กัญชาเสรีที่ (ไม่) มีอยู่จริง

หลังจากรัฐบาลที่แล้วได้ปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเมื่อประมาณกลางปี 2565 คำว่า “กัญชาเสรี” กลายเป็นคำที่คุ้นหูและติดปากในสังคมไทย ไม่ว่าคำนี้จะมีที่มาอย่างไรแต่ได้สร้างความเข้าใจผิดและนำไปสู่ความต้องการหรืออยากลองใช้กัญชาที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้เขียนพยายามหาที่มาของคำนี้โดยแปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษด้วยคำว่า “liberalization” แต่ก็ไม่พบที่มาของคำนี้ในกรณีของต่างประเทศเท่าใดนัก สิ่งที่พบคือคำว่า “legalization” หรือ “การทำกัญชาให้ถูกกฎหมาย” ซึ่งน่าจะตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยและต่างประเทศมากกว่า

อย่างไรก็ตาม คำว่า “กัญชาเสรี” นี้อาจจะถูกต้องในบริบทของสังคมไทยก็ได้ ด้วยเหตุที่ตอนปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดมีเพียงกฎกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งการบังคับใช้กลับเต็มไปด้วยปัญหาทำให้คนปลูกและใช้กัญชากันแทบจะเสรี

ในต่างประเทศการใช้กัญชาจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ เพื่อการแพทย์ (medical) กับไม่ใช่เพื่อการแพทย์ (non-medical) หรือเพื่อนันทนาการ (recreational) กับไม่ใช่เพื่อนันทนาการ (non-recreational) สำหรับประเทศไทย กลับจำแนกได้เป็น 3 ประเภทคือ 1.เพื่อการแพทย์ 2.เพื่อนันทนาการ และ 3.เพื่ออื่นๆ

สำหรับเหตุผลที่ต้องมีกรณีอื่นๆด้วยนั้น เนื่องจากความคลุมเครือ (หรือการใช้แบบเทาๆ) ที่ไม่ชัดเจน เพื่อการแพทย์ก็ไม่ใช่ หรือจะเพื่อนันทนาการก็ไม่เชิง เช่น การนำใบสดมาต้มดื่มหรือใบ/ช่อดอกแบบแห้ง มาปรุงอาหาร “(สายเขียวบอกกับผู้เขียนว่าเป็นการใช้ที่เลวที่สุดเพราะทำให้เสียของ) “การใช้แบบเทาๆ” นี้เพิ่มขึ้นมากหลังจากการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย

แม้ว่าการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์จะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงวิชาการเกี่ยวกับสรรพคุณและผลข้างเคียง แต่การใช้กัญชาเพื่อนันทนาการเป็นสิ่งที่น่ากังวลทั้งในไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะการใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ในต่างประเทศ เช่น แคนาดาทำให้กัญชาถูกกฎหมายสำหรับการใช้ที่ไม่ใช่เพื่อการแพทย์ใน พ.ศ.2561 แต่การใช้เพื่อนันทนาการก็ไม่ได้เสรีแถมยังถูกจำกัด

เช่นเดียวกันกับกรณีของเนเธอร์แลนด์ ที่มักถูกกล่าวถึงเป็นกรณีตัวอย่างของการใช้เพื่อนันทนาการ ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลก็ควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด ล่าสุดรัฐบาลพยายามลดจำนวนร้านคาเฟ่กัญชาลงเกือบร้อยละ 50 ขณะที่ในบางเมืองอนุญาตให้ประชาชนเนเธอร์แลนด์เท่านั้นที่เข้าถึงกัญชาได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากรัฐบาลกังวลว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้กัญชานั้นเป็นกลุ่มรายได้และคุณภาพต่ำ ซึ่งไม่ได้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่กลับสร้างปัญหาสังคม เช่น การกลายเป็นแหล่งค้าหรือพักยาเสพติดชนิดอื่นๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการลดผลกระทบเชิงลบ (harm reduction) ที่มีต่อสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน

เมื่อหันกลับมาพิจารณาใน กรณีของประเทศไทยแล้ว ผู้เขียนยังไม่พบว่ารัฐบาลจะมีนโยบาย หรือมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องกัญชา โดยเฉพาะในประเด็นการใช้เพื่อนันทนาการแม้ว่าร่างกฎหมายกัญชากัญชงฉบับล่าสุดพยายามสื่อให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนการใช้เพื่อนันทนาการ แต่นิยามของการใช้เพื่อการนี้ ก็ยังคลุมเครือซึ่งจะสร้างปัญหาต่อการบังคับใช้กฎหมายได้

หากพิจารณาในแง่ของผลประโยชน์หรือผลกระทบเชิงบวกที่คาดว่าจะมาจากกัญชาแล้วมีอยู่หลักๆ 2 ประการด้วยกัน คือ 1.ด้านการแพทย์ ซึ่งรวมถึงแพทย์ทางเลือกอย่างแพทย์แผนไทย การนำยาหรือสารสกัดจากกัญชามาใช้นั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ใช่เป็นทางเลือกแรก และเป็นไปในลักษณะ “บรรเทา” มากกว่า “รักษา” ซึ่งต้องเป็นสารสกัดที่เข้มข้นมากในการฆ่ามะเร็งและประสบความสำเร็จเพียงในระดับหลอดทดลองเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การตอบสนองของผู้ป่วยต่อสารสกัดกัญชายังแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในผู้ป่วยกลุ่มอาการ โรคลมชัก (เฉพาะที่ดื้อยา) และการคลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาเคมีบำบัด

2.ด้านเศรษฐกิจไทยยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก หลังจากที่รัฐบาลปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ปริมาณกัญชาในตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคุณภาพต่ำทำให้ราคากัญชาลดต่ำลง

ในขณะเดียวกัน กฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนทำให้ผลิตภัณฑ์กัญชา (รวมถึงสารสกัดต่างๆ) ในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนจำนวนไม่น้อยที่ปฏิบัติตามกฎที่ออกมาในปี 2562 ขาดทุน ภาคเอกชนที่ลงทุนในเรื่องกัญชาเองมีเพียงไม่กี่รายที่สามารถคุ้มทุนและอยู่รอดต่อไปได้

ขณะที่ผลด้านเศรษฐกิจที่มาจากการท่องเที่ยวก็ยังไม่ชัดเจน รวมไปถึงคำกล่าวอ้างที่ว่าเศรษฐกิจในบางพื้นที่ดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้กัญชานั้น กลับไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์และการวิเคราะห์ที่รัดกุมรองรับการฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ที่คลี่คลายลงของโรคระบาดโควิด-19 ผู้เขียนเองไม่แน่ใจว่าฝ่ายสนับสนุนกัญชาที่กล่าวอ้างในเรื่องผลดีต่อเศรษฐกิจนั้น มองแต่การท่องเที่ยวแบบเทาๆที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสีเทาหรือไม่

เมื่อนำผลได้และผลเสียมาพิจารณาร่วมกันแล้ว กลายเป็นว่าการปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดของไทยกลับได้ไม่คุ้มเสีย จริงอยู่ว่าเราคงไม่สามารถนำกัญชากลับเข้าไปเป็นยาเสพติดเหมือนเดิมได้ (ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายฝ่ายรวมทั้งผู้สนับสนุนเรื่องการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ต้องการให้เป็น) แต่เราควรจะปล่อยให้การใช้กัญชาแบบเทาๆ ภายใต้กฎหมายและการบังคับใช้แบบเทาๆ นี้ยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่? ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้คนในสังคมไทยว่าจะตัดสินใจอย่างไร

สิ่งที่เป็นอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ไม่ต่างจากเพลงในอดีตที่ร้องว่า “ลา มะลิลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”

ติดตามบทความชิ้นต่อไปจะนำเสนอผลประเมินสถานการณ์การใช้กัญชา ข้อเสนอแนะ ที่ได้จากแผนงานวิจัยการประเมินสถานการณ์และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากกัญชาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานวิจัยเรื่อง “แผนงานวิจัยการประเมินสถานการณ์และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากกัญชาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง” สนับสนุนโดยคณะกรรมการกำกับทิศทางการวิจัยประเด็นปัญหาวิกฤติสำคัญของประเทศ (National Crisis Management) เรื่องกัญชา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

บทความโดย : ดร. ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ ทีดีอาร์ไอ

เผบแพร่ครั้งแรก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 เมษายน 2567


บทความที่เกี่ยวข้อง

“กัญชาไทย…จะไปทางไหน?” : ทีดีอาร์ไอ เปิดผลประเมินทางสุขภาพ-เศรษฐกิจ-สังคม หลังปลดล็อกกัญชา 2 ปี พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

กัญชาเพื่อการแพทย์และสุขภาพ : ทางออก ทางเลือก หรือ ทางตัน?

พ.ร.บ.กัญชาฯ ต้องไม่คลุมเครือ