พินิจเศรษฐกิจการเมือง : แก้ปัญหา ‘สิ่งแวดล้อม’ ในอาเซียน ต้องร่วมมือ

ประเทศสมาชิกอาเซียน กำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน จากมลพิษฝุ่น และขยะทะเล ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบระหว่างประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะปัญหาฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรในภูมิภาค ที่ทำให้เกิดการเผาและกำจัดขยะอย่างไม่ถูกวิธี ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่วนหนึ่งมาจากไทยเช่นกัน เช่น ขยะทะเลที่มีส่วนหนึ่งมาจากแม่น้ำในตัวเมือง ที่มีการทิ้งขยะลงบริเวณริมคลอง เพราะขาดการจัดการขยะที่ถูกต้อง ในเวทีการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา ผู้นำหลายประเทศได้หยิบยกประเด็นสิ่งแวดล้อมขึ้นมา เพื่อแสดงจุดยืนว่าอาเซียนจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก และร่วมแก้ปัญหาทั้งสองเรื่องดังกล่าว ติดตามเพิ่มเติมได้จาก พินิจเศรษฐกิจการเมือง โดย ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

ภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ผลงานโบว์แดงรัฐบาล?

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประเทศไทยมีความพยายามพัฒนาภาษีที่ดินใหม่ เพื่อทดแทนภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 และภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ที่ใช้มานานกว่า 50 ปี โดยจะมีการควบรวมภาษีทั้งสองนี้มาเป็นภาษีใหม่เรียกว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ….. ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไรกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่นี้ เพราะเป็นภาษีที่คนไทยรอคอยมานานและไม่มีรัฐบาลชุดใดๆ ก่อนหน้านี้ที่สามารถผลักดันได้ แต่เมื่อภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสามารถคลอดออกมาได้สำเร็จก็ถือว่ารัฐบาลชุดนี้ได้แสดงความสามารถที่ไม่เคยมีรัฐบาลก่อนหน้าทำได้มาก่อน คล้ายๆ กับการตรา พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ที่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ที่ไม่มีรัฐบาลใดทำสำเร็จมาก่อนเช่นกัน ประเด็นที่จะขอชวนให้คิดเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่นี้ คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้มีลักษณะที่น่าสนใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การยกเว้นบ้านและที่ดินหลังแรก 50 ล้านบาทหรือบ้านอย่างเดียว 10 ล้านบาท 2) เป็นภาษีที่ดินแบบอัตราก้าวหน้า หมายความว่าใครมีที่ดินมากก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น และ 3) ที่ดินว่างเปล่าจะต้องเสียภาษีในอัตราสูงขึ้นทุกๆ 3 ปี เพื่อจูงใจให้มีการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ ในประเด็นที่ 1) เงินได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้จะเป็นรายได้สำคัญให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ตนเอง นำไปสู่การกระจายความเจริญ แต่การยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของบ้านและที่ดินที่มีมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท หมายความว่าเจ้าของบ้านและที่ดินจำนวนมากในประเทศไทยจะไม่ต้องเสียภาษีที่ดินเลย […]

พินิจเศรษฐกิจและการเมือง: เปิดเสรีไม้เศรษฐกิจ สร้างรายได้ พลิกโฉมป่าไม้ไทย

พินิจเศรษฐกิจและการเมือง: เปิดเสรีไม้เศรษฐกิจ สร้างรายได้ พลิกโฉมป่าไม้ไทย ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ให้สัมภาษณ์ทาง fm 101.5 วิทยุจุฬาฯ เมื่อ 30 ตุลาคม 2561

โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ‘บททดสอบ’ ประชาธิปไตยไทย

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา 85 ปีของประชาธิปไตยไทยยังคงติดอยู่กับการเลือกตั้ง หนึ่งคนหนึ่งเสียง หรือที่มาของนายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนนอกหรือคนใน ซึ่งที่จริงแล้วหลักการสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยนั้นอยู่ที่ความเท่าเทียมกัน เสรีภาพของประชาชน และการเคารพกฎหมาย หากพิจารณากรณีการตัดสินใจในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขื่อนแม่วงก์ หรือการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะพบว่าการตัดสินใจในโครงการดังกล่าวภาครัฐมักจะเป็นผู้ตัดสินใจดำเนินการเพียงผู้เดียวและบทบาทของประชาชนที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพในการร่วมคิดร่วมตัดสินใจนั้นยังมีน้อยมาก จนทำให้บางครั้งแทบจะสะท้อนให้เห็นว่าความเป็นประชาธิปไตยที่ให้โอกาสประชาชนมีความเสมอภาคหรือมีเสรีภาพในการเลือกแนวทางการพัฒนานั้นยังไม่เกิดขึ้นเท่าไหร่ จนหลายครั้งแทบจะอดคิดไม่ได้ว่าความเป็นประชาธิปไตยของไทยยังจำกัดอยู่แค่ในรัฐธรรมนูญหรือในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น กรณีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเป็นอีกบททดสอบหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการตัดสินใจของประเทศนั้นยังมีข้อจำกัดอย่างมากสำหรับประชาชนที่จะแสดงสิทธิและความคิดเห็นในการตัดสินใจลงทุนของรัฐ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ให้มีกำลังการผลิต 2,200 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับภาคการไฟฟ้าในภาคใต้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ความต้องการพลังงานสูง แต่จากการที่มีประชาชนออกมาคัดค้านโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินโครงการ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการตัดสินใจในการออกแบบโครงการก็ดี การเลือกชนิดของเชื้อเพลิงก็ดี การเลือกทำเลที่ตั้งโครงการก็ดี หรือการแบ่งปันผลประโยชน์สู่ท้องถิ่น ยังเป็นกระบวนการที่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ และไม่สะท้อนแนวคิดความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราต้องการ และหากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐยังคงเป็นในรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่เปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา โครงการทุนขนาดใหญ่ของรัฐคงจะต้องชะงักงันและประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาได้ ในกรณีการผลิตไฟฟ้านั้นที่จริงแล้วประเทศมีทางเลือกต่างๆ มากมายที่ประชาชนควรมีสิทธิในการเลือกว่าต้องการไฟฟ้าแบบใด ในบางประเทศการผลิตไฟฟ้านั้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นบทบาทของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนหรือชุมชนสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดกลางและขนาดเล็กเอง เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยภาครัฐมีบทบาทในการสร้างโครงข่ายระบบสายส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพื้นที่ต่างๆ (โดยไม่บอกว่าสายส่งเต็มอยู่ตลอดเวลา…) ในบางประเทศผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถระบุได้ว่า ต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่อาจมีราคาสูงกว่าบ้าง หรือต้องการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลที่มีราคาถูกกว่า ดังนั้น หากมีการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนหรือท้องถิ่นสามารถเข้ามาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น โดยแต่ละรายสามารถเลือกชนิดของเชื้อเพลิงได้ตามความต้องการของประชาชนก็จะทำให้การผลิตไฟฟ้าเป็นไปตามต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ส่วนภาครัฐนั้นก็ควรปรับบทบาทของตัวเองจากการที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า มาเป็นผู้ลงทุนในระบบสายส่งและคิดค่าลงทุนในระบบสายส่งลงไปในบิลค่าไฟ ที่สำคัญภาครัฐควรปรับบทบาทจากเดิมเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ามาเป็นผู้กำกับกติกาให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนมากขึ้นในลักษณะคล้ายๆ กับการดำเนินการในภาคโทรคมนาคม หากจำเป็นต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของรัฐ การเลือกทำเลที่ตั้งโครงการเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้น สังคมไทยแทบจะไม่มีโอกาสในการร่วมเลือกทำเลที่ตั้งของโครงการเลย […]

จะเก็บ’ค่าน้ำ’ไปทำไม

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เมื่อมีข่าวว่า (ร่าง) พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … จะมีการเก็บค่าน้ำ ก็ทำให้สังคมไทยกระสับกระส่ายแบบแทบจะตั้งตัวไม่ติด ในขณะที่กรมทรัพยากรน้ำพยายามอธิบายว่า ทำไมต้องเก็บค่าน้ำ ท่านนายกฯ ก็สวนกลับมาว่าไปสั่งมันตอนไหน ภายใต้ความสับสนในกลไกการทำงานของภาครัฐว่าตกลงจะเอายังไงกันแน่ระหว่างผู้นำรัฐบาลกับผู้ร่างกฎหมายน้ำ เราน่าจะหันมาดูกันว่า จะเก็บค่าน้ำไปทำไม ที่ผ่านมา น้ำเป็นทรัพยากรของคนไทย ทุกคนมีสิทธิใช้น้ำได้ ภายใต้แนวคิดนี้ การใช้น้ำในประเทศไทยจึงเป็นไปตามยถากรรม ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรชัดเจน ใครอยู่ต้นน้ำก็ใช้น้ำได้ก่อน ส่วนใครอยู่ปลายน้ำก็ต้องรอน้ำที่เหลือจากต้นน้ำ บางทีคนต้นน้ำสูบน้ำไปใช้หมด คนอยู่ปลายน้ำ ก็อดใช้ ใครมีฐานนะทางเศรษฐกิจดีกว่า มีปั๊มน้ำตัวใหญ่กว่า มีท่อน้ำที่ใหญ่กว่า ก็ใช้น้ำได้มาก ส่วนใครยากจนไม่มีปั๊มน้ำ ก็ต้องอดใช้น้ำ ภายใต้สภาวะการไร้กติกาการใช้น้ำเช่นนี้ เราจึงมักเห็นภาพที่น่าอนาถเมื่อเข้าฤดูแล้ง น้ำขาดแคลน คนจนมักจะไม่มีน้ำใช้ ในขณะที่เจ้าของธุรกิจรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน โรงแรมหรือสนามกอล์ฟจะมีน้ำใช้ตลอดในช่วงฤดูแล้ง การเก็บค่าน้ำเป็นกลไกหนึ่ง ที่ช่วยทำให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการใช้น้ำอย่างประหยัด ลดการใช้น้ำในกิจกรรมที่ไม่สร้างประโยชน์ เพื่อให้มีน้ำเหลือให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง สามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ แต่ที่สำคัญคือ การเก็บค่าน้ำจะทำให้ภาครัฐมีรายได้จากการ เก็บค่าน้ำโดยรายได้จากการเก็บค่าน้ำนี้เอง สามารถนำไปใช้เพื่อการลงทุนขยายระบบ ชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่ทางการเกษตรมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรที่ทำการเกษตร โดยพึ่งพาน้ำฝนอีกจำนวนมากสามารถได้รับประโยชน์จากการขยายระบบชลประทาน […]

แม่น้ำเจ้าพระยาขาดคนดูแล

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา โครงการสร้างถนนในแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทาง 57 กม. ตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงสุดเขตกรุงเทพฯ ที่บางกระเจ้า เป็นโครงการที่ กทม. ต้องลงทุนให้ได้โดยในขั้นแรก จะต้องเร่งสร้างถนนความยาว 14 กม. ด้วยงบประมาณ 14,000 ล้านบาท และการดำเนินการจัดจ้างต้องรีบทำให้เสร็จภายใน 6 เดือน ถนนที่จะสร้างในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่งถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นทาง ขี่จักรยานและให้คนเดิน จะกินพื้นที่เข้ามา ในแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งละ 10 เมตร 2 ฝั่งรวมกัน ก็จะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาแคบลง 20 เมตร การลงทุนสร้างถนนเพื่อขี่จักรยานและทางคนเดินในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่ามีความจำเป็นอย่างไร ที่ต้องไปเอาใจคนขี่จักรยานถึงขนาดที่ กทม. ต้องสร้างทางขี่จักรยานในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเงินนับหมื่นล้านบาท และจะคุ้มค่าหรือไม่ หากต้องแลกกับผลเสียที่จะตามมา เช่น เป็นอุปสรรรคต่อการไหลของน้ำช่วงฤดูน้ำท่วม สร้างความอุจาดทางสายตา สร้างปัญหาตลิ่งพัง ปัญหาขยะสะสม ปัญหาความปลอดภัยยามค่ำคืน ผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่งทางเรือ และที่สำคัญคือ เป็นการทำลายวัฒนธรรมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอย่างการสร้างทางจักรยานของ กทม. บริเวณสนามหลวงแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในอดีตเพราะแทบไม่มีจักรยานมาขี่ในทางจักรยานของ กทม. […]

แม่น้ำเจ้าพระยา…กับการพัฒนาเมือง

เอกสารประกอบ เสวนา ถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา จะพัฒนากันอย่างไร? ถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา: จะพัฒนากันอย่างไร? – ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย “แม่น้าเจ้าพระยา…สู่การพัฒนาเมือง” – ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ข้อเสนอต่อรัฐบาลให้ทบทวนโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา – คุณ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เสวนา ถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชนได้อะไร? แผนพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางเลียบเจ้าพระยา เรา ได้อะไร (1) แผนพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางเลียบเจ้าพระยา เรา ได้อะไร (2) – คุณ ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการผังเมืองอิสระ เอกสารประกอบ –  คุณ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นักธุรกิจผู้บริหารโรงแรม FOR Friends Of the River (1) FOR Friends […]

เสนอปรับปรุงแผนจัดการน้ำท่วมควบคุมผังเมือง-การใช้ที่ดิน

ขณะที่รัฐบาลกำลังระดมนักวิชาการ ผู้มีประสบการณ์ด้านน้ำมาเสนอแนะและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปี ให้มีความสมบูรณ์ในการป้องกันปัญหาน้ำรอบด้าน และเร่งรัดโครงการระยะยาวให้มีความรวดเร็วขึ้น โดยกำหนดจะเรียกประชุมเพื่อดูความคืบหน้าของแผนจัดการน้ำอีกครั้งภายในต้นเดือนมกราคม 2560 สถานการณ์น้ำในวันนี้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น พื้นที่โดนน้ำท่วมประจำถี่ขึ้น ในเมืองกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดต่างๆ ก็ท่วมรุนแรงขึ้นทุกปี กลายเป็นปัญหาซ้ำซากสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างหนัก ปัญหาผูกโยงกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำ และปัญหาการขยายตัวของเมืองเข้าไปในพื้นที่ลุ่มกักเก็บน้ำ ส่งผลให้นักวิชาการและภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวหาแนวทางจัดการการใช้ที่ดินในเมืองเพื่อแก้ไขน้ำท่วม พร้อมชี้ช่องแก่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหัวเรือใหญ่ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กำลังขับเคลื่อนแนวคิด “เมืองกับการจัดการน้ำ” แนวทางที่สนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านผังเมือง และสร้างหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาสู่เมืองน่าอยู่ผ่านเวทีประชุมระดมความคิดเห็นเมื่อวันก่อน จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า ปัญหาการใช้ที่ดินเป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมเมืองและถนนหนทางต่างๆ เพราะมีจำนวนอาคารและบ้านเรือนเพิ่มขึ้นจนไม่มีที่ให้น้ำอยู่ ไม่มีแหล่งรับน้ำ น้ำฝนต้องระบายลงท่อระบายน้ำอย่างเดียว แถมถนนที่ก่อสร้างก็ขวางทางน้ำ นอกจากน้ำท่วมยังเกิดปัญหาน้ำเสียที่ไม่มีการบำบัด ในช่วงน้ำท่วม สูญเสียทรัพยากรน้ำที่มีค่า ภายหลังวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มีการปรับตัว แต่เน้นสิ่งก่อสร้างและต่างคนต่างทำ ครัวเรือนดีดบ้าน ถมดิน สร้างกำแพง นิคมอุตสาหกรรมก็ทำกำแพงยักษ์ มีการซื้อประกัน ย้ายโรงงาน ซึ่งถ้าหันมาดูชุมชนว่ามีมาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วมแค่ไหนก็พบว่าทำกันแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งเมืองและเทศบาลพากันยกถนนสูงขึ้น สร้างคันป้องกันน้ำท่วม ลดพื้นที่น้ำไหล […]

1 2 3 4 5