้องกันจนถึงการรักษา โดยระยะสั้นควรพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวมข้อมูลและบริการไว้ในแหล่งที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในกระบวนการรักษา พร้อมขยายบริการตรวจและให้คำปรึกษาใกล้บ้าน โดยเฉพาะในระยะติดตามอาการ ระยะกลางพัฒนาทักษะผู้ดูแลผู้ป่วยโรคไตและบุคลากรสาธารณสุขด้านโรคไต ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายร้านอาหารที่ช่วยส่งเสริมการป้องกันและชะลอโรคเรื้อรัง ส่วนระยะยาวหากมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพออาจจะพิจารณาเชื่อมโยงการแพทย์แผนไทยกับการแพทย์แผนปัจจุบันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกมาตรการทำงานเสริมกันและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ภายในงานยังมีเสวนา “จากทิศทางร่วมของเครือข่าย สู่การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข” โดยมี พญ. ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภก.วราวุธ เสริมสินสิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และนางนิ่มอนงค์ สายรัตน์ รองผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา













