tdri logo
tdri logo
9 กันยายน 2026
Read in 5 Minutes

Views

Transplant the Thai Economy: ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจไทยด้วยอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

แม้เป้าหมายการนำพาประเทศไทยก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) ไปสู่สถานะประเทศรายได้สูง จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทว่าในทางปฏิบัติ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่านมายังมีความไม่ชัดเจน 

ที่ผ่านมาไทยจะได้รับความสนใจด้านการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) จากอานิสงส์ของการปรับเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่คำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จริงเพียงใด ตราบใดที่การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังเป็นเพียงการนำเข้าเทคโนโลยีต้นทางจากต่างประเทศเพื่อมาใช้พื้นที่ไทยในการผลิตปลายน้ำ โดยที่ผู้ประกอบการและแรงงานไทยยังไม่ได้เชื่อมต่อหรือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของการยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายปริมาณการผลิตสินค้าขั้นปลาย หรือการทำหน้าที่เป็นเพียง “พื้นที่ให้ต่างชาติเช่าตั้งโรงงาน” แล้วคนไทยรับเพียงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ แต่ขึ้นอยู่กับการยกระดับผลิตภาพ และการถือครองขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเอง 

การที่คนไทยจะมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน โครงสร้างการผลิตของประเทศจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้กลับคืนสู่ห่วงโซ่คุณค่าภายในประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างนี้ยิ่งทวีความเร่งด่วน เมื่อเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเครื่องยนต์เดิมหมดแรง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพลดลงเหลือเพียง 2–3% ต่อปี ซ้ำยังมีความเหลื่อมล้ำของการฟื้นตัวแบบ K-Shaped Economy หรือฟื้นตัวแบบสองขั้วชัดเจน ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมของประเทศ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก สิ่งทอ กำลังเสี่ยงต่อการถดถอยและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” เป็นหนึ่งในโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ในฐานะ “Nexus Industry” หรืออุตสาหกรรมเชื่อมโยง ที่จะทำหน้าที่เป็นหัวเจาะในการดึง และยกระดับห่วงโซ่การผลิตเดิมของไทยให้ก้าวข้ามไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมูลค่าสูงแห่งอนาคต

ภาพสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์: โอกาสมหาศาลที่ไทยยังคว้าไม่ได้

แม้ประเทศไทยจะมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะศูนย์กลางด้านการบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูง แต่ในมิติของห่วงโซ่การผลิตเครื่องมือแพทย์ โครงสร้างอุตสาหกรรมและการค้าของไทยกลับสะท้อนความเปราะบางและภาวะความไม่สมดุลเชิงเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ  

  • โครงสร้างฐานการผลิตในประเทศกระจุกตัวในสินค้าขั้นพื้นฐาน: ผู้ประกอบการไทยกว่า 50% กระจุกตัวอยู่เฉพาะการผลิตวัสดุสิ้นเปลืองใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Devices) ขณะที่มีผู้ผลิตครุภัณฑ์ทางการแพทย์คงทน (Durable Devices) เพียง 7% และผู้ผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Reagents and Test Kits) เพียง 4% เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตส่วนใหญ่กว่า 96.5% ยังเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการวิจัยพัฒนาขั้นสูง ขณะที่มีกลุ่มผู้แทนจำหน่าย (Distributor) นำเข้าสินค้ามากกว่า 2,000 ราย
  • การส่งออกกระจุกตัวในสินค้ากลุ่มวัสดุสิ้นเปลือง: แม้มูลค่าการส่งออกเครื่องมือแพทย์ของไทยในภาพรวมจะสูงถึง 133,393 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างเชิงลึกจะพบว่า สัดส่วนสูงถึง 86% (114,872 ล้านบาท) เป็นเพียงสินค้ากลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ถุงมือยาง เลนส์แว่นตา และหลอดฉีดยา ขณะที่สินค้ากลุ่มครุภัณฑ์มีสัดส่วนส่งออกเพียง 12% (15,535 ล้านบาท) และชุดตรวจวินิจฉัยมีเพียง 2% (2,986 ล้านบาท) เท่านั้น 
  • การพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง: ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมียอดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์รวม 96,937 ล้านบาท โดยกว่า 38% (36,992 ล้านบาท) เป็นครุภัณฑ์ทางการแพทย์คงทน  และ 19% (18,166 ล้านบาท) เป็นชุดตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งสะท้อนว่าระบบสาธารณสุขไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ตัวเลขดังกล่าวชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในโครงสร้างการค้าที่ไม่สมดุล คือ ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก แต่นำเข้าสินค้าเทคโนโลยีราคาแพง ส่งผลให้เราสูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากอุปสงค์ภายในประเทศมูลค่ามหาศาล ทั้งจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โรงพยาบาลรัฐ และตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มาเป็น “คานงัด” ในการบ่มเพาะขีดความสามารถทางการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทยสู่ระดับสากล

คอขวดเชิงโครงสร้างและความแยกส่วนของนโยบาย

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ของไทยจำนวนมาก ไม่สามารถก้าวข้ามจากห้องปฏิบัติการไปสู่สายพานการผลิตเชิงพาณิชย์และการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนงบประมาณหรือการไม่มีมาตรการสนับสนุน แต่มีรากเหง้ามาจากปัญหาความแยกส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย และความล้มเหลวในการประสานงานเชิงสถาบันตลอดห่วงโซ่คุณค่า

1.ช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์ (Research-to-Commercialization Valley of Death)

การส่งต่องานวิจัยที่ขาดช่วง: งบประมาณด้านการวิจัยและหน่วยงานในระบบนวัตกรรมยังขาดความต่อเนื่องในการส่งต่องานวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic Research) ไปสู่งานวิจัยประยุกต์และการสร้างต้นแบบที่พร้อมผลิตจริง (TRL ขั้นสูง) ก่อให้เกิดภาวะ “หุบเหวแห่งความตาย”ที่งานวิจัยจำนวนมากติดค้างอยู่บนหิ้ง

ช่องว่างทางภาษาระหว่างนักวิจัยและผู้ผลิต: สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยมักพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่ได้เริ่มต้นจากโจทย์ความต้องการของตลาดหรือข้อจำกัดด้านสายพานการผลิตจริงของภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้นักวิจัยและภาคเอกชน “พูดคนละภาษา” ทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการขยายสเกลสู่โรงงานเกิดขึ้นได้ยาก

2.คอขวดด้านการทดสอบมาตรฐานและการกำกับดูแล

ความล่าช้าในกระบวนการ อย.: การขอขึ้นทะเบียนและประเมินความปลอดภัยกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังมีขั้นตอนที่ยาวนานและเผชิญคอขวดด้านกำลังคนผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเทคโนโลยีใหม่

การขาดแคลนห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานสากล (NQI): โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (เช่น ห้องแล็บมาตรฐาน OECD-GLP หรือศูนย์ทดสอบทางคลินิก) ยังมีขีดความสามารถจำกัดและไม่ครอบคลุม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลและใช้เวลานานในการส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบรับรองในต่างประเทศ

3.ความลักลั่นของกลไกบัญชีนวัตกรรมไทย

การทำงานแบบแยกส่วนของ 4 หน่วยงานหลัก: กลไกบัญชีนวัตกรรมไทยขาดความเป็นเอกภาพเชิงระบบ โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำหน้าที่ตรวจสอบความเป็นนวัตกรรมและเทคนิค, สำนักงบประมาณ กำหนดราคาอ้างอิงและประกาศขึ้นบัญชี, กรมบัญชีกลาง กำหนดระเบียบและสิทธิประโยชน์การจัดซื้อจัดจ้าง, ขณะที่โรงพยาบาลรัฐ เป็นผู้ตัดสินใจจัดซื้อและดำเนินเรื่องการเบิกจ่ายจริง เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาตั้งแต่ต้น จึงเกิดความลังเลและขาดความมั่นใจในมาตรฐาน ประสิทธิผล และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไทย ส่งผลให้มาตรการจัดซื้อภาครัฐไม่สามารถสร้าง “ตลาดนำ” (Market Pull) ได้จริง

ภาวะความแยกส่วนเหล่านี้บั่นทอนแรงจูงใจของภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพหลายรายที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์จึงตัดสินใจล้มเลิก ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เนื่องจากทุกภาคส่วนต่างปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบภารกิจของตนเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของการขับเคลื่อนเชิงระบบที่ขาดการร้อยเรียงเป้าหมายร่วม

ปรับกระบวนทัศน์สู่นโยบายอุตสาหกรรม 2 แกนหลัก

การผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการรื้อถอนวิธีคิดเดิม ที่มักมองการส่งเสริมอุตสาหกรรมผ่านเลนส์ของ “ภารกิจรายหน่วยงาน” หรือการออกมาตรการอุดหนุนแบบแยกส่วน โดยต้องเปลี่ยนตัวตั้งในการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างสิ้นเชิง

จากเดิมที่มักตั้งคำถามว่า “แต่ละกระทรวงหรือแต่ละหน่วยงานมีงบประมาณและมาตรการอะไรที่จะทำได้บ้าง?”

เปลี่ยนมาสู่คำถามเชิงระบบว่า “เพื่อให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เกิดขึ้นและเติบโตได้จริง ประเทศจำเป็นต้องใช้ชุดเครื่องมืออะไรบ้าง และต้องจัดสรรร้อยเรียงเครื่องมือเหล่านั้นอย่างไรให้เกิดการส่งต่อและเกื้อหนุนกัน?”

การปรับเปลี่ยนคำถามเชิงระบบดังกล่าวนำไปสู่การวาง ยุทธศาสตร์ 2 แกนหลัก (Two-Pillar Strategic Framework) ในการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรม

1.การขับเคลื่อนเชิงระบบนิเวศแบบองค์รวม (Whole-of-Ecosystem Approach)

    การเปลี่ยนผ่านจากการออกมาตรการแยกส่วน (Fragmented Policy) ไปสู่การออกแบบ “ชุดนโยบายแบบเบ็ดเสร็จ” (Policy Package) ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    เครื่องมือของรัฐเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์” ที่ชิ้นส่วนต้องต่อกันให้สมบูรณ์ นโยบายฝั่งอุปทาน (Supply) เช่น ทุนวิจัยจากกระทรวง อว. และสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI จะต้องถูกเชื่อมต่อไปยังระบบกำกับดูแล (Governance) ของ อย. และห้องแล็บทดสอบ (NQI) และส่งต่อไปถึงนโยบายฝั่งอุปสงค์ (Demand) คือการจัดซื้อจัดจ้างผ่านบัญชีนวัตกรรมไทยและระบบเบิกจ่ายของ สปสช. 

    หากขาดชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งไป นวัตกรรมที่ผลิตได้จะติดค้างและไม่อาจเข้าสู่ตลาดได้จริง การขับเคลื่อนเชิงระบบนิเวศจึงเป็นการนำเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศเป็นตัวตั้ง แล้วดึงทุกหน่วยงานมาร่วมจัดวางมาตรการให้สอดรับกันอย่างเป็นขบวน

    2.กลไกรัฐ-เอกชนที่สมดุล (Embedded Autonomy)

    สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยให้รัฐเข้าใจปัญหาและความต้องการของภาคเอกชน พร้อมกับรักษาความเป็นอิสรในการกำหนดนโยบายเพื่อสาธารณะ

    • ความแนบแน่นกับภาคปฏิบัติ (Embeddedness): ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถนั่งออกแบบมาตรการอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่จำเป็นต้องสร้างช่องทางสื่อสารและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิต วิศวกร และแพทย์หน้างาน เพื่อให้เข้าใจปัญหา อุปสรรคทางเทคนิค และคอขวดในตลาดจริงได้อย่างแม่นยำ
    • ความเป็นอิสระเชิงนโยบาย (Autonomy): ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องยังคงรักษาความเป็นอิสระและมีขีดความสามารถเชิงสถาบันในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะในภาพรวม ป้องกันไม่ให้นโยบายถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนโดยกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม (Rent-seeking) โดยการสนับสนุนของรัฐต้องผูกโยงกับเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการสร้างมูลค่าเพิ่มคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    3 กลไกเร่งด่วนเพื่อปลุกอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย

    เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและไม่ตกอยู่ในหลุมพรางของการวางแผนบนหน้ากระดาษ ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงได้กำหนด 3 กลไกเร่งด่วน ที่ฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงทันที: 

    1.กำหนดเจ้าภาพขับเคลื่อน

      ที่ผ่านมาหน่วยงานส่งเสริมพยายามทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระบบ (เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์: TCELS) แต่ด้วยโครงสร้างที่สังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงเดียว จึงเผชิญข้อจำกัดเชิงอำนาจและไม่สามารถสั่งการ บูรณาการงบประมาณ หรือปลดล็อกกฎระเบียบข้ามกระทรวง (เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง อว. และกระทรวงการคลัง) ได้อย่างเบ็ดเสร็จ 

      กลไกที่จำเป็น คือการประสานงานขับเคลื่อนกลไกระดับชาติที่มีอำนาจผูกพันทุกกระทรวงจริง ควบคู่กับการจัดตั้ง “คณะทำงานเชิงภารกิจเฉพาะด้าน” (Mission-oriented Taskforces) ขนาดเล็ก ที่ดึงผู้ผลิต แพทย์ วิศวกร และนักวิจัยมาร่วมทำงานกับข้าราชการประจำอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาหน้างานเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง 

      2.จัดทำยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์มุ่งเป้าที่ชัดเจน (Targeted Product Roadmap)

      นโยบายที่ผ่านมามักเปิดกว้างแบบหว่านแหสำหรับทุกผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรของรัฐมีลักษณะเป็น “เบี้ยหัวแตก” ขาดทิศทาง และไม่มีความชัดเจนว่าประเทศต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่จุดใด เพราะในความเป็นจริง เราไม่สามารถและไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างสำหรับทุกคน

      ข้อเสนอเร่งด่วนด้านที่ 2 คือการจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) จำแนกผลิตภัณฑ์มุ่งเป้าในระยะสั้น กลาง และยาว พร้อมจับคู่ชุดเครื่องมือของรัฐให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ เช่น กลุ่มความเสี่ยงต่ำ-ปานกลางที่ไทยผลิตได้แล้ว รัฐต้องมุ่งเน้นการสร้างตลาด การรับรองมาตรฐานสากล และการผลักดันการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อทดแทนการนำเข้าทันที ในขณะที่กลุ่มความเสี่ยงสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐต้องเน้นการสนับสนุนทุน R&D ขั้นลึก การพัฒนากำลังคนทักษะสูง การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาและเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานในขั้นแรกก่อน  

      3.ดำเนินโครงการนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตร

      คอขวดสำคัญที่สุดของ “บัญชีนวัตกรรมไทย” ไม่ใช่การไม่มีสินค้านวัตกรรม แต่คือการขาดความเชื่อมั่นของแพทย์ต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ รวมถึงการที่มีผลิตภัณฑ์เจ้าตลาดอยู่ก่อนแล้ว ทำให้แม้จะมีสิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อ แต่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ก็ยังลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้สินค้าไทย

      ข้อเสนอเร่งด่วนข้อที่ 3 คือ การเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาจากการที่นักวิจัยผลิตเสร็จแล้วค่อยนำไปเสนอขาย เป็นการจับมือร่วมดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง (Co-creation) โดยสามารถเริ่มจากการคัดเลือกโรงเรียนแพทย์ (เครือข่าย UHosNet) หรือโรงพยาบาลรัฐที่มีความพร้อมและมีวิสัยทัศน์เปิดรับผลิตภัณฑ์ไทย มาเป็นพื้นที่ทดลองใช้งานจริง (Hospital Sandbox) เพื่อให้แพทย์และผู้ผลิตวิจัยพัฒนาร่วมกัน เก็บรวบรวมข้อมูลทางคลินิก และปรับปรุงคุณสมบัติอุปกรณ์จนตอบโจทย์การรักษาจริง พร้อมมีกลไกภาครัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงและเป็นใบเบิกทางให้สินค้าไทยสามารถขยายผลสู่ตลาดทั่วประเทศและต่างประเทศได้ต่อไป

      ชุดมาตรการ Policy Package 4 มิติเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

      บทเรียนสำคัญจากการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมในอดีต โดยเฉพาะกรณีของยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเสี่ยงของการดำเนินนโยบายที่ขาดความสมดุลเชิงระบบ เมื่อภาครัฐมุ่งเน้นการอัดฉีดสิทธิประโยชน์เพื่อกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ (Demand-side) เพียงด้านเดียว จนยอดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่กลับไม่ได้เตรียมความพร้อมหรือยกระดับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Supply-side) อย่างทันท่วงที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เดิมของไทยไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ได้ และเม็ดเงินส่วนใหญ่กลับไหลออกสู่ผู้ผลิตเทคโนโลยีต้นทางในต่างประเทศ

      ดังนั้น การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์จึงไม่อาจดำเนินนโยบายแบบแยกส่วนหรือเทน้ำหนักไปที่มิติใดมิติหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องร้อยเรียง Policy Package ที่สมดุลตลอดห่วงโซ่คุณค่าใน 4 มิติหลัก ให้ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นเนื้อเดียว

      1.Supply Upgrade (การยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการผลิต)

      การสนับสนุนฝั่งการผลิตต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการให้ทุนวิจัยแบบเดิม แต่ต้องเป็นการยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทย ให้สามารถก้าวข้ามกำแพงมาตรฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ระดับสากลอย่าง ISO 13485 ได้จริง ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และเชื่อมต่อกับขีดความสามารถด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการยกระดับผู้ประกอบการไทยจากการผลิตวัสดุสิ้นเปลืองไปสู่การเป็นผู้ผลิตครุภัณฑ์และชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

      2.Demand Support (การสร้างอุปสงค์และการเปิดตลาดการใช้งานจริง)

      การสร้างตลาดต้องทำหน้าที่เป็นแรงดึง (Market Pull) ที่ชัดเจน ผ่านการปฏิรูปเกณฑ์ “บัญชีนวัตกรรมไทย” ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของการใช้งานทางการแพทย์ และขยายมาตรการสู่ “บัญชีเครื่องมือแพทย์” ซึ่งรวมสินค้าที่ไม่จำกัดเฉพาะนวัตกรรมใหม่ แต่ครอบคลุมถึงสินค้าทดแทนการนำเข้าที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการดึงเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย (Distributor) ดั้งเดิมเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกระจายผลิตภัณฑ์ไทยสู่โรงพยาบาล 

      3.Institutional Governance & NQI (การปฏิรูประบบกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ)

      ระบบการกำกับดูแลต้องปรับบทบาทจากการเป็น “ด่านตรวจที่สร้างคอขวด” มาเป็น “กลไกส่งเสริมความปลอดภัยที่คล่องตัว” โดยเร่งรัดกระบวนการประเมินและขึ้นทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผ่านการเปิดใช้กลไกผู้ประเมินภายนอก (Third-Party Reviewers) จากเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณเชิงรุกเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐาน (National Quality Infrastructure: NQI) ภายในประเทศ เพื่อทลายภาระต้นทุนและระยะเวลาในการส่งตรวจทดสอบในต่างประเทศ

      4.Competition Dynamics (การออกแบบสภาพแวดล้อมและกติกาการแข่งขัน)

      การส่งเสริมของรัฐต้องวางอยู่บนเป้าหมายของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก สิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบให้แก่ผู้ประกอบการจะต้องผูกโยงกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพและเป้าหมายการส่งออก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐต้องสร้างพื้นที่กำกับดูแลเฉพาะ (Regulatory Sandbox) ที่ปลอดภัยสำหรับนวัตกรรมยุคใหม่ เช่น HealthTech และ Medical AI เพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยีขั้นสูงสามารถทดลองใช้จริงได้โดยไม่ติดกรอบกฎหมายเดิม

      หากชุดเครื่องมือทั้ง 4 มิตินี้ไม่ได้รับการออกแบบและขับเคลื่อนอย่างสมดุล อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยจะเผชิญภาวะลักลั่นและไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน การร้อยเรียง Policy Package ทั้งระบบจึงเป็นเงื่อนไขชี้ขาดในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่แท้จริงให้แก่เศรษฐกิจไทย

      นโยบายอุตสาหกรรม ต้องขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายร่วมกันทั้งระบบนิเวศ

      การพัฒนาอุตสาหกรรมในอดีตสะท้อนอย่างชัดเจนว่า การอัดฉีดงบประมาณวิจัยหรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบแยกส่วน ไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ได้ หากปราศจากการร้อยเรียงเครื่องมือของรัฐให้เป็น “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ที่สมบูรณ์ 

      การผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมสุขภาพระดับสากล และขับเคลื่อนประเทศสู่สถานะประเทศรายได้สูงได้อย่างแท้จริง

      บทความนี้เรียบเรียงเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาเรื่อง “Transplant the Thai Economy ผ่าตัดเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” โดยดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม ทีดีอาร์ไอ และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งจัดทำขึ้นในกรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่นี่

      เรื่องที่คุณอาจสนใจ

      ดูทั้งหมด